Thairath Logo
กีฬา

โค้งสุดท้ายบอลโลก...

Share :

สัปดาห์นี้เรียกได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายของบอลโลกแล้ว ซึ่งบอลโลกในครั้งนี้ก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์ต่างๆมากมายหลายอารมณ์ ทั้งตื่นเต้น สมหวัง ผิดหวัง ประหลาดใจ และได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจะกลายเป็นตำนานให้เล่าขานกันต่อไปได้หลายต่อหลายปรากฏการณ์ทีเดียว

อย่างในแวดวงโซเชียลมีเดีย ก็ได้สรุปกันออกมาเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าโซเชียลมีเดียได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูบอลโลก ครั้งนี้ไปโดยสิ้นเชิง แม้ว่าในวันนี้เกมการแข่งขัน จะยังไม่สิ้นสุด แต่เวิลด์คัพ 2014 ก็ได้สร้างปรากฏการณ์การใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางบอลโลก จะพบว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่บอลโลกครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัยเมื่อ 84 ปีมาแล้วที่เริ่มนำโทรศัพท์มาใช้ในการรายงานข่าวและติดต่อสื่อสาร จนถึงปี 2002 ที่เจ้าภาพร่วมอย่างเกาหลี/ญี่ปุ่นได้นำอินเตอร์เน็ตมาใช้เป็นครั้งแรกในการประชาสัมพันธ์ และรายงานข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบอลโลกตลอดการแข่งขัน จากนั้นโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊กต่างก็เริ่มเข้ามามีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเวิลด์คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งสนามแข่งแต่ละแห่งอยู่ห่างไกลกันมาก ก็ได้โซเชียลมีเดียนี่แหละค่ะที่คอยเชื่อมโยงผู้ชมกับการแข่งขันแต่ละนัดเข้าด้วยกันแบบไม่ให้พลาดแม้แต่วินาทีเดียวเลย

แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในครั้งนั้น แต่ในเวิลด์คัพ 2010โซเชียลมีเดียก็ยังคงเป็นสื่อที่ไม่เป็นที่นิยมมากเท่ากับสื่อโทรทัศน์ เนื่องจากผู้ชมก็ยังนิยมชมบอลโลกกันทางโทรทัศน์จอใหญ่ และมัก จะใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นหลังจากจบการแข่งขันเท่านั้น แต่ในเวิลด์คัพ 2014 หรือบอลโลกครั้งนี้กลับปรากฏว่าผู้ชมทั่วโลกต่างมาใช้โซเชียลมีเดียกันอย่างถล่มทลายทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการแข่งขัน โดยในสัปดาห์แรกของการแข่งขัน ผู้ใช้จำนวน 141 ล้านคนได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก และในนัดระหว่างบราซิล/ชิลีที่ผ่านพ้นไปมีทวิตเตอร์เกิดขึ้นถึง 16 ล้านครั้งใน 150 ประเทศทั่วโลก แสดงว่าการแข่งขันในนัดนี้มีการทวิตกันสามแสนแปดหมื่นกว่าครั้งต่อนาที!!

โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือที่เพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมบอลโลกอย่างมหาศาล และยังเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงแฟนบอลทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่ายุคใดๆประมาณว่า...ในทุกๆนาทีของการแข่งขันทุกนัด คน 10 กว่าล้านคนจาก 150 ประเทศ ทั่วโลกกำลังพูดคุยในเรื่องเดียวกัน เปรียบเสมือนพวกเขาเหล่านั้นกำลังนั่งดูบอลอยู่ในสนามแห่งเดียวกัน และได้ “เม้าท์มอย” ร่วมกันไปตลอดการแข่งขัน

อารมณ์ที่ได้ “เม้าท์มอย” กันนี่แหละค่ะ ที่เป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแฟนๆให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แถมยังเป็นตัวดึงผู้ชมกลุ่มใหม่ที่เอ็นจอยการเม้าท์มอยเป็น ที่สุดอย่างคุณผู้หญิงทั้งหลายเข้ามามีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วย

แล้วคุณเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมผู้คนที่มาจากต่างชาติ ต่างภาษา...ไม่เคยรู้จักเจอะเจอกันมาก่อน ถึงมีความรู้สึกร่วมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้มากขนาดนี้...

แน่นอนว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การสื่อสารที่ไร้ข้อจำกัดด้านเวลา และระยะทางอย่างโซเชียลมีเดีย เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิด “แฟนบอลไร้พรมแดน” ซึ่งนอกจากการมารวมตัวกันเพื่อ ร่วมแรงร่วมใจกันเชียร์ทีมโปรดให้ได้ชัยชนะแล้ว

การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแฟนบอลยังสะท้อนถึงความ มี “ตัวตน” และ “อัตลักษณ์” ในโลกอีกโลกหนึ่งที่สามารถปลด

ปล่อยอารมณ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคำนึงถึง “ภาพ” ทางสังคมของตัวเองที่ถูกตีกรอบไว้ในโลกแห่งความเป็นจริง ที่สำคัญ การได้แชร์ความรู้สึกร่วมกันในบรรยากาศการแข่งขันที่กึกก้องไปด้วยเสียงเชียร์ และอารมณ์สุข เศร้า ตื่นเต้นที่กระตุ้นให้ฮอร์โมนประเภทต่างๆไหลเวียนไปทั่วร่างกายตลอดเกมการแข่งขัน ทำให้การดูบอล หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในบรรยากาศที่เสมือนว่าเราได้นั่งอยู่ในสนามแข่งจริงๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไปอีกนาน

นั่นเป็นเพราะจุดขายของการดูบอลไม่ได้อยู่ที่เกมการแข่งขันแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการขายประสบการณ์อันน่าจดจำด้วย...

ลองย้อนนึกไปถึงเกมบอลนัดใดนัดหนึ่งที่คุณยังประทับใจอยู่จนถึงวันนี้สิคะว่าคุณจดจำอะไรได้มากที่สุดกับเกมนัดนั้น เด็กผู้ชายตัวน้อยอาจจะจำได้ว่านั่นเป็นเกมแรกในชีวิตที่พ่อพาไปดู หลายคนที่มีโอกาสได้เข้าไปเชียร์ในสนามน่าจะจดจำบรรยากาศรอบตัวได้มากที่สุด ในขณะที่บางคนก็ยังคงประทับใจกับการได้ส่งเสียงเชียร์อย่างเมามันแบบหลุดโลกกับเพื่อนๆในมุมเล็กๆ ณ ที่ใดที่หนึ่ง...นี่คือความสวยงาม ของเกมกีฬาคุณเองก็ทำให้การดูบอลเป็นประสบการณ์ ที่สวยงามได้...

แค่คิดว่าบอลลูกกลมๆ ไม่ใช่ “ของเรา” อย่าสร้างความหดหู่ให้กับตัวเองด้วยการทึกทักเอาเมื่อทีมโปรดแพ้ว่า ทีมของฉัน “แพ้”

อย่าแทนที่ความสุขในการดูบอลด้วย “กิเลส” ที่มากับเป้าหมายในการ ต้องชนะ อยากชนะ หรือแม้เพียงแค่คาดการณ์ว่า น่าจะ “ชนะ” เพราะกิเลสเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมพร้อมที่จะถูกใช้ไปในทางที่ผิด หรือไม่ก็มีคนรอ ที่จะใช้กิเลสของเราเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้แก่เขาตลอดเวลา สู้มาดูบอลกันให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลยดีกว่า เพราะถึงยังไง บอลลูกกลมๆ ก็ไม่ใช่ของเรา...

ขอให้มีความสุขกับโค้งสุดท้ายบอลโลกนะคะ.

ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร

อ่านเพิ่มเติม...
ออกกำลังใจภัสวลี นิติเกษตรสุนทรฟุยบอลโลก2014โค้งสุดท้าย