วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รู้ทัน "ภูมิแพ้" เมื่อคุณแม่ต้อง "ผ่าคลอด"

รู้ทัน "ภูมิแพ้" เมื่อคุณแม่ต้อง "ผ่าคลอด"

  • Share:

ทารกในครรภ์จะได้รับภูมิต้านทานโรคจากแม่.

จากรายงานขององค์กรโรคภูมิแพ้โลก (World Allergy Organization: WAO) ในปี 2551 ระบุว่าช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจแบบเรื้อรัง เพิ่มขึ้นทุกๆปีอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง

แต่อย่างใด มีตัวเลขที่ประเมินออกมาว่าประชากรมากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคภูมิแพ้ เยื่อบุจมูกอักเสบ มีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตปีละประมาณ 250,000 คน และที่น่าตกใจคือมีรายงานอย่างเป็นทางการว่า ขณะนี้คนไทย
ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน (ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่อาจตกสำรวจ) โดยเฉลี่ยเด็ก 1 ใน 2 คน จะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ และในอนาคตทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหากไม่มีการป้องกันที่ถูกวิธี

เรารู้กันว่า มลพิษที่มาในรูปแบบต่างๆแทรก อยู่กับชีวิตประจำวันของเราตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน อากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นและควัน อาหารที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ไม่นับมลพิษในรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย มีอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัว ซึ่งมลพิษเหล่านั้นล้วนแต่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ทั้งสิ้น

แต่เรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญของไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนสัปดาห์นี้ก็คือ จากการวิจัยต่อเนื่องมาหลายปีในหลายประเทศ พบว่าทารกที่คลอดด้วยการผ่าตัดมีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สูงกว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติหลายเท่า เช่น ที่ประเทศนอร์เวย์ มีการศึกษาในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 2.5 ปี ที่มีปัญหาแพ้ นมวัวจำนวนกว่าสองพันคนพบว่า เด็กที่ได้รับการผ่าตัดคลอดมีอัตราการเป็นโรคแพ้นมวัวมากกว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติถึง 3.3 เท่า และยิ่งถ้าแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ อัตราการแพ้นมวัวของลูกก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 9.7 เท่าเลยทีเดียว

ปัจจุบันมีเด็กเป็นภูมิแพ้มากขึ้นจนน่าเป็นห่วง.

ที่ไต้หวันพบว่า มีเด็กอายุ 1 เดือนและ 1 ปีจำนวนหลายหมื่นคนที่ต้องรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคติดเชื้อ โรคระบบทางเดินหายใจและโรคระบบทางเดินอาหาร เมื่อศึกษาย้อนไปดูถึงประวัติการคลอดพบว่าเด็กที่คลอดโดยการผ่าตัดมีอัตราการเจ็บป่วยมากกว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีปกติ 3-4 เท่า

ที่สหรัฐอเมริกา มีการศึกษาในเด็กอายุ 3-10 ปี ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ที่จมูกและตา รวมทั้งหอบหืดจำนวน 7,800 คน พบว่า เด็กที่ผ่าตัดคลอดมีอัตราการเกิดโรคมากกว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ 1.2 เท่า

ขณะที่อัตราการคลอดโดยวิธีผ่าตัดคลอดนั้นกลับเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งที่แพทย์จะแนะนำให้คลอดด้วยวิธีปกติก่อน เพราะเสียเลือดน้อยกว่า ฟื้นตัวไวและกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) เองก็แนะนำว่า อัตราการผ่าตัดคลอดไม่ควรจะเกิน 15% แต่หลายประเทศกลับมีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงกว่านั้นมาก เช่น สหรัฐอเมริกามีอัตราราว 32% ประเทศจีน 46% ส่วนประเทศไทยเรานั้นอยู่ที่ 34% และปัจจุบันการคลอดโดยการผ่าในโรงพยาบาลเอกชนของไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเป็น 80% อาจเนื่องจากคุณแม่ยุคใหม่มีความเชื่อเรื่องโชคลาภ การให้กำเนิดตามวันมงคลต่างๆ รวมถึงช่วงอายุที่มักมีลูกช้ากว่าในอดีต

ทีนี้มาดูกันต่อไปว่า ทำไมการคลอดด้วยการผ่าคลอดจึงเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กจำนวนมากมีภูมิต้านทานต่ำ ก่อนอื่นเรามารู้จักระบบการสร้างภูมิต้านทานของร่างกายคนเรากันสักนิด

ร่างกายคนเรานั้นมีเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ในการสร้างภูมิต้านทานโรค ต่างๆ และปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการทำงานของเม็ดเลือดขาวนั้นสลับซับซ้อนและต้องใช้จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งเป็นผู้ช่วย คือ โพรไบโอติก (Probiotic) จุลินทรีย์ชนิดนี้เป็นจุลินทรีย์ที่ดี หรือเรียกว่าจุลินทรีย์สุขภาพ อาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายนับล้านล้านตัว แต่บริเวณที่โพรไบโอติกชอบอยู่มากเป็นพิเศษคือ ในลำไส้ใหญ่และช่องคลอด

สิ่งที่เราป้อนให้ทารกก็มีผลต่อภูมิต้านทานโรค.

“โพรไบโอติก” จะทำหน้าที่สำคัญในลำไส้ใหญ่หลายอย่าง ทั้งในแง่แข่งขันกันกับจุลินทรีย์อื่นๆ เช่น เชื้อก่อโรค ในการยึดครองพื้นที่ในลำไส้โดยจะสร้างสภาวะความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสมเป็นพิเศษต่อจุลินทรีย์สุขภาพเท่านั้น ทำให้ลดโอกาสที่เชื้อก่อโรคในลำไส้จะเพิ่มจำนวนและส่งผลเสียต่อสุขภาพ และที่น่าสนใจคือ ยังส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น ส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยภาพรวมของร่างกายด้วย

นอกจากนี้ โพรไบโอติกในลำไส้ใหญ่ยังกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกชื่อว่า ลิมโฟไซท์ (Lymphocyte)ที่อยู่ในต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำไส้ใหญ่ ให้ปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล ถ้าปราศจากโพรไบโอติกเวลาร่างกายรับสารแปลกปลอมจากภายนอก เช่น ฝุ่นละออง ยา หรืออาหารบางชนิด เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท์อาจจะสร้างสารเคมีบางอย่างออกมามากเกินไป ทำให้ร่างกายเกิดอาการหลายอย่าง เช่น น้ำมูกไหลไม่หยุด คันตาและมีน้ำตาไหลตลอดเวลา ซึ่งก็คืออาการต่างๆของโรคภูมิแพ้

ส่วนโพรไบโอติกที่อาศัยอยู่ในช่องคลอดอาจมีกว่า 50 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น โดเดอรีนบาซิลไล (Doderlein bacilli) จุลินทรีย์ชนิดนี้ไม่ทำร้ายร่างกายของเรา และจะกินอาหารจำพวกน้ำตาลที่มีอยู่ในเซลล์ของผนังช่องคลอด แล้วขับถ่ายของเสียออกมาเป็นกรดแลคติก ที่สามารถฆ่าเชื้ออื่นๆที่ก่อโรคต่างๆ และยังมีชนิดอื่นๆที่โดดเด่น เช่น กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรีย ซึ่งเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ

เมื่อมีการคลอดตามธรรมชาติ ขณะที่ทารกค่อยๆเคลื่อนออกมาจากมดลูกผ่านลงมายังช่องคลอด โพรไบโอติกที่อยู่ในช่องคลอดและในลำไส้ใหญ่ส่วนล่างๆ ใกล้ทวารหนักของคุณแม่จะปนเปื้อนอยู่ในมูกเลือดในช่องคลอดทารกจึงมีโอกาสได้รับโพรไบโอติกผ่านเข้าทางปากหรือจมูกแล้วลงไปในลำไส้ใหญ่ เพื่อไปกระตุ้นให้ร่างกายทารกเริ่มพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้สมบูรณ์

ส่วนการผ่าตัดคลอด ทารกจะถูกล้วงผ่านออกมาทางแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับโพรไบโอติกในช่องคลอดและลำไส้ใหญ่ ส่วนล่าง นอกจากนี้ในการผ่าตัดคลอดคุณแม่ ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อขณะผ่าตัดด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ทั้งเชื้อก่อโรคและโพรไบโอติกถูกฆ่าทำลายไปด้วยกัน ทารกก็ยิ่งหมดโอกาสที่จะได้รับโพรไบโอติกมากขึ้นไปอีก

ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ.

ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการผ่าคลอดว่า ภูมิต้านทานจากแม่ที่เด็กแรกเกิดได้รับตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น จะมีบทบาทช่วยปกป้องทารกในช่วงเดือนแรกๆของชีวิต ระหว่างนั้นร่างกายเด็กจะพัฒนาภูมิต้านทานด้วยตัวเอง โดย 70% ของระบบภูมิต้านทานอยู่ที่ลำไส้ ซึ่งจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้จะส่งเสริมพัฒนาการของระบบภูมิต้านทานให้สมบูรณ์ การที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำเป็นความเสี่ยงที่เด็กจะมีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังบางชนิดสูงขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้เป็นโรคเรื้อรังมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย โรคที่พบมากคือ โรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก ซึ่งมีอัตราการเพิ่มสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มพบความเชื่อมโยงระหว่างวิธีการคลอดแบบผ่าตัดกับโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1และ โรคอ้วน เป็นต้น

การดื่มนมแม่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกน้อยได้ดี เพราะในนมแม่มีสารอาหารสำคัญ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของระบบภูมิต้านทานให้แก่ลูกน้อย โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคภูมิแพ้ต่างๆได้ แม้ว่าทารกจะได้รับภูมิต้านทานตามธรรมชาติตั้งแต่อาศัยอยู่ในครรภ์ แต่เด็กก็จำเป็นต้องมีระบบภูมิต้านทานของตนเอง ซึ่งนับเป็นพัฒนาการอีกด้านที่สำคัญอันจะเป็นพื้นฐานให้กับพัฒนาการด้านอื่นๆ

คุณแม่สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ลูกได้มากขึ้น ด้วยความเข้าใจและให้ความสำคัญกับการดูแลและเลี้ยงดูลูกที่ไม่เพียงแค่การให้ลูกได้รับนมแม่ หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเสริมให้ลูกน้อย แต่ยังรวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่ การมอบความรักความอบอุ่น การดูแลสุขอนามัย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายลูกน้อยแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิต้านทานทางด้านจิตใจที่สำคัญอีกด้วย

รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์.

นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในเด็กอีกท่าน คือ รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ให้ข้อแนะนำไว้เช่นกันว่า การประเมินความเสี่ยงจากประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวจะมีส่วนช่วยให้ทราบว่า ทารกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงหรือไม่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือด้วยการป้องกัน
โรคภูมิแพ้ของทารกได้แต่เนิ่นๆ ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งจากการศึกษายังพบว่า แม้แต่ทารกที่พ่อแม่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้เลย ลูกก็มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 15 หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 40 และถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคภูมิแพ้จะมีมากถึงร้อยละ 70 ดังนั้น กรรมพันธุ์จึงเป็นสาเหตุหลักของการเป็นภูมิแพ้ในเด็กที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่หากแม่เป็นโรคภูมิแพ้ด้วย เด็กที่คลอดโดยการผ่าจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง 9เท่า

แม้การผ่าคลอดอาจส่งผลต่อภูมิต้านทานของลูกน้อย ทำให้เขามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป แต่ธรรมชาติก็สร้างกลไกของการป้องกันด้วยน้ำนมแม่ที่มากคุณค่าให้กับลูกน้อยได้อย่างลงตัว มีงานวิจัยจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า การให้เด็กกินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ระยะเวลาช่วง 6 เดือนแรกของการให้นมลูก นับเป็นช่วงนาทีทองของลูกน้อยในการสร้างภูมิต้านทานที่ดี การได้ดื่มนมแม่เป็นวิธีลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ดีที่สุด เนื่องจากในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่เป็นใยอาหารสุขภาพที่โพรไบโอติกชอบ ทำให้ระบบภูมิต้านทานของเด็กทารกหลังคลอดปรับไปในด้านดี

แต่หากแม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ การให้นมที่มีส่วนผสมของจุลินทรีย์สุขภาพ และอาหารของจุลินทรีย์หรือซินไบโอติก ก็สามารถช่วยสร้างจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ได้ ทั้งนี้ ข้อสรุปดังกล่าวสอดคล้องกับผลวิจัยในเด็ก 98 คน ในประเทศออสเตรเลียที่พบว่า เด็กที่กินนมที่มีส่วนผสมของซินไบโอติกในอุจจาระจะมีจุลินทรีย์ที่ดีมากกว่าเด็กที่กินนมทั่วไป

สำหรับผู้ที่ประสบกับปัญหาสุขภาพของลูกน้อยโดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันนี้การพัฒนาจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ก้าวหน้าไปมาก หนึ่งในจุลินทรีย์สุขภาพที่โดดเด่นในกลุ่มของบิฟิโดแบคทีเรีย คือ บิฟิโดแบคทีเรียม เบรเว่ เอ็ม 16 วี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีผลงานวิจัยรองรับว่ามีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการภูมิแพ้ ซึ่งเมื่อผสานกับใยอาหารที่ละลายน้ำได้สูตรเฉพาะ scGOS/ lcFOS สัดส่วน 9:1 ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกก็จะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ในเด็กทารกที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บรรเทาผื่นภูมิแพ้จากผ้าอ้อม และช่วยเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมถึงป้องกันอาการที่เกี่ยวกับโรคหืดหอบได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องคลอดโดยการผ่าคลอดแล้ว คุณแม่ควรเลือกที่จะคลอดโดยวิธีธรรมชาติจะดีกับสุขภาพของทารกที่สุด.

โดย : คนเหนือ
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้