Thairath Logo
กีฬา

เปิดปูมข้อพิพาท มหากาพย์ขิงเกาะ

โดย
2 ก.ค. 2557 05:01 น.
Share :

ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ เป็นปัญหาโลกแตกให้เถียงกันปวดหัวมาแล้วฉันใด วันนี้ข้อพิพาทกรณีเขตแดนทางทะเล ที่ประเทศคู่ขัดแย้งต่างอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือดินแดน กำลังเป็นอีกปัญหาโลกแตก ในยุคที่แหล่งพลังงานใต้ท้องทะเล คือ ขุมทรัพย์อันเย้ายวน

ไม่ว่าจะเป็นคู่พิพาท ระหว่าง จีน–ญี่ปุ่น, กัมพูชา–เวียดนาม, มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์–เวียดนาม, บรูไน–มาเลเซีย, อินโดนีเซีย–มาเลเซีย, อินโดนีเซีย–ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย–เวียดนาม, มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์, ไทย–กัมพูชา หรือกรณีอื้อฉาวล่าสุดของโลก เวียดนาม–จีน

ถ้าให้ร่ายยาวปูมปัญหาของแต่ละข้อพิพาท คงไม่ต่างจากมหากาพย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันซับซ้อน แต่ครั้งสมัยประวัติศาสตร์ลากยาวมาจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างหลักฐานเข้าข้างตัวเอง

โดยเฉพาะกรณีปมขัดแย้งรุนแรงล่าสุด บริเวณ หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) ระหว่างมวยคู่เอก จีนกับเวียดนาม ที่ยามนี้กำลังซัดกันนัวเนีย

ตามคำอธิบายของสารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย อธิบายถึง “หมู่เกาะพาราเซล” (Paracel Islands) เอาไว้ว่า ในภาษาจีนเรียกชื่อ หมู่เกาะซีซา (Xisha Islands) หรือ หย่งซิง ส่วนภาษาเวียดนาม เรียกว่า หมู่เกาะแห่งซา เป็นดินแดนพิพาท ที่ถูกอ้างสิทธิโดยจีน เวียดนาม และไต้หวันมาช้านาน

พื้นที่หมู่เกาะพาราเซล เคยถูกจีนครอบครองบางส่วน ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ยุคราชวงศ์ถัง และราชวงศ์ซ่ง และพื้นที่บางส่วนของหมู่เกาะเดียวกันนี้ ก็เคยถูกเวียดนามครอบครองมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15

ปี ค.ศ.1947 จีนได้อ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนดังกล่าว โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นซึ่งยังเป็นรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง นำโดย เจียงไคเช็ค ได้ประกาศอ้างกรรมสิทธิ์ดินแดนต่างๆในทะเลจีนใต้ ในรูปของแผนที่ซึ่งมีการลากเส้นประไว้ทั้งสิ้นรวม 11 เส้น เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อเรือต่างชาติ ที่จะแล่นผ่านเข้าไปในอาณาเขตเกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้

ต่อมาแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถยึดครองอำนาจปกครองประเทศ ต่อจากรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้สำเร็จ แต่แผนที่ดังกล่าวยังคงได้รับการยอมรับจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ โดยนายกรัฐมนตรี โจวเอิน-ไหล ของจีน ได้จัดการลบเส้นประ 2 เส้นในพื้นที่อ่าวตังเกี๋ย จึงทำให้เหลือเส้นประเพียง 9 เส้น

แผนที่อย่างไม่เป็นทางการซึ่งมีเส้นประ 9 เส้น ซึ่งเรียกกันว่า U-shaped, nine-dotted line map นี้ จีนเพิ่งนำไปยื่นแสดงต่อสหประชาชาติอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ.2009

แผนที่ดังกล่าว ประกอบด้วยเส้นประจำนวน 9 เส้นเรียงรายเป็นรูปตัว “ยู” (U) ไล่ตั้งแต่ชายฝั่งด้านตะวันออกของเวียดนาม ลากลงมาถึงบริเวณใกล้กับตอนเหนือของอินโดนีเซีย จากนั้นวกกลับขึ้นไปทางเหนือบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกของฟิลิปปินส์ โดยจีนอ้างว่าอาณาบริเวณทั้งหมดที่อยู่ในแนวเส้นประนี้ คือ ทะเลของตนมีข้อมูลว่ารัฐบาลจีนสมัยก๊กมินตั๋ง เคยครอบครองหมู่เกาะพาราเซล

และสแปรตลีย์มาก่อนก็จริง แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างปี ค.ศ.1945-1949 (พ.ศ.2488-2492) โดยต่อมาได้ละทิ้งพื้นที่ดังกล่าวไปที่ ไต้หวัน หลังจากที่คอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองเมื่อ พ.ศ.2492

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามซึ่งเป็นคู่กรณี ได้งัดข้อมูลออกมาโต้แย้งว่า เมื่อ ค.ศ.1887 หรือ 127 ปีก่อน สมัยที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองคาบสมุทรอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) มีการกล่าวอ้างถึงสิทธิในการปกครองหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ และยังได้อ้างสิทธิอีกครั้ง เมื่อ ค.ศ.1933 หรือเมื่อ 81 ปีที่แล้ว

ต่อมาเมื่อเกิดการสู้รบระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กับเวียดนามใต้ เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2517 จีนได้เข้าครอบครองพื้นที่ทั้งหมด แต่ก็ถูกฝ่ายเวียดนามโต้แย้งมาโดยตลอด

ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมก่อสร้างโรงเรียนขึ้นบนหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นพิพาทอยู่กับเวียดนาม ไม่เพียงเท่านั้นก่อนหน้านี้เรือจีนได้พุ่งเข้าชนเรือประมงของเวียดนามจนแตกและอับปาง หลังจากที่จีนได้นำแท่นขุดเจาะน้ำมัน ไปติดตั้งไว้ใกล้กับบริเวณหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเวียดนามอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลเกาะแห่งนี้มานานหลายศตวรรษแล้ว

กรณีดังกล่าว ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านจีนอย่างหนักในเวียดนาม ถึงขั้นทำให้คนงานชาวจีนในเวียดนามถูกทำร้ายเสียชีวิตไปหลายราย

ประเด็นที่น่าจับตาก็คือ การที่เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวง เริ่มมีแนวโน้มทวีความตึงเครียดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการค้นพบขุมพลังงานแห่งใหม่ ปริมาณมหาศาลใต้ท้องทะเล ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบริเวณหมู่เกาะ ซึ่งมีข้อพิพาทระหว่างจีนกับเวียดนาม

เชื่อกันว่าแหล่งพลังงานใต้ท้องทะเลดังกล่าว อุดมไปด้วยขุมทรัพย์ทั้งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติมากถึง 17.7 พันล้านตัน หมู่เกาะเจ้าปัญหาจึงกลายเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ยังไม่รวมถึงความสมบูรณ์ของทรัพยากรการประมง (มีสัตว์น้ำชุกชุม) และการเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอันดับ 2 ของโลก

โดยเฉพาะหมู่เกาะสแปรตลีย์ ถือเป็นทางผ่านของเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณ 25% ของการขนส่งทางทะเลทั่วโลก และถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่อจีนมาก เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังจีน ซึ่งคิดเป็น 80% ของน้ำมันที่จีนนำเข้า

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ซึ่งใช้เส้นทางนี้นำเข้าน้ำมันถึง 70% และเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ จึงไม่แปลกที่ประเทศต่างๆ แม้แต่สหรัฐอเมริกา จึงอ้างมาตลอดว่า ความสำคัญของหมู่เกาะสแปรตลีย์ คือ ประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือ และความมั่นคงปลอดภัยของเส้นทางการเดินเรือ

ในแง่ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หากประเทศใดสามารถอ้างกรรมสิทธิ์ที่มีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ได้ ย่อมสามารถควบคุมเส้นทางการเดินเรือและควบคุมยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยสามารถกดดันจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี

โดยเฉพาะหากจีนสามารถเข้าควบคุมบริเวณนี้ จะสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทะเลของอินเดียและสหรัฐฯ รวมทั้งยังสามารถขยายอิทธิพลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงช่องแคบมะละกา หมู่เกาะสแปรตลีย์จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเกมถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจชาติต่างๆ

โดยเฉพาะสหรัฐฯและญี่ปุ่น มียุทธศาสตร์ในการใช้ความขัดแย้งในหมู่เกาะสแปรตลีย์ เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงเพื่อถ่วงดุลจีน

ดังนั้น การได้ครอบครองกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ จึงเท่ากับได้ควบคุมเส้นทางเดินเรือ ยุทธศาสตร์ทางทะเล และทรัพยากรมหาศาล เอาไว้ในกำมือ

เรื่องแบบนี้ ไม่มีชาติไหนโง่ไปกว่ากัน มีแต่แกล้งทำเป็นโง่ การที่แต่ละชาติต่างแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์

ก็เพื่อนำสิทธิเหนือหมู่เกาะเจ้าปัญหามาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้ชาติของตนนั่นเอง

ฉบับหน้าอย่าพลาด มาดูกันต่อถึงมุมมองความเห็นของชาวเวียดนามต่อท่าทีของจีน กรณีข้อพิพาทหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ ที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลก.

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า 1ข้อพิพาทหมู่เกาะParacel IslandsเกาะพาราเซลเกาะซีซาXisha Islandsจีนเวียดนาม