Thairath Logo
กีฬา

วีระ สมความคิด ผู้หยัดยืนความถูกต้อง

โดย
4 ก.ค. 2557 05:01 น.
Share :

วีระ สมความคิด...กลับถึงเมืองไทยแล้ว มีข่าวออกมาในช่วงสายของวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของการเมืองไทย

วันเวลาผ่านไปนานเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่วันที่วีระ สมความคิดแกนนำภาคีเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ 1 ใน 7 คนไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับตัวไป เหตุเกิดวันที่ 21 สิงหาคม 2553 ขณะที่กลุ่มคนไทยเดินทางเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านหนองจัน ต.โนนหมากมุ่น อ.โนนสูง จ.สระแก้ว ชายแดนไทย...กัมพูชา

เพื่อเข้าตรวจสอบกรณีปัญหาข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร

วีระ สมความคิด ถูกตัดสินจำคุก 8 ปี...แต่ละวันแม้จะผ่านไปเร็ว แต่สำหรับครอบครัว “สมความคิด” ยังคงเฝ้ารอการประสานงานของรัฐบาลไทยที่จะเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา ด้วยความหวังให้ช่วยลดหย่อนโทษ

ด้วยสถานการณ์การเมืองไม่ลงตัว ไม่เอื้ออำนวย...คงทำได้เพียงรอ และหวังว่าจะมีใครสักคน ยื่นมือเข้ามาช่วย แม้ว่าความหวังจะริบหรี่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามห้ามกะพริบตา

ชื่อ “วีระ สมความคิด” ในฐานะเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในวันวาน เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากกรณีเปิดโปง การทุจริตในวงราชการ มอบข้อมูลให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือ ป.ป.ป. ตรวจสอบ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์

กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ซึ่งในท้ายที่สุดมีผลออกมาในวันที่ 10 สิงหาคม 2543 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ พลตรีสนั่น ยุติบทบาททางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

ปูมประวัติส่วนตัวคร่าวๆของผู้ชายที่เข้มขลังความสุจริตคนนี้ จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบปริญญาตรีสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง จากมหาวิทยาลัยรังสิต

ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 วีระ สมความคิดก็เข้าไปมี บทบาททางการเมือง ในฐานะประธานนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและเป็นผู้เข้าร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมฯ และพฤษภาทมิฬด้วย

นอกจากนี้เขายังเคยนำแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 4,000 คน โดยที่ไม่ได้เป็นมติของแกนนำพันธมิตรฯ เดินไปเขาพระวิหารเพื่ออ่านแถลงการณ์ทวงคืนดินแดนรอบๆปราสาทเขาพระวิหาร เนื้อที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร จนเกิดการปะทะกับชาวบ้านในพื้นที่จนได้รับบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่ายมาแล้ว

“วีระ สมความคิด” เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้กับ เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ กลางปี 2547 ว่า “มีคนว่าผมบ้า...” เขาบอกว่าหลายเรื่องในการตรวจสอบการทุจริต คอร์รัปชันสำเร็จได้เพราะสื่อมวลชน แม้ว่าสื่อจะนำเสนอทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็ยังประสานงานกัน

“คนดีๆในหน่วยงานราชการมีเยอะ บางคนอาจไม่ใหญ่โต แต่คน เหล่านี้เข้าใจผมและสนิทกัน บางคนถูกหน่วยงานราชการส่งมาตรวจสอบผม แต่พอตรวจสอบก็เห็นว่าไม่ใช่คนบ้า และไม่ได้หาประโยชน์กับใครก็เลย กลายเป็นเพื่อนกัน”

วีระ ระบายความในใจออกมาอีกว่า “ผมไม่เคยใช้สื่อเป็นเครื่องมือเราร่วมกันทำสิ่งถูกต้องให้กับสังคม ผมไม่เคยหลอกใช้ใคร ไม่เคยเลี้ยงดูสื่อ เมื่อก่อนสื่อมวลชนเห็นผมเป็นตัวตลก เคยมีนักข่าวพูดใส่หน้าผมว่าไอ้บ้าไม่ลงข่าวมันหรอก....ผมไม่ว่าอะไร จะดูถูกไม่ให้ค่า แต่เชื่อว่าสักวันเขาจะเข้าใจ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรมั่วๆ”

ถูกยิงคำถามสำคัญ ไม่กลัวว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือ? วีระ ตอบว่า คงปฏิเสธไม่ได้...บางคนที่ให้ข้อมูลก็เพราะต้องการเลื่อยขาเก้าอี้ ผมก็รู้ แต่ที่ทำเพราะมองว่าถ้าทำสำเร็จเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมหาศาล อย่างน้อยๆก็เป็นการเปิดโปงตรงนั้น ซึ่งไม่มีใครเจาะเข้าไปได้”

การเปิดโปงกรณีทุจริต...คอร์รัปชัน จะมีการเตะหมูเข้าปากหมา ผู้ชายชื่อ “วีระ สมความคิด” ไม่ได้เอามาสนใจ ถ้าหมาตัวนั้นจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะหมาตัวนั้นก็ไม่ได้รับอภิสิทธิ์ยกเว้นจากเขา วีระจะพูดกับทุกคนตรงๆว่า “คุณทำตัวให้ดีๆผมไม่ได้ทำเพื่อคุณ...แต่ทำเพื่อความถูกต้อง”

ถ้าไม่ถามว่า “กลัวโดนอุ้มไหม” คงจะข้ามประเด็นสำคัญกันไป ในประเด็นนี้ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่รถสองคันที่บ้านเคยถูกราดน้ำมันเบรก มีคนเตือนว่า...ผมเล่นกับของจริง มีคนได้ยินว่ามีผู้ใหญ่สั่งเก็บผมด้วย...ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่ทำอะไร อาจเป็นเพราะเห็นว่าผมทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่เคยวางแผนอะไรกับใคร น่าจะเป็นเกราะป้องกัน ทำให้เปลี่ยนใจให้มีโอกาสทำสิ่งดีๆในสังคมต่อไป”

ตัดกลับมาที่ฉากชีวิตการเป็นนักเคลื่อนไหว แน่นอนว่าก็เพราะความที่เป็นคนสนใจการเมืองและเป็นนักเคลื่อนไหวมาตั้งแต่เป็นนักศึกษา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 “วีระ สมความคิด” ต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่าพักหนึ่ง แล้วถึงจะกลับเข้ามาเรียนต่อและสานต่อธุรกิจเรียลเอสเตทของครอบครัว

จากนั้นก็ออกมาช่วยกิจการทำผ้าปูที่นอนของพี่สาว กระทั่งปี 2539 เข้ามาเคลื่อนไหวกับกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพเต็มตัวจนทำให้มีผลกระทบกับธุรกิจ ในตอนหลังโดนคดีจนต้องหยุดธุรกิจเอาไว้ทั้งหมด เลือกเดินทางเดียวเป็นเอ็นจีโอเต็มตัว

กับคำถามที่ว่า “อยากเล่นการเมือง” หรือไม่? วีระยอมรับว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็นนักการเมือง มีคนมาชวนให้เข้าพรรคตลอด แต่เพราะเป็นคนที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุม จะอยู่ภายใต้กติกาเดียวคือ...ความถูกต้องชอบธรรมเท่านั้น ถ้าให้ไปอยู่ในกฎของพรรค คือ...รู้แล้วห้ามพูด อย่างนี้ทำไม่ได้

“ผมรู้ว่า...ผมคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แล้วผมก็ยังไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนเลยที่จะให้โอกาสคนอย่างผม...เคยเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรมพรรคเดียว และหลังจากที่เปลี่ยนนโยบาย ก็ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคไหนอีกเลย”

“วีระ สมความคิด” เป็นคนที่คิดอยู่เสมอว่า มีเวลาวันหนึ่ง 24 ชั่วโมง ทำงานประมาณ 1 ชั่วโมง...จะพยายามทำอะไรให้ได้ประโยชน์กับคนได้มากที่สุด

ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คิดว่า ทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือนเลี้ยงครอบครัว แต่ “วีระ สมความคิด” ไม่คิดอย่างนั้น เขาคิดว่า...จะใช้เวลา ที่มีเท่ากับคนอื่น ต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากที่สุด

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าจะเคลื่อนไหวไปถึงไหน มีจุดสิ้นสุดเมื่อไหร่ เพราะสิ่งที่ทำสิ่งที่คิด เป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขต เพียงแต่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้เต็มศักยภาพที่มีอยู่

“ใครที่มีหน้าที่ตามกฎหมายก็ต้องทำไป ถือว่าทำดีที่สุดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ทำเต็มที่ทุกช่องทางที่มีอยู่...เดินหน้าอย่างเต็มที่ ผลจะออกมาอย่างไรต้องยอมรับความจริง ไม่มีการมาเสียใจ...ท้อแท้”

การเป็นนักเคลื่อนไหว...ทำเรื่องนี้แล้วก็ยังมีเรื่องอื่นรออยู่ ประสบการณ์วันนี้จะสอนอนาคต เหตุติดขัด ปัญหาเป็นเพราะอะไร ตัวกฎหมาย หรือว่าตัวบุคคล “ผมจะท้อไม่ได้...บ้านเมืองยังมีเรื่องอีกมากมาย ที่คนไม่สนใจอยากไปช่วย เมื่อเราเห็นงานรออยู่ข้างหน้ามากมายขนาดนี้ ชีวิตเราจึงไม่เคยว่าง”

ทั้งหมดเหล่านี้คือมุมชีวิตเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ของนักเคลื่อนไหวผู้เดินอนาคตอยู่ภายใต้กติกาเดียว... “ความถูกต้อง” เท่ากับ “วีระ สมความคิด”.

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า1วีระ สมความคิดกลับถึงเมืองไทยปล่อยตัวชายแดนไทย-กัมพูชาจำคุก