Thairath Logo
กีฬา

สกอ.-นักวิชาการ ชี้รัฐบาลควรหนุน 'ทุนทำวิจัย'

Share :

สกอ. และนักวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ขอรัฐเห็นความสำคัญ 'งานวิจัย' ชี้จะช่วยพัฒนาประเทศ และหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงไม่ต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะมีองค์ความรู้เองแล้ว ระบุลงทุนกับงานวิจัยเป็นการลงทุนระยะยาว ด้าน บก.นิตยสาร Time Higher Education ประเทศอังกฤษชี้ ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็นสถาบันชั้นนำของอาเซียนได้...

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.57 ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา (กกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ศ.ดร.ม.ร.ว.ชิษณุสรร สวัสดิวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล นายคริส กิบสัน ผู้อำนวยการ British Council ประจำประเทศไทย นายฟีล เบที บรรณาธิการ Time Higher Education (THE) ประเทศอังกฤษ และ ดร.เว่ย ฟู วอง ที่ปรึกษาอาวุโส ทอมสัน รอยเตอร์ (Thomson Reuters) ฝ่ายธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญาและวิทยาศาสตร์ ภูมิภาคเอเชีย ร่วมเวทีสัมมนา University Ranking 360 Degree: Benchmarking Performance, Challenges and Opptunities in Asean หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ นิตยสาร THE จัดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2013-2014 หรือ Times Higher Education Asia University Rankings ซึ่งมี 2 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชียด้วย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่อยู่อันดับที่ 50 และมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในอันดับที่ 82

รศ.ดร.พินิติ เปิดเผยว่า การสัมมนาในวันนี้ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก และชี้ให้เห็นว่า หากมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทยต้องการที่จะติดอันดับต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง เช่น การทำงานวิจัย และการตีพิมพ์งานวิจัย รวมถึงอัตราการจ้างงานหลังจบการศึกษา นอกจากนี้ ยังได้รู้ว่า สถานการณ์ของมหาวิทยาลัยไทยเป็นอย่างไร และต้องปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยนั้นมีศักยภาพ และก้าวขึ้นสู่ระดับสากลได้

ทั้งนี้ สกอ.มีนโยบายในการผลักดันและยกระดับมาตรฐานของมหาวิทยาลัยไทยอยู่แล้ว ด้วยการส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาในการทำวิจัย เพื่อขับเคลื่อนสู่ระดับโลก ผ่านการพัฒนาคนที่มีคุณภาพระดับสูง และเปลี่ยนสังคมไทยให้ไปสู่สังคมเศรษฐกิจ มีฐานความรู้ และเพิ่มศักยภาพของทรัพยากร นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการยกระดับทักษะแรงงาน และประกอบอาชีพธุรกิจใช้ฐานทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง

"การผลักดันมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลกนั้น มีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งนักศึกษา ครู บุคลากร เงินทุนวิจัยของสถาบัน และของรัฐบาล รวมถึงโครสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงาน ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น National University of Singapore (NUS) รัฐบาลให้เงินหนุนแห่งเดียว ประมาณ 26,000 ล้านบาท และดึงบุคลากรต่างชาติเข้ามาเสริมทัพ พร้อมๆ กับมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักด้วย ทำให้ก้าวกระโดดเป็นสากล" รศ.ดร.พินิติ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ม.ร.ว.ชิษณุสรร กล่าวว่า ขณะนี้ต้องมองว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีภารกิจอย่างไร ซึ่งประเทศไทยมีบางแห่งที่มีศักยภาพสูง จนติดในอันดับ ก็ให้สนับสนุนตรงนั้น หรือแห่งอื่นๆ เพราะส่วนหนึ่งมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องทำภารกิจที่จะสร้างบุคลากรของประเทศ และบางส่วนต้องทำงานวิจัย ซึ่งไม่อาจมองได้ว่า งานวิจัยไม่สำคัญ เพราะงานวิจัยมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาประเทศ ซึ่งหากประเทศไทยไม่ส่งเสริมการทำวิจัย ก็จะต้องไปซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแทน ซึ่งเราควรมีองค์ความรู้เป็นของตัวเอง

"รัฐบาลควรรีบลงทุนการทำวิจัย และไม่ควรหยุด หรือชะงักไปเมื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ เพราะเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ หากรัฐมีเงินสนุบสนุนไม่เพียง อยากให้ร่วมทำงานกับเอกชนทำวิจัยแทน เพื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ใหม่ๆ โดยไม่ใช่การขอเงินเอกชนมาทำงานนะ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลลงทุนพัฒนาศักยภาพด้านวิจัย ทำให้เขาสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเราจะหวังแค่ซื้อเทคโนโลยีจากเขาไม่ได้ หรือจะจ้างเพียงแค่แรงงานมาขับเคลื่อนประเทศก็ไม่ได้แล้ว" ศ.ดร.ม.ร.ว.ชิษณุสรร กล่าว

ขณะที่นายฟีล เบที บรรณาธิการ Time Higher Education กล่าวว่า การจัดอันดับนั้น แม้ว่ามหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น 20 ยังคงติดอันดับ 100 แห่งที่ดีที่สุดเอเชีย และมีสถาบันที่ได้อันดับที่ 1 ก็ตาม แต่ตอนนี้ประเทศจีนกำลังติดอันดับขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วถึง 18 แห่ง ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก เริ่มมีคนจีนที่ได้ทุนศึกษาต่อต่างประเทศเดินทางกลับมา และทำวิจัยให้ประเทศตัวเอง ทั้งนี้ เห็นว่าที่ประเทศญี่ปุ่นติดอันดับที่ 1 ในเอเชียมาตลอดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำให้ความสำคัญ และยอมลงทุน ประกอบกับประเทศมีเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยประเทศไทยนั้นคิดว่า จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียนได้ ด้วยความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย และจาก 2 มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับในปี 2013-2014 นั้น ก็จะช่วยผลักดันให้ไทยยิ่งเติบโตและพัฒนาตัวเองสู่ระดับโลก เพื่อหนีจากประเทศที่เรียกว่า "Middle-Income Trap".

อ่านเพิ่มเติม...
Time Higher Educationพินิติ รตะนานุกุลอันดับมหาวิทยาลัยกกอ.สกอ.ชิษณุสรร สวัสดิวัฒน์มหิดล