Thairath Logo
กีฬา

‘บิ๊กตู่’ขอ‘ฮุนเซน’ ปล่อย‘วีระ’ พ้นคุกเปรยซอว์

Share :

‘สีหศักดิ์’พาบินกลับไทยวันนี้! แลก14คนเขมรเหยื่อค้ามนุษย์ รธน.ชั่วคราวส่งถึงมือหน.คสช.

“วิษณุ” ส่งธรรมนูญชั่วคราวถึงมือ “ประยุทธ์” มี 2 ร่างฯเป็นทางเลือกให้เตรียมกฎหมายลูกไว้ ให้พร้อม คสช.เรียกประชุมชุดใหญ่ 2 ก.ค. ก่อนเคาะโควตา สภาปฏิรูป-สนช. “จเร” ขอรับงานดูสภาปฏิรูปให้ สนง.เลขาวุฒิฯรับผิดชอบ สนช. “บิ๊กตู่” ลั่นย้ายข้าราชการดูที่เหมาะสม กร้าวจากนี้ไปต้องไม่มีเรียกรับผลประโยชน์ซักสตางค์แดงเดียว บิ๊ก ขรก.หงอทยอยรายงานตัว “บิ๊กเจี๊ยบ” กระชับสัมพันธ์อินเดีย หวังหนุนไทยจัดระเบียบประเทศ โพลคนอีสานไม่เอาทหารเป็นนายกฯ “สีหศักดิ์” บินเขมรพบ “ฮุนเซน-ฮอ นัมฮง” ถกเครียดปัญหาแรงงานต่างด้าว ผู้นำเขมรย้ำไม่แทรกแซงกิจการไทย แถมใจอ่อนยอมปล่อยตัว “วีระ” พ้นคุกเปรยซอว์ ตามคำขอ “บิ๊กตู่” แลกปล่อย 14 เหยื่อแก๊งค้ามนุษย์

หลังจากนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่าจัดทำร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวเสร็จแล้วนั้น ล่าสุดได้นำร่างฯส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้า คสช. เพื่อดำเนินการตามโรดแม็ปเฟส 2 จัดตั้ง สนช. รัฐบาล เพื่อบริหารบ้านเมืองไปพร้อมกับวางโครงสร้างประ-เทศโดยสภาปฏิรูป

รธน.ชั่วคราวถึงมือ คสช.แล้ว

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะหัวหน้าทีมร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราว ได้นำร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยภายในสัปดาห์นี้ นายวิษณุจะเข้าชี้แจงอธิบายรายละเอียดและตอบข้อสงสัยต่อ พล.อ.ประยุทธ์และคณะทำงาน คสช. ซึ่งเบื้องต้นได้ร่างเอาไว้ 2 ฉบับให้ คสช.พิจารณา โดยฉบับแรกมี 45 มาตรา และอีกฉบับมีเพิ่มขึ้นมา 2-3 มาตรา

เตรียมกฎหมายลูกไว้พร้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุที่ต้องเพิ่มเนื่องจากการร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวครั้งนี้มีเรื่องการตั้งสภาปฏิรูป แต่ทั้งหมดไม่เกิน 50 มาตรา ซึ่งคสช.ไม่น่ามีอะไรขัดข้อง เนื่องจากร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวเป็นเพียงการกำหนดหลักการในการบริหารประเทศ และเพื่อให้มีสภาปฏิรูปเท่านั้น รายละเอียดจะไปอยู่ที่กฎหมายลูกที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมภายหลังประกาศใช้ธรรมนูญปกครองชั่วคราวแล้ว และกฎหมายลูกได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูป มี 2 ตัวเลือกให้ คสช.พิจารณา ประกอบด้วย สนช. จำนวน 200 คน และสภาปฏิรูป จำนวน 200 คน และอีกตัวเลือก มี สนช. 200 คน และสภาปฏิรูป 250 คน

รอเคาะโควตา สนช.-สภาปฏิรูป

สำหรับสัดส่วนของสภาปฏิรูปที่ยังไม่ลงตัว ทีมร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน บางส่วนเห็นว่าควรมีจำนวนเท่ากัน แต่บางส่วนเห็นว่าเมื่อกระบวนการที่มาของ สนช.มาจากการแต่งตั้ง ขณะที่สมาชิกสภาปฏิรูปจะมาจากการสรรหา จึงต้องการให้มีความหลากหลายมาจากตัวแทนแต่ละจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ และผู้แทนจาก คสช.ระดับต่างๆ ดังนั้น จำนวนสภาปฏิรูปควรมีมากกว่า สนช. อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สุดท้าย คสช.จะเป็นผู้ตัดสินใจ สำหรับการร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวครั้งนี้ ทีมร่างฯไม่ได้หยิบยกร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวฉบับไหนมาเป็นต้นแบบ โดยเป็นการร่างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

“วิษณุ” เข้าแจงเนื้อหา “ไพบูลย์”

โดยเมื่อเวลา 13.30 น. ที่บ้านเกษะโกมล นายวิษณุเข้าชี้แจงเนื้อหาร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า คสช.จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม คสช. เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 4/2557 วันที่ 2 ก.ค. ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

“จเร” จ่อรับงานดูสภาปฏิรูป

ที่รัฐสภา นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงภารกิจสนับสนุนการทำงาน สนช.และสภาปฏิรูป ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีการหารือกันอยู่ตลอดเวลา มีการตั้งคณะกรรมการและทีมงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบระบบต่างๆในรัฐสภา อาทิ สถานที่การทำงานของบุคลากร เพื่อรองรับสมาชิกสภาปฏิรูป และ สนช.ที่จะเกิดขึ้น ขณะนี้กำลังประเมินภาระหน้าที่งาน ซึ่งสภาปฏิรูปมีภาระหน้าที่และงานที่ครอบคลุมมากกว่า สนช. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จึงอาจต้องรับผิดชอบงานของสภาปฏิรูป เพราะมีบุคลากรมาก โดยให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาดูแลงาน สนช. ขณะนี้มีความพร้อมแล้ว

“บิ๊กต๊อก” ปัดหารือข้อ ก.ม.ธรรมดา

ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา กล่าวว่า ได้เชิญนายวิษณุ เครืองาม มาหารือถึงความคืบหน้าในการพิจารณากฎหมาย ระเบียบที่หน่วยงานต่างๆ เสนอมาเพื่อสนับสนุนการทำงาน และขจัดอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งนี้ คณะทำงานจะหารือว่าประเด็นใดที่เร่งด่วนและควรออกเป็นประกาศ คสช.หรือส่วนใดควรเสนอเข้าสภานิติบัญญัติเพื่อเห็นชอบต่อไป แต่ไม่ได้หารือเรื่องธรรมนูญชั่วคราวในคณะทำงานชุดนี้ เพราะเป็นคนละส่วนงานกัน นายวิษณุมาประชุมเพราะตนขอให้มาช่วยดูในเรื่องของกฎหมายที่ค้างอยู่ เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นส่วนของทีมที่ปรึกษา คสช. ซึ่งนายวิษณุดูร่วมกับคณะทำงานร่างธรรมนูญ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็รอคณะทำงานส่งมาเหมือนกันว่ามีกี่มาตรา และมีข้อห่วงใยประการใดที่ต้องปรับใหม่หรือไม่ คาดคงเสนอให้คณะ คสช.พิจารณาเร็วๆนี้

ติดปมประชามติรัฐธรรมนูญ 58

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาร่างธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราวปี 2557 ที่ทีมงานนายวิษณุเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาตัดสินใจ จะมีในเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับถาวร หรือฉบับปี 58 ก่อนมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เนื่องจากทีมงานร่างฯบางส่วนเห็นว่า สมควรต้องมีการทำประชามติ แม้ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์และคสช.ยืนยันไม่เอาประชามติ ขณะที่ร่างธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้บัญญัติถึงเงื่อนเวลาการทำงานของสภาปฏิรูปประเทศ (สปร.) ไว้เบื้องต้นว่า หลังมีสภาปฏิรูปประเทศแล้ว ให้เวลา สปร.ประมาณ 45-60 วัน ส่งบทสรุปรายงานที่เป็นการรวบรวมความเห็น ข้อเสนอแนะ รายงานการวิจัย และมุมมองเรื่องการปฏิรูปประเทศ จากฝ่ายต่างๆ ส่งไปให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน จากนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯได้ข้อสรุปทั้งหมด จะเริ่มนัดประชุมครั้งแรก ให้นับตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญรวมแล้วไม่เกิน 120 วัน เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 58 จากนั้นให้ส่งไปให้สภาปฏิรูปประเทศลงมติ โดยขั้นตอนนี้รวมใช้เวลาไม่เกิน 9 เดือน

ไม่วางใจเขียนนิรโทษกันถูกตลบหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเนื้อหายังมีเรื่องการนิรโทษ หรือการคุ้มครอง คสช.ไว้ด้วย โดยจะอยู่ใน 2 มาตราสุดท้าย คือมาตราที่ 44 จะเขียนไว้ว่า ให้คำสั่งหรือประกาศต่างๆของ คสช.ที่ออกมาทุกฉบับ ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหมดทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะอย่างกรณีโยกย้ายนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งโดยปกติแล้วการโยกย้ายข้าราชการอัยการจะต้องทำโดยผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เนื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถใช้อำนาจทางบริหารปกติมาย้ายได้ ดังนั้นธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงต้องเขียนเอาไว้ เพื่อไม่ให้เอาผิดอะไรได้ ขณะที่มาตราสุดท้ายคือมาตรา 45 จะเขียนไว้ว่า ทุกบรรดาการกระทำทั้งหลายที่ คสช.ได้กระทำในการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ตลอดจนการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คสช. หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำความผิดนั้นพ้นจากการรับผิดโดยสิ้นเชิง อันเป็นการเขียนไว้เพื่อคุ้มครองสิ่งที่ คสช.ได้ทำมาทั้งหมดตั้งแต่ 22 พ.ค.จนถึงวันที่ รธน.ฉบับชั่วคราวมีผลบังคับใช้ไม่ให้มีการเอาผิดใดๆ เช่น การฟ้องร้องได้

คงอำนาจ คสช.เทียบเท่ารัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้อำนาจ คสช. มีอำนาจเท่ารัฐบาลรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันมาเป็นปกติทุกครั้งเมื่อมีการใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว หลังมีการทำรัฐประหาร เพื่อให้คณะรัฐประหารสามารถควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลที่เกิดจากคณะรัฐประหารได้ ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนสมัย คมช.

“บิ๊กตู่” ลั่นย้าย ขรก.เพื่อเหมาะสม

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์-โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้า คสช. กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่าการปรับย้ายข้าราชการระดับสูงที่เกิดขึ้นเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม เช่นเดียวกับการโยกย้ายในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ใช่การรังแกข้าราชการหรือหน่วยงานใด จึงขอความร่วมมือทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมร่วมกันทำงานเพื่อประเทศต่อไป และนับจากวันนี้ คสช.ขอยืนยันว่าจะไม่มีการทุจริตหรือเรียกร้องผลประโยชน์แม้แต่บาทเดียว หากใครพบหรือถูกเรียกรับใดๆให้แจ้งมา จะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษทันที

ตั้ง นบข.ดูลดต้นทุนชาวนาทั้งระบบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สำหรับงานด้านเศรษฐกิจ คณะกรรมการ นบข.ที่ตั้งขึ้น นอกจากมาช่วยดูแลเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนาแล้ว ยังต้องพิจารณาในมิติทั้งในและต่างประเทศด้วย หากพบข้อจำกัดใดทางการกฎหมาย คสช. จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้ก่อนที่จะมีรัฐบาล แต่หากเป็นกฎหมายใหญ่ คงต้องให้พิจารณาใน สนช. ส่วนเรื่องที่ต้องกระทบกับคนส่วนมากของประเทศ ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปต่อไป

บิ๊กข้าราชการทยอยรายงานตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการที่ถูกคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 79/2557 และฉบับที่ 81/2557 โยกย้ายออกจากตำแหน่งมาเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายก-รัฐมนตรี เป็นพิเศษเฉพาะราย รวม 6 คน ทยอยเดินทางเข้ารายงานตัวกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. ฝ่ายกิจการพิเศษ ครบทั้งหมด ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ประกอบด้วย 1.นายปรีชา กันธิยะ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 2.นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน 3.นายทศพร ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา 4.นายอภิชาต จีระวุฒิ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5.นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และ 6.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย พล.ต.อ.อดุลย์ขอให้ทุกคนช่วยกันทำงาน

กกจ.คนใหม่เด้งรับนโยบาย คสช.

ที่กระทรวงแรงงาน นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า เมื่อ คสช.มีคำสั่งให้ตนมาทำหน้าที่นี้ มีนโยบายแก้ปัญหาแรงงาน 3 ด้าน คือ การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกับแรงงานไทย เน้นการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ให้เข้าสู่ระบบถูกต้องตามกฎหมาย และดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยจะแก้ปัญหาการเก็บค่าหัวคิวแรงงานให้โปร่งใสตรวจสอบได้ รวมทั้งการจัดหางานภายในประเทศ

เลขาฯ คสช.เร่งเครื่องงบฯปี 57

ก่อนหน้านี้เวลา 09.00 น. ที่ บก.ทบ. ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน และความคืบหน้าในการทำงานของฝ่ายต่างๆของ คสช. ต่อมา พล.อ. อุดมเดชได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ครั้งแรกหลัง คสช.ออกคำสั่งฉบับที่ 56 ตั้งคณะกรรมการกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับงบประมาณ และเเนวทางดำเนินงานของ คสช. เพราะเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ 2557

ตั้งอนุฯ 2 คณะดูพลังงานทดแทน

จากนั้น พล.อ.อุดมเดชให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาเสนอแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯในแต่ละปี และ 2.คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณของกองทุนฯ มีรองปลัดกระทรวงพลังงาน ที่กำกับดูแลกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองและเสนอความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี/แผน/งาน/โครงการ เพื่อให้การบริหารงานของคณะกรรมการกองทุนฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และที่ประชุมยังเห็นชอบหลักเกณฑ์แนวทางการจัดสรรงบประมาณปี 2558

งบฯ 58 ส่งเสริมชุมชนผลิตพลังงาน

พล.อ.อุดมเดชกล่าวต่อว่า จะดำเนินการตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก อาทิ การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ โดยงบประมาณ 2558 จะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้า ด้วยการสนับสนุนการลงทุนเพื่อผลิตพลังงานทดแทน ในลักษณะกองทุนร่วมทุนด้านพลังงานทดแทนระดับชุมชน การจัดตั้งสถานีผลิตพลังงานชุมชนในหน่วยงานราชการ การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในการสนับสนุนการลงทุนผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ระดับครัวเรือน โดยมอบให้คณะอนุกรรมการฯไปศึกษาในรายละเอียด นำมาเสนอให้คณะกรรมการกองทุนฯพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

“บิ๊กเจี๊ยบ” เยือนอินเดียย้ำสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด รองหัวหน้า คสช. เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อตามคำเชิญในฐานะแขกของสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสาธารณรัฐอินเดียให้การต้อนรับ ได้เยี่ยมคำนับ พล.อ.บิกรัม ซิงค์ ผบ.ทหารสูงสุด ควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก สาธารณรัฐอินเดีย พร้อมหารือข้อราชการด้านกิจการระหว่างกองทัพทั้ง 2 ประเทศ เช่น การฝึกร่วมต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกคอบร้าโกลด์ที่จะมีขึ้นในปีหน้า นอกจากนี้ยังเข้าพบนายอรุณ เจตลี รมว.คลังและกระทรวงกลาโหม เพื่อหารือร่วมกันถึงการทำให้ภูมิภาคเอเชีย มีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ และด้านความมั่นคง และเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และมิตรไมตรีระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ในฐานะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้า คสช. และในส่วนของกองทัพต่อกองทัพ

หนุนไทยจัดระเบียบประเทศ

สำหรับการเยือนอินเดียครั้งนี้ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานและมิตรภาพที่ดีระหว่างกัน เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีที่คล้ายคลึงกัน ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย สาธารณรัฐอินเดียไม่ได้วิตกกังวลมีความเข้าใจเป็นอย่างดี พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความสงบสุขและเสถียรภาพของไทย สำหรับด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ยังคงมีความสัมพันธ์ และความร่วมมือระหว่างกันเช่นเดิม นอกจากนี้ยังพูดคุยถึงการก่อสร้างเส้นทางจากอินเดีย ผ่านเมียนมาร์เข้าสู่ประเทศไทย คาดว่าผลสรุปการเจรจาจะเสร็จสิ้นภายในปี 2559 ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ถือเป็นแขกต่างประเทศคณะแรกหลังจากอินเดียจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งในโอกาสนี้ ผบ.ทหารสูงสุดได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจที่สาธารณรัฐอินเดียให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยในทุกด้าน รวมถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในวันที่ 26 ก.ค.นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยทางรัฐบาลอินเดียเตรียมให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ

“สีหศักดิ์” บินเขมรคุย “ฮอ นัมฮง”

อีกด้าน นางกรกช กุลลประภา ผู้สื่อข่าวการเมืองไทยรัฐ รายงานจากประเทศกัมพูชาว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่ รมว.ต่างประเทศ เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ค. โดยเข้าพบนายฮอ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา เพื่อหารือและชี้แจงถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทย การขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการจัดระเบียบแรงงาน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายสีหศักดิ์และนายนัมฮง แถลงร่วมกัน โดยนายสีหศักดิ์กล่าวว่า ได้ชี้แจงถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทย ที่ขณะนี้มีความสงบและเดินตามโรดแม็ป ที่ คสช.กำหนด ทั้งเรื่องการปรองดอง การปฏิรูป และการจัดการเลือกตั้ง ความชัดเจนทั้งหมดจะเกิดขึ้นในเดือน ต.ค.2558

ถกเครียดปัญหาแรงงานต่างด้าว

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ส่วนด้านเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ ยังต้องขับเคลื่อนต่อไป โดยเฉพาะข้อตกลงที่ไทยมีต่อกัมพูชายังเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะกรอบพัฒนาความร่วมมือตามแนวชายแดนให้มีผลเป็นรูปธรรม ส่วนการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว เป็นเพราะไทยเห็นความสำคัญของแรงงานชาวกัมพูชา พม่าและลาว ว่ามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย จึงเห็นว่าควรจัดระเบียบให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายหน้า ป้องกันการค้ามนุษย์ แต่เป็นห่วงเรื่องการนำเสนอข่าวที่อาจคลาดเคลื่อน ซึ่งไม่ใช่แนวนโยบายของไทย ขณะนี้อยากให้เน้นถึงความร่วมมือระหว่างกันในเรื่องแรงงาน เพื่อให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ 2 ประเทศต่อไปจะดีกว่า

รับปากช่วยสะสางแรงงานเถื่อน

ด้านนายฮอ นัมฮง กล่าวว่า เข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย กรณีที่แรงงานกัมพูชาในไทยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งกัมพูชามีความเข้าใจต่อเหตุการณ์ จะส่งแรงงานกัมพูชากลับเข้าไปทำงานในไทย และจะทำให้ถูกกฎหมาย ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาได้ส่งหนังสือรับรองเพื่อขอยื่นวีซ่าแรงงานจากกรุงพนมเปญกว่า 1 หมื่นคน ซึ่งก็ได้กลับไปทำงานในไทยแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ฝากให้ไทยช่วยติดตามกรณีชาวกัมพูชา 14 คน ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหาใช้ตราประทับปลอมเข้าไปทำงานในไทย โดยบุคคลเหล่านี้เป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ยังได้หารือถึงการพัฒนาตามแนวชายแดน อาทิ การสร้างสะพานรถไฟ อรัญ– ประเทศ-ปอยเปต เพื่อหาช่องทางดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยไม่กระทบต่อการจัดทำหลักเขตแดน การเปิดด่านสตรึงบท-หนองเอี่ยน รวมถึงปัญหาที่ชาวกัมพูชาลักลอบเข้ามาตัดไม้ในไทย

“ฮุนเซน” ไม่แทรกแซงกิจการไทย

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่กรุงพนมเปญ นายสีหศักดิ์ นำคณะเข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่อาคารพีซ พาเลซ จากนั้นนายสีหศักดิ์เปิดเผยว่า จากการหารือนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้แสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย ที่กำลังมีพัฒนาการเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย โดยสมเด็จฮุนเซนย้ำว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ไขด้วยคนในประเทศนั้นๆ กัมพูชาไม่แทรกแซงและจะไม่สนับสนุนกลุ่มหรือองค์กรใดที่จะต่อต้านรัฐบาลไทย พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าแนวทางที่ฝ่าย ไทยกำลังดำเนินการอยู่ จะนำกลับเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพในอาเซียน โดยตนได้แจ้งให้ทราบเจตนารมณ์ของฝ่ายไทยที่จะเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์ทุกด้าน และเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่นโยบายต่างประเทศยังคงขับเคลื่อนเรื่องที่สานต่อก็ต้องดำเนินการ พร้อมกับขยายความร่วมมือยิ่งขึ้นไป

วอนปล่อย 14 เหยื่อค้ามนุษย์

นายสีหศักดิ์กล่าวต่อว่า ยังมีการหารือถึงประเด็นแรงงาน ซึ่งนายกฯกัมพูชาแสดงความเข้าใจ และขณะนี้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจกันดี โดยจะร่วมมือเพื่อให้มีช่องทางนำแรงงานกัมพูชากลับเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยขณะนี้ฝ่ายกัมพูชาได้ลดค่าธรรมเนียมทำหนังสือ เดินทางจาก 200 เหรียญสหรัฐฯ เหลือเพียง 4 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายไทยได้เร่งขั้นตอนการออกวีซ่าจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 3 วันเหลือเพียง 1 วัน นอกจากนี้ประเด็นที่สมเด็จฮุนเซน และนายฮอ นัมฮง แสดงความเป็นห่วงคือกรณี 14 ชาวกัมพูชาที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาใช้วีซ่าปลอมเดินทางเข้าประเทศไทย โดยสมเด็จฮุนเซน บอกว่าทั้งหมดไม่มีเจตนาจะละเมิดกฎหมายไทย เพียงแต่ถูกหลอก จึงขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาปล่อยตัว ซึ่งตนจะนำไปหารือกับ คสช.ต่อไป

แลกปล่อย “วีระ” พ้นคุกเขมร

นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังหยิบยกกรณีการช่วยเหลือนายวีระ สมความคิด ที่ยังคงรับโทษ คุมขังอยู่ในเรือนจำเปรยซอว์ ในกรุงพนมเปญ โดยได้ชี้แจงว่าประเด็นสำคัญคือ ไทยไม่ได้ประสงค์เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา แต่นายวีระ ซึ่งได้รับโทษมาพอสมควร และด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ จึงขอให้กัมพูชาพิจารณาตามคำขอของฝ่ายไทย โดยนายกฯกัมพูชารับไว้พิจารณาอย่างจริงจัง

“ฮุนเซน” ยอมปล่อยตัวตามคำขอ

วันเดียวกัน หนังสือพิมพ์แคมโบเดียเดลีของกัมพูชา รายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายเอียง สุพะเล็ต ที่ปรึกษาสมเด็จฮุนเซน นายกฯกัมพูชา ว่า กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ของกัมพูชา ได้พระราชทานอภัยโทษให้กับนายวีระ สมความคิด ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำของกัมพูชาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว หลังจากที่นายสีหศักดิ์ได้ร้องขอให้ฝ่ายกัมพูชาอภัยโทษให้กับนายวีระ ในนามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้า คสช. โดยสมเด็จฮุนเซน แจ้งกับนายสีหศักดิ์ว่า เนื่องจากคำขอของ พล.อ.ประยุทธ์ นายวีระจะได้รับการปล่อยตัว หลังกษัตริย์สีหมุนีทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานอภัยโทษให้นายวีระในวันเดียวกันนี้ โดยนายวีระจะเดินทางกลับประเทศ ไทยพร้อมกับคณะผู้แทนไทยในวันที่ 2 ก.ค.นี้
สำหรับนายวีระถูกตัดสินจำคุก 8 ปี เมื่อเดือน ธ.ค.2553 ในข้อหาสอดแนมและเดินทางเข้ากัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ทั้งยังเข้าไปในเขตพื้นที่หวงห้ามของทหารใน จ.บันเตียเมียนเจย นับจนถึงปัจจุบันนายวีระรับโทษมาแล้วราว 3 ปีครึ่ง

เดินทางกลับถึงไทยก่อนเที่ยง

ต่อมาเวลา 18.45 น. นายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในการหารือกับสมเด็จฮุน เซน ได้หยิบยกกรณีนายวีระ สมความคิด ซึ่งรับโทษอยู่ที่เรือนจำในกรุงพนมเปญมากว่า 3 ปีขึ้นมาหารือ ซึ่งตามกฎหมายของกัมพูชาจะต้องรับโทษ 5 ปี จึงจะมีสิทธิขออภัยโทษได้ อย่างไรก็ตาม ตนได้หารือตามแนวทางจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณาปล่อยตัวนายวีระ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง และด้านมนุษยธรรม รวมทั้งความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ หลังจากสมเด็จฮุน เซนรับฟังคำอธิบาย ก็ได้หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น คือ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษให้กับนายวีระ โดยลงวันที่ 1 ก.ค.2557 พร้อมกับถามว่าจะรับตัวนายวีระวันใด จึงเรียนไปว่า พ.ร.ฎ.ลงวันที่วันนี้ จึงขอให้เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เดินทางไปรับตัวนายวีระในวันนี้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายวีระจะเดินทางกลับพร้อมคณะของทางการไทยด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เที่ยวบิน พีจี 932 ออกเดินทางจากกรุงพนมเปญ 10.15 น. คาดว่าจะถึงประเทศไทยในเวลา 11.25 น. วันที่ 2 ก.ค. ปลัดท่องเที่ยวฯรับชงวันหยุดพิเศษ

นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวถึงความชัดเจนเรื่องวันหยุดเพิ่มพิเศษในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค.2557 เพื่อให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-12 ส.ค.ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความคิดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งเรื่องเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคสช. คาดว่าจะส่งเรื่องไปได้ภายในสัปดาห์หน้า ตามที่มีข่าวออกมาว่า พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. ให้สัมภาษณ์ว่า อนุมัติให้วันที่ 11 ส.ค. เป็นวันหยุดพิเศษนั้นท่านไม่ได้พูด เพราะอำนาจการอนุมัติเรื่องนี้ต้องผ่านการ พิจารณาของคณะกรรมการ คสช.ทั้งคณะ ที่เปรียบเสมือนที่ประชุม ครม.ตัดสินใจร่วมกัน

ตั้งบอร์ด ททท.ทดแทนคนลาออก

นายสุวัตรกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอเรื่องใดไป คสช.ไม่เคยขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลื่อนและยกเลิกเคอร์ฟิว ขณะที่เรื่องขอเพิ่มวันหยุดพิเศษ พล.ร.อ.ณรงค์ไม่ได้ปฏิเสธหากมีเหตุผลที่ดี แต่ต้องเสนอไปตามขั้นตอน ส่วนกรณีนางเพ็ญสุดา ไพรอร่าม ลาออกจากประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นั้น ระหว่างนี้ตนจะนั่งเป็นประธานบอร์ด ททท. แทนไปก่อน และจะมีการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คนทดแทนคนที่ลาออกไป คือ นายเฉลิมพร พิรุณสาร นายพิทักษ์ จันทร์เจริญ และ น.ส.ฎายิน พรยุทธพงศ์ ส่วนเรื่องการสรรหาผู้ว่า ททท. คงต้องรอจนถึงวันที่ 4 ก.ค. ว่าจะมีคนมาสมัครหรือไม่ หากยังไม่มีคงต้องประกาศเปิดรับสมัครใหม่

วุฒิฯตั้งลำสรรหา คตง.–ผู้ว่า สตง.

นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา กล่าวถึงการดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าการ สตง.) ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 71/2557 ว่า สำนักเลขา– ธิการวุฒิสภาประสานไปยังคณะกรรมการสรรหา ที่ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐ– ธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธาน ป.ป.ช. ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย รวมถึงบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวน 1 คน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก 1 คน มาประชุมคัดเลือกบุคคลเป็น คตง. และผู้ว่าการ สตง.ต่อไป คาดว่าจะประชุมนัดแรกไม่เกินวันที่ 20 ก.ค. ส่วนขั้นตอนและวิธีคัดเลือก รวมถึงคุณสมบัติบุคคลจะเป็นไปตามประกาศที่ คสช.กำหนดไว้

ชาว อสมท ยื่น ป.ป.ช.ฟันทุจริต

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท และประชาคม MCOT นำโดยนายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพฯ ยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อพนักงาน อสมท 833 คน ต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการประมูลจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอลโดยวิธีพิเศษของ อสมท มูลค่าเกือบ 2,000 ล้านบาท โดยนายสุวิทย์กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า กระบวนการหลายอย่างส่อความไม่โปร่งใส เช่น 1.สตง.เคยทำหนังสือถึง อสมท2 ครั้ง ให้ทบทวนโครงการดังกล่าวของฝ่ายบริหาร เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องการเสนอราคาทราบข้อมูลรายละเอียดขอบเขตงาน และไม่เปิดโอกาสให้แข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายฮั้วประมูล 2.หลีกเลี่ยงวิธีประมูลตามปกติ แต่มีการดึงเรื่องให้เกิดความล่าช้า เพื่อใช้วิธีจัดซื้อพิเศษ จนอสมท เกิดความเสียหาย ต้องใช้งบประมาณไปเช่าอุปกรณ์เพื่อให้การบริการโครงข่ายไม่หยุดชะงัก จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการดังกล่าว แทนที่จะให้ อสมท ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเอง

อ่านเพิ่มเติม...