Thairath Logo
กีฬา

ปฏิรูปการลงคะแนนเลือกตั้ง กรองน้ำดีเข้าสภา

Share :

เมื่อวันจันทร์ พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ ประธานคณะทำงานเตรียมความพร้อมการปฏิรูปประเทศ เชิญ คุณศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.และทีมงาน ไปหารือกันที่กระทรวงกลาโหม เรื่องแนวทางการปฏิรูปการเมือง และ กติกาการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ถือเป็นการอุ่นเครื่องในยกแรก

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ที่เพิ่งนั่งเก้าอี้ ปลัดกระทรวงกลาโหม สดๆร้อนๆในวันเดียวกันแถลงหลังการประชุมว่า

กรอบของ คณะทำงานการเตรียมการปฏิรูป มีอยู่ 11 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือ การปฏิรูปการเมือง ซึ่งแบ่งย่อยลงอีก 6 ข้อ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ คือ 1.โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ 2.โครงสร้างฝ่ายบริหาร 3.การสรรหาหรือการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม 4.การตรวจสอบการใช้อำนาจควบคุม รวมถึงการถอดถอนลงโทษ 5.การปฏิรูปพรรคการเมือง 6.การกระจายอำนาจ ดูแล้วก็ค่อนข้างครบ ทำการบ้านมาดี

พล.อ.สุรศักดิ์ มือทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.บอกว่า การเชิญ กกต.มาหารือในวันนี้ เป็นการพูดคุยถึงเรื่อง กติกา การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

เรื่องนี้ผมเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ผมเคยเขียนเสนอมาหลายครั้งแล้ว การเลือกตั้ง ไม่ว่า ระดับท้องถิ่น หรือ ระดับชาติ ล้วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะการเลือกตั้งเป็น “ประตูเข้าสู่อำนาจทางการเมือง” เพื่อเข้าไป “ครอบครองอำนาจรัฐ” ที่มีอำนาจมากมายมหาศาล ถ้าหากได้ “คนไม่ดี” เข้าไปมีอำนาจในบ้านเมือง เพราะ “ระบบการเลือกตั้งห่วย” ก็จะได้ “คนไม่ดีเข้าไปปกครองบ้านเมือง” ทำให้บ้านเมืองเสียหายมากมายอย่างที่เห็น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

พระราชดำรัสนี้ คือ “หัวใจ” ของ การปฏิรูปการเมือง และ การปฏิรูปการเลือกตั้ง ผมหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะไม่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก จะได้ไม่ต้องปฏิวัติอีกในอนาคต “การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม” ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปจนทำไม่ได้ หลายประเทศในโลกก็ได้ทำสำเร็จมาแล้ว ขอเพียงทำด้วยความ “จริงใจ” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงเท่านั้น

วันพุธหน้า 9 กรกฎาคม อินโดนีเซีย ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่อันดับ 4 ของโลก จะมีการเลือกตั้งผู้นำ ประธานาธิบดีคนใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิออกเสียง 186 ล้านคน มากกว่าประชากรไทยถึง 2.8 เท่า ผมยกตัวอย่างอินโดนีเซีย เพราะอยากให้ คณะปฏิรูปการเมือง และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง นำ ระบบการเลือกตั้งผู้นำอินโดนีเซีย มาใช้กับ การเลือกตั้งทั่วไปของไทย อย่างน้อยอินโดนีเซียก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันได้ผล ทำให้การเมืองในอินโดนีเซียสงบสุขมากว่าสิบปีแล้ว

การ เลือกตั้งผู้นำอินโดนีเซีย เป็นการ เลือกตั้งแบบสองชั้น คือการออกเสียงเลือกตั้งรอบแรก หากผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงจากประชาชนผู้ใช้สิทธิออกเสียงเกิน 50% ให้ถือว่า ผู้นั้นชนะการเลือกตั้ง แต่ถ้าการลงคะแนนรอบแรก ไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงเกิน 50% จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งรอบสอง โดยให้ ผู้ที่ได้คะแนนนำเป็นที่ 1 และที่ 2 แข่งกันเพียงสองคน ใครได้คะแนนเสียงมากกว่า ก็เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งไป ยุติธรรมดี

ผมจึงเสนอให้ ใช้การเลือกตั้งสองชั้นมาเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. แล้วปรับปรุงแก้ไขด้วยการ ขยายเขตเลือกตั้งให้ใหญ่ขึ้น แต่ ให้มีจำนวน ส.ส. และ ส.ว.น้อยลง เพื่อจะได้กลั่นกรองให้ได้ “คนที่ดีที่สุด” เข้าสภา จำนวน ส.ส. ส.ว. ไม่ใช่สาระ แต่สาระคือให้ได้คนดีเข้าไปทำหน้าที่ ในสภา ตรงนี้แหละคือการปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

ผมหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ปล่อยให้กลับไปใช้รูปแบบเดิมๆที่ล้มเหลวอีก.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...
หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศเลือกตั้งชุมนุม อาจวงษ์ศุภชัย สมเจริญกกต.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์