วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผยสถิติ6เดือนแรกปี57ป่วย'โรคสุกใส'วันละ 350 ราย!

สธ.เผยปีนี้พบผู้ป่วยโรคสุกใสเพิ่มขึ้น 3 เท่า เฉลี่ยวันละ 350 ราย ย้ำหากป่วย เลี่ยงกินยาแอสไพรินลดไข้ เตือนหากรับการรักษาช้าอาจทำให้เสียชีวิตได้... 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 57 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในปี 2557 นี้ กระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยโรคสุกใสเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกๆ ปี โดยในรอบ 6 เดือน ตั้งแต่มกราคม – มิถุนายนสำนักระบาดวิทยา พบผู้ป่วยทั่วประเทศรวม 63,510 ราย เฉลี่ยวันละประมาณ 350 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 7-24 ปีพบเกือบร้อยละ 50 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่าตลอดทั้งปี มีรายงานผู้ป่วย 49,398 ราย เฉลี่ยวันละ 135 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กล่าวได้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคสุกใสในปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วเกือบ 3 เท่าตัว ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เฝ้าระวังโรคสุกใสอย่างใกล้ชิด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันการเจ็บป่วย และให้โรงพยาบาลทุกแห่งเพิ่มมาตรการการดูแลผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนอื่น หากติดเชื้อและป่วยจะมีอาการรุนแรงได้มาก   

นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคสุกใส หรือโรคอีสุกอีใส เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลา (Varicella) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายทางการไอ จาม หายใจรดกัน หรือการสัมผัส รวมทั้งการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ที่นอน ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น อาการป่วยที่พบหลังได้รับเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์ เด็กเล็กจะเริ่มจากมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ส่วนผู้ใหญ่ จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัด มีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้หรือขึ้นหลังมีไข้ 1 วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย โดยในระยะแรกจะมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มใส และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขุ่นคล้ายหนอง แล้วกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง และช่องปาก หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วัน ผื่นจะตกสะเก็ด สำหรับการรักษานั้น ในรายที่เป็นไม่มาก อาจดูแลตัวเองที่บ้านได้ตามอาการ เช่น หากมีไข้ ให้รับประทานยาพาราเซตามอล หากมีอาการคันให้ใช้ยาทา เพื่อลดอาการคันในรายที่มีไข้สูง มีผื่นขึ้นตามตัวมาก มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น เช่น หายใจหอบ ชัก ซึมลง ต้องรีบพบแพทย์

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากติดเชื้ออาจมีความเสี่ยงอาการรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี /เอดส์ มะเร็ง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ควรรีบพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง เพื่อดูแลรักษา ลดความรุนแรงโรค สำหรับการป้องกันโรคนี้ ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนผื่นขึ้นจนถึงระยะผื่นตกสะเก็ด เด็กที่เป็นโรคสุกใส ควรหยุดไปโรงเรียน จนกว่าผื่นตกสะเก็ดหมดแล้วอย่างน้อย 1 วัน การป้องกันที่ได้ผลในปัจจุบันคือการฉีดวัคซีนป้องกัน วัคซีนนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ดีในเด็กอายุ 1-12 ปี

นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่ประชาชนควรรู้เกี่ยวกับโรคสุกใส คือ 1. โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะเด็ก 2. คนที่เคยเป็นโรคสุกใสแล้ว หากได้รับเชื้อสายพันธุ์ใหม่อาจป่วยซ้ำได้อีก 3. ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคสุกใสจะหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่บางคนอาจไม่หาย เนื่องจากติดเชื้อแทรกซ้อน ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น แก้วหูอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือติดเชื้อในสมอง ถ้ารับการรักษาช้าอาจทำให้เสียชีวิตได้ 4. โรคสุกใสสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนร้อยละ 90 โดยวัคซีนช่วยลดความรุนแรงอาการป่วยได้ 5. หากมีไข้ขึ้นสูง ควรรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ร่วมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ เพื่อบรรเทาอาการไข้ 6. ไม่รับประทานแอสไพรินลดไข้ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการที่เรียกว่าไรย์ ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองและตับทำให้มีอาการสมองอักเสบร่วมกับตัวเหลือง จนเกิดอันตรายร้ายแรงได้ 7. ทายาลดอาการคันตามที่แพทย์แผนปัจจุบันสั่ง 8. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ไปสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อ และที่สำคัญคือต้องพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค โทร. 0-2590-3163 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422.