ข่าว
100 year

ถอน‘พาสปอร์ต’ จารุพงศ์-จักรภพ

ทีมข่าวหน้า 11 ก.ค. 2557 07:25 น.
SHARE

กับพวกอีก4บุกจับ‘จ่าโก’ทหารม้าเก่าอาวุธเพียบ!

“บัวแก้ว” ถอนพาสปอร์ต 6 ผู้ต้องหาตามหมายจับล้วนคนดัง “จักรภพ-จารุพงศ์-สุนัย-โรส-ตั้ง อาชีวะ และโด่ง อรรถชัย” พร้อมประสาน “ฮ่องกง” หาช่องส่งตัว “จักรภพ” กลับไทย หากจับได้ เพราะไทย-ฮ่องกงไร้สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน“สมยศ” ปัดไร้ใบสั่งกลั่นแกล้ง ซ้ำเผยยังมีคดีเก่าติดตัวตั้งแต่ ก.ค. ปี 50 ครั้งนำมวลชนแดงบุกบ้านป๋า ยันทำตามกฎหมายกำหนด ส่วนตั้งองค์กร “เสรีไทย” ยังไม่ตั้งข้อหา ขณะที่ทางการขยายผลจับ “จ่าโก” อดีตทหารการข่าวซุกอาวุธสงครามทั้งปืน ระเบิด เครื่องกระสุนหลายสิบรายการในห้องเก็บของย่านคลอง 6 ปทุมธานี ด้าน “บิ๊กโชย” ผอ.ศปป.ฟุ้งงานคืบหน้า หวังทำปรองดองสำเร็จ คนไทยจะเห็นทุกฝ่ายเดินในประเทศไทยได้ทุกตารางนิ้วไร้ข้อขัดแย้ง

หลัง คสช.ออกหมายจับคดีอาญากับ “จักรภพ เพ็ญแข” แกนนำองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ฐานโยงการจัดหาอาวุธสงครามที่อาจมีความเกี่ยวพันแผน “ขอนแก่น โมเดล” ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือ เดินทางของบุคคลที่ถูกออกหมายจับรวม 6 คน แต่ยังสะดุดเรื่องการส่งตัวกลับไทย เนื่องจากไทยและฮ่องกง ไม่มีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน โดยอยู่ระหว่างการประสานหาช่องทาง ขณะที่ทางการสนธิกำลังทหาร ตำรวจ ขยายผลจับอาวุธสงครามจาก “จ่าโก” อดีตทหารการข่าว เพิ่ม หลายสิบรายการ

ขอตัว “จักรภพ” ผู้ร้ายข้ามแดน

กรณีที่ศาลทหารอนุมัติหมายจับนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่มารายงานตัวและข้อหาอยู่เบื้องหลังการจัดหาอาวุธสงคราม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายนันทศักดิ์ พูลสุข โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวว่า หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะประสานให้อัยการดำเนินการต้องประสานไปยังนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เพื่อมีคำสั่งให้อัยการร่วมปฏิบัติหน้าที่กับพนักงานสอบสวนขอส่งตัวนายจักรภพเป็นผู้ร้ายข้ามแดน จากนั้นอัยการจะตรวจสอบว่า ประเทศที่ผู้ต้องหาหลบหนีมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอันดีต่อกันหรือไม่ หากอยู่ในเงื่อนไขสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ไม่แน่ใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ของ อสส.หรืออัยการศาลทหาร เพราะศาลทหารเป็นฝ่ายออกหมายจับ ดังนั้น คดีนี้อาจอยู่ในความดูแลของอัยการศาลทหาร

กต.ถอนพาสปอร์ต 6 โจกแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งเพิกถอนหนังสือ เดินทางของบุคคลที่ถูกออกหมายจับแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 6 รายคือ 1.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ 2.นายจักรภพ เพ็ญแข 3.นายสุนัย จุลพงศธร 4.น.ส.ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือโรส 5.นายเอกภพ เหลือรา หรือตั้ง อาชีวะ และ 6.นายอรรถชัย อนันตเมฆ หรือโด่ง ทั้งนี้ การยกเลิกหนังสือเดินทางเป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 23 (2) ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกหนังสือเดินทางได้ เมื่อปรากฏภายหลังว่าผู้ถือหนังสือเดินทางเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อาจออกหนังสือเดินทางได้ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่ได้ออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งกรณีนี้เป็นตามไปตามขั้นตอนปกติ หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับหนังสือจาก สตช. ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือเดินทางทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้ออกหมายจับไว้แล้ว

หาช่องส่ง “จักรภพ” มาไทย

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวง-เกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีถอนหนังสือเดินทางของบุคคล 6 คนว่า ได้ดำเนินการแล้วตามกระบวนการ หลังได้รับแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ต้องมีขั้นตอนตามระเบียบที่จะต้องปฏิบัติต่อไป สำหรับนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ยังต้องมีกระบวนการตามกฎหมาย จากการตรวจสอบเข้าใจว่าขณะนี้ไทยและฮ่องกงยังไม่มีสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน จึงต้องหารือว่าจะใช้ช่องทางใดได้บ้าง ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานงาน ซึ่งต้องมีคำขออย่างเป็นทางการจาก อสส. ซึ่งเข้าใจว่าอยู่ในกระบวนการดำเนินการ

“สมยศ” ยันไร้กลั่นแกล้ง “จักรภพ”

ที่ สตช. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข ระบุว่า คสช.กลั่นแกล้งออกหมายจับคดีอาวุธสงครามเพื่อดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนำตัวมาดำเนินคดีว่า เป็นขบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่เชื่อมโยงคดีจับกุมอาวุธสงครามในพื้นที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาระบุว่า นายจักรภพ เพ็ญแข กับพวกที่ศาลทหารจังหวัดสระบุรีได้อนุมัติหมายจับกุมมีส่วนรู้เห็น เกี่ยวข้องสนับสนุนการลักลอบนำอาวุธสงครามมาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องการสอบสวนขยายผลเชื่อมโยง ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินคดี และนายจักรภพไม่ได้มีความผิดในคดีนี้คดีเดียว

ชี้มีคดีเก่าบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์

พล.ต.อ.สมยศกล่าวอีกว่า แต่ยังมีคดีที่นำมวลชนเข้าปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เหตุเกิดเมื่อเดือน ก.ค. 2550 เป็นความผิดตามมาตรา 215 และ 216 คดีนี้ไม่ได้ดำเนินการ ทั้งที่พนักงานสอบสวนและอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาอยู่ในขั้นตอนพนักงานสอบสวนส่งให้กองการต่างประเทศแปลเอกสารส่งให้ อสส.และกระทรวงต่างประเทศ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะหาว่าตำรวจและ คสช.ใช้ข้อหาจับกุมอาวุธสงครามเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะมีคดีเก่าเมื่อปี 2550 ที่ไม่มีการดำเนินการ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ได้คิดกลั่นแกล้งใครใดๆทั้งสิ้น ส่วนวันนี้จะนำ 1 ใน 8 ผู้ต้องหาไปตรวจค้นแหล่งซุกซ่อนอาวุธสงครามในพื้นที่ จ.ปทุมธานี และจะแถลงผลค้นจับกุมที่ บช.ภ.1

ยันไม่รีบชี้มูลตั้ง “เสรีไทย”

ส่วนกรณีการจัดตั้งองค์กรเสรีไทยของนายจักรภพ เพ็ญแข และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณนั้น พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นความผิด ได้มอบหมายคณะกรรมการสอบสวนที่มี พล.ต.อ.อำนวย นิ่มมะโน ช่วยราชการ รอง ผบช.น. และนายทหารรัฐธรรมนูญพิจารณารายละเอียดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สรุป จึงให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปหารือในข้อกฎหมายให้ละเอียดอีกครั้งว่า เข้าข่ายความผิดในข้อหาใดบ้าง จะทำอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรีบเพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับนักวิชาการในเรื่องนี้ ซึ่ง คสช.และ ตร.ไม่ได้เต้นไปตามนายจักรภพและนายจารุพงศ์ เคลื่อนไหว

บุกจับ “จ่าโก” พันคดีอาวุธอยุธยา

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. และเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารม้าที่ 19 ค่ายสุรสีห์ ร่วมแถลงจับกุม จ.ส.อ.ภคภูมิ โกศินานนท์ หรือจ่าโก อายุ 58 ปี อดีตทหารการข่าว สังกัดกรมทหารม้าที่ 1 เกียกกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะการสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครอง โดยฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมของกลางคือ ปืนเอเค 47 จำนวน 2 กระบอก หมายเลขปืน 2925713 และ 2506728 ซองกระสุน 3 ซอง ปืนเอ็ม 16 เอ 1 จำนวน 1 กระบอก หมายเลขปืน 4919694 ซองกระสุน 4 ซอง กล้องเล็งยิง 2 กล้อง กระสุนเอเค 47 จำนวน 561 นัด กระสุนเอ็ม 16 จำนวน 235 นัด กระสุน 12.7 มม. 17 นัด กระสุน.45 มม. 15 นัด กระสุนขนาด .32 มม. 41 นัด กระสุนปืนคาร์บิน 108 นัด ระเบิดเครโม 2 ลูกพร้อมม้วนสายไฟ 2 ม้วน เครื่องจุดแม็คนิโต 2 อัน ระเบิดสังหารอาร์จีดี 5 จำนวน 10 ลูก พร้อมชุดกระเดื่อง 1 กระป๋อง เลขลอตที่ 58-89 ระเบิดควัน 1 ลูก เชื้อประทุไฟฟ้า 67 อัน เสื้อเกราะกันกระสุนแบบใยแก้ว 1 ตัว กระเป๋าใส่ซองกระสุน 1 ตัว แซ่ทำความสะอาดปืน 1 ชุดและหม้อสนาม 1 ใบ

เร่งขยายผลโยงคำซัดทอดหรือไม่

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า การจับกุม จ.ส.อ.ภคภูมิ โกศินานนท์ หรือจ่าโก เจ้าหน้าที่นำหมายจับศาลจังหวัดทหารบกสระบุรีเข้าจับกุมจ่าโก 1 ใน 8 ผู้ต้องหาที่ถูกซัดทอดจากการจับกุมอาวุธสงครามที่ สภ.วังน้อย จ.อยุธยา หลังจับกุมนำตัวจ่าโกไปตรวจค้นภายในห้องเก็บของลานไนน์ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี คลอง 6 จ.ปทุมธานี พบว่าซุกซ่อนอาวุธสงครามไว้จำนวนมาก ส่วนอาวุธที่พบถูกนำไปก่อเหตุในการชุมนุมและอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลและตรวจพิสูจน์ทราบ ส่วนจะเชื่อมโยงกับนายจักรภพ เพ็ญแข หรือไม่นั้น อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนว่ามีความเชื่อมโยงจริงหรือไม่ หากมีส่วนเกี่ยวข้องจริงจะทำการออกหมายจับตามกฎหมายต่อไป

รอลงอาญาเมธีคดีหมิ่น “จตุพร”

ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา เมื่อเวลา10.00 น.วันที่ 30 มิ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็นโจทก์ฟ้องนายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตแนวร่วม นปช. และอดีตดารานักแสดง บริษัท นสพ.แนวหน้า นายโชคชัย สุมน นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ บริษัทเอ็นเอส ทีนิวส์ จำกัด บริษัทเอเอสทีวีผู้จัดการ จำกัด และนายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการรายวัน เป็นจำเลยที่ 1-7 ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 12 ต.ค.53 นายเมธีแถลงข่าวที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ทำนองว่า นายจตุพรอมเงินบริจาคของคนเสื้อแดง 68 ล้านบาท มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับผู้หญิงบนชายหาดเมืองพัทยา รวมทั้งกล่าวหาว่านายจตุพรโทรศัพท์ขู่ฆ่าจำเลย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 1 กล่าวถึงเงินบริจาคคนเสื้อแดง 68 ล้านว่าเป็นเงินบริสุทธิ์ต้องทำให้โปร่งใส ไม่ใช่รับรู้เพียงโจทก์และพวก 3 คน ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อความโปร่งใส เป็นการกล่าวทำให้โจทก์เสียหายว่ายักยอกเงินบริจาค ซึ่งจำเลยไม่มีพยานหลักฐานนำสืบยืนยัน จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ส่วนการกล่าวหาข้ออื่นไม่มีความผิด ส่วนจำเลยที่ 2-7 ไม่มีความผิด พิพากษาว่านายเมธีจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาใน นสพ.ไทยรัฐ และเดลินิวส์ 3 ครั้งพร้อมชำระค่าใช้จ่าย ส่วนจำเลยที่ 2-7 พิพากษายกฟ้อง

เจ้าตัวลั่นขออุทธรณ์สู้คดี

นายเมธีกล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป ขณะนี้ยังอยู่ในความดูแลของดีเอสไอเป็นเวลา 4 ปีแล้วในโครงการคุ้มครองพยาน เพราะเป็นพยานสำคัญในคดี 24 แกนนำ นปช.ก่อการร้าย ยอมรับว่าช่วงแรกถูกข่มขู่ หนีหัวซุกหัวซุนมาตลอด แต่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคอยป้องกันดูแล จึงไม่มีปัญหาอะไร เพิ่งจะได้กลับไปดูแลบ้านเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ขณะนี้มีการเปลี่ยนอธิบดีดีเอสไอใหม่ จึงขอยืนยันจะให้ความร่วมมือเต็มที่ และขอให้กำลังใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ส่วนที่ คสช.จับกุมอาวุธสงครามได้จำนวนมาก อาจเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรง ฝ่ายทหารคงมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้ว ส่วนตนมีข้อมูลเพียงช่วงเหตุการณ์หนึ่งที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องช่วงปี 2553 แต่หลังถูกดีเอสไอจับกุมก็ไม่ได้รับทราบข้อมูลอีก

ค้นบ้านเครือข่ายแกนนำ กวป.

เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดา-ควรสนอง ผกก.สน.บางนา พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน และตำรวจ กก.สส.บก.น.5 เข้าตรวจค้นบ้านพักภายในซอยเเบริ่ง 48 และซอยวัดด่านสำโรง ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อค้นอาวุธสงครามและหาหลักฐานเพิ่มเติม จากกรณีนายสุทิน ธนาทิน แกนนำคนสำคัญของ กปท.ถูกยิงเสียชีวิต ขณะนำมวลชนเดินทางกลับจากการคัดค้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า เหตุเกิดบริเวณหน้าวัดศรีเอี่ยม เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าของบ้านที่ตรวจค้นทั้ง 2 จุดเป็นลูกน้องของนายชาญ ไชยะ หรือ “หนุ่ม โคราช” แกนนำ กวป. เบื้องต้นไม่พบอาวุธสงครามและหลักฐานเพิ่มเติม พบเพียงแต่ใบกระท่อมเพียงเล็กน้อย จึงนำตัวเจ้าของบ้านมาสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 (กระท่อม) ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

“บิ๊กโชย” โวงาน ศปป.คืบหน้า

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ (ผช.เสธ.ทบ.ฝยก.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กล่าวถึงความคืบหน้าของ ศปป.ว่า ได้ทำตามแผนงานใน 4 กิจกรรมหลักคือ 1.การคืนความสุขให้กับคนไทย ที่ยังจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ทั้งดนตรี กีฬา ขนบธรรมเนียมประเพณี 2.การลดหรือยุติความขัดแย้ง โดยเชิญบุคคลต่างๆมาทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองสมานฉันท์รวมถึงจัดเวทีสัมมนา 3.ขยายความร่วมมือกับภาคประชาสังคมที่ได้รับการตอบรับดี เพราะคนไทยอยากให้ประเทศไทยกลับมามีความรักสามัคคีเช่นเดิม และ 4.การเก็บข้อมูลส่งมาส่วนกลาง โดยสิ้นเดือน ก.ค.จะรวมข้อมูลจัดหมวดหมู่ส่งไปให้กับสภาปฏิรูป ซึ่ง ศปป.ประเมินผลว่าอยู่ในเกณฑ์พอใจ ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ

ฝันทุกฝ่ายขึ้นเหนือลงใต้ไร้ขัดแย้ง

พล.ท.กัมปนาทกล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาคลื่นใต้น้ำตั้งเป้าว่า หากศูนย์ปรองดองฯทำสำเร็จ จะได้เห็นนายกรัฐมนตรี นักการเมือง ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ทุกคนต้องเดินในประเทศไทยได้ทุกตารางนิ้ว ไม่ใช่เดินได้เฉพาะในภาคใดภาคหนึ่ง นายกรัฐมนตรีต้องบริหารราชการได้ ซึ่งขณะนี้จะไม่มีการเรียกให้ใครมารายงานตัวอีก เพราะทำตามสถานการณ์ อีกทั้งงานก้าวหน้าไป 60-70 เปอร์เซ็นต์แล้ว ส่วนปัญหามีคนเอาสถาบันฯและ ม.112 มาเกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเกลียดชังจนทำให้เกิดความขัดแย้งนั้น ทุกฝ่ายไม่มีใครเสนอให้แก้ไข ม.112 เช่นกรณีนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ ที่มาสัมภาษณ์ได้สอบถามในประเด็น ม.112 ซึ่งตนได้ถามไปว่า ในประเทศของคุณมีกฎหมายที่ปกป้องนายกฯหรือประธานาธิบดีหรือไม่ ซึ่งทุกประเทศมีกฎหมายที่คุ้มครองผู้นำทั้งหมด แต่พอประเทศของเรามี คุณก็มาว่า ตนจึงเห็นว่ามันไม่ถูกต้องเพราะแต่ละประเทศจะต้องมีศักดิ์ศรีของประเทศเขา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นแบบนี้หมด มันไม่ใช่การจัดระเบียบโลก บ้านของเรา เราก็มีสติปัญญาคิดเองเป็น แก้ปัญหาเองได้ และเราก็มีความเป็นประชาธิปไตย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐประหาร57ถอนพาสปอร์ตจักรภพ เพ็ญแขจารุพงศ์ เรืองสุวรรณองค์กรเสรีไทยผู้ร้ายข้ามแดน

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้