Thairath Logo
กีฬา

ยิ่งจนยิ่งเหลื่อมล้ำมาตรฐานสุขภาพไทย

โดย
7 ก.ค. 2557 05:01 น.
Share :

สปสช. หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เคยตั้งของบเหมาจ่ายรายหัวไว้ที่ 3,300 กว่าบาท มาตอนหลังลดเหลือ3,060 บาทต่อหัวประชากร...

แต่ประเด็นสำคัญมีว่า ประจำปีงบประมาณ 2558 งบสำหรับดูแลประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน ที่ทางสำนักงบฯจะให้มา มีเค้าว่าจะเคาะอยู่เท่าเดิมคือ 2,895 บาทต่อหัวประชากร

ตัวเลข 2,895 บาทต่อหัวประชากร เกือบจะถึงยอดที่ขอ ห่างกันแค่ 165 บาทต่อหัวประชากรเท่านั้น หลายคนอาจคิดว่าก็แค่ไม่ถึงหัวละ 200 บาท แต่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยืนยันว่า ถ้าได้แค่นี้จะเป็นปัญหามากในอนาคต

การศึกษาสะท้อนตัวเลขชัดเจน จากการแบ่งการเข้ารับการบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน พบว่า “ผู้ป่วยนอก”...เราคาดว่าจะมีคนเข้ารับบริการประมาณ 156 ล้านครั้ง ขณะนี้ข้อมูลวันนี้ก็อยู่ที่ระดับนี้อยู่แล้ว...ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาคูณด้วย 2 ก็เท่ากับ 1 ปี

“เงินที่สำนักงบประมาณให้มาจะจัดบริการได้ประมาณ 137 ล้านครั้ง...ขาดไป 19 ล้านครั้ง หมายความว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมีได้ 2 อย่าง คือ ประชาชนเข้าไปใช้บริการ...ค่าใช้จ่ายต่อหัวน้อยลงกับหน่วยบริการปลายทางก็จะลดคุณภาพลงไป บริหารจัดการตามเม็ดเงินที่ได้รับ”

“ผู้ป่วยใน” ก็เช่นเดียวกัน ปีนี้เราคาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเกือบ 5.8 ล้านราย เทียบกับงบที่ได้อยู่ที่ประมาณ 4.9 ล้านราย ยังขาดอีก 9 แสนราย

ที่สำคัญคือ “ผู้ป่วยโรคไตวาย” เราตั้งเป้าว่าจะมีคนเข้าไปใช้บริการ 42,000 คน ทั้งล้างไตช่องท้อง ฟอกเลือด ปลูกถ่ายไต เงินงบประมาณรายหัวที่เราจะได้ถ้าไม่เพิ่ม จะบริการได้แค่ 35,000 คน

หมายความว่า อีก 7,000 คนที่เป็นโรคไตวายก็จะยุ่งแล้ว...จะทำอย่างไร?

“เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่า...เราจะได้เงินเท่านี้ เราแทบจะไม่มีทางเลือก นอกจากส่งเงินให้โรงพยาบาลหน่วยบริการสุขภาพไปเท่าที่ได้รับมา จะไปทำอย่างไรก็แล้วแต่ ประชาชนจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่...เพราะจะเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน”

สิ่งที่ทำไปแล้ว เป็นสิ่งที่คาดการณ์...ไม่ได้เป็นข้อมูลเกินจริง สถานการณ์ตัวเลขในวันนี้ก็ปรากฏชัดว่าจำนวนผู้ป่วยเข้ารับบริการถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว แล้วก็รู้อยู่แล้วชัดเจนว่า งบประมาณที่ให้มา...ถ้ายังอยู่ในระดับนี้ประชาชนจะเดือดร้อนแน่นอน

ข้อเสนอล่าสุดต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สะท้อนประเด็นปัญหาเป็นเช่นนี้...ถ้าประชาชนเดินหน้าไปรับบริการ หน่วยบริการไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ก็ต้องลดคุณภาพอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นก็อยู่ไม่ได้ ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นตัวเลขมาจากการวิจัย ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในการประมาณการ

ยืนยันว่าสิ่งที่ สปสช.เสนอไม่ใช่เสนอเพื่อเผื่ออะไรทั้งสิ้น...ถ้าไม่ได้งบรายหัวตามตัวเลขที่คาดการณ์ คนที่เดือดร้อนไม่ใช่ สปสช. แต่เป็นประชาชนผู้รับบริการรักษา หรือหน่วยบริการที่จะเดือดร้อน

โดยเฉพาะประชาชน...จะยุ่งยาก หน่วยบริการถ้าเกิดงบไม่พอ จะตามมาด้วยปัญหาสภาพคล่อง โรงพยาบาลขาดทุน ที่จะเป็นปัญหาในระบบต่อไป

นพ.วินัย บอกอีกว่า สปสช.เจรจากับหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยาคสช. ช่วงปลายอาทิตย์ที่แล้ว เข้าใจว่าช่วงกลางเดือนกรกฎาคมคงได้ผลออกมาชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร หน่วยงานไหนจะได้งบประมาณเท่าไหร่กันบ้าง หาก สปสช.ได้รับงบรายหัวเท่าเดิม 2,895 บาทต่อหัวประชากร ปัญหาจะเกิดขึ้นแน่ในระยะยาว

“ทั้งหมดเหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่ต้องบอกให้รับรู้กันเอาไว้ก่อน เพื่อเตรียมตัว สร้างความเข้าใจ...ไม่อย่างนั้น สปสช.ก็จะเป็นจำเลย”

30 บาทรักษาทุกโรค...เป็นหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่วันนี้เปลี่ยนเป็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนว่า 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นนโยบายที่มีความยั่งยืนทางการคลัง รัฐบาลเตรียมเงินไว้ว่าจะต้องใช้แต่ละปีต่อหัวคนไข้เท่าไหร่ ไม่ทำลายกลไกตลาดเพราะเป็นการไปสู่ตลาดที่ช่วยคนจน สร้างความสามารถทำให้คนมีสุขภาพดี

ไม่เหมือน...การอุดหนุนราคาพลังงาน จะไม่ยั่งยืน การตั้งกองทุนพลังงานเพื่อมาอุดหนุน ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นกองทุนฯก็เจ๊ง นโยบายแบบนี้จึงอยู่ได้ไม่นาน ไม่ยั่งยืน ทำลายกลไกตลาด ไม่สร้างความสามารถให้ภาคอุตสาหกรรม...ให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด เพราะพลังงานบางอย่างถูกเกินจริง

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นโยบายจำนำข้าว รถคันแรก เช็คช่วยชาติ ล้วน แล้วเป็นนโยบายไม่ยั่งยืน...ถูกเรียกว่า “ประชานิยม”...ไม่ได้ช่วยคนจนอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับ “30 บาทรักษาทุกโรค”...ทางวิชาการเรียกว่าเป็นนโยบายสวัสดิการสังคมมากกว่าจะเรียกว่าเป็นประชานิยม

แพทย์หญิงมาการ์เร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวไว้ว่า การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยถือเป็นตำนาน เพราะได้เปลี่ยนแปลงระบบในช่วงที่ประเทศยังไม่ร่ำรวย และเป็นประเทศแรกๆที่ดำเนินการนโยบายนี้และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

นายแพทย์จิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลก กล่าวไว้ว่า ไทยเป็นตัวอย่างประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความยากจนได้อย่างสำเร็จ แม้ว่าได้ริเริ่มระบบท่ามกลาง ข้อทักท้วงจากธนาคารโลกเกี่ยวกับความยั่งยืนเรื่องระบบการเงินการคลัง

“แต่...ผลสำเร็จวันนี้ได้เป็นข้อพิสูจน์ว่า ไทยได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะสร้างระบบหลักประกันสุขภาพให้เกิดกับคนไทยทุกคนอย่างถ้วนหน้า และวันนี้โลกก็ได้เรียนรู้ความสำเร็จจากไทยเป็นต้นแบบ”

คำถามสำคัญวันนี้...ความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพเกี่ยวโยงกับงบเหมาจ่ายรายหัวประชากรที่จะต้องเพิ่มขึ้นทุกปีมากน้อยอย่างไร?

นพ.วินัย อธิบายว่า โดยธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะต้องเพิ่มขึ้นเพราะคนอายุมากขึ้น...อายุยิ่งมาก ยิ่งใช้เงินมากขึ้น เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังโดยธรรมชาติ แล้วเทคโนโลยีทางการแพทย์ก็พัฒนาขึ้นไปอยู่เรื่อยๆ

ถัดมา...ผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อ เงินเดือนขึ้น ค่าแรงขึ้น หมายถึงว่า 100 บาทวันนี้กับวันหน้าค่าเงินจะเท่ากัน...อาจจะเป็นเงิน 106 บาท ที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยได้เท่าวันนี้

ตัวเลข 2,895 บาทต่อหัวประชากร ในปีนี้กับปี 2558 สมมติว่าได้เท่ากัน โดยมูลค่าเงินลดลงแน่นอน ฉะนั้นโดยหลักการ “เท่ากัน” แปลว่า “ได้น้อยลง”...อย่างน้อยๆจะต้องเพิ่มเท่าอัตราเงินเฟ้อ

อีกประเด็นน่าสนใจ...ในขณะนี้ข้าราชการใช้งบรายหัวอยู่ที่ 12,000 บาท แล้วให้ระบบหลักประกันสุขภาพไม่ถึง 3,000 บาทต่อหัวประชากร หาก คสช.บอกว่าจะลดความเหลื่อมล้ำก็คงจะเหนื่อย

“เราประมาณการควบคู่ไปกับพัฒนาหน่วยบริการสุขภาพร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข น่าจะทำให้ระบบเดินต่อไปได้อย่างไม่เหนื่อยมาก...เราไม่ได้เรียกร้อง แต่ค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันมากหลายเท่าตัวจะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสวัสดิการจำเป็นต่อการดำรงชีวิต”

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวทิ้งท้าย.

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า 1ยิ่งจนยิ่งเหลื่อมล้ำสปสช.มาตรฐานสุขภาพไทยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผู้ป่วยวินัย สวัสดิวร