วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อุ๊บ-วิริยะ' แฉ ผู้จัดการดาราทำนาบนหลังคน! มีขบวนการบล็อกเด็กจริง!

วงการมายาช่วงนี้ นอกจากดาราแล้ว ที่ร้อนฉ่า ผู้จัดการส่วนตัวดาราเองก็ดูจะร้อนฉ่า ฉาว โฉ่ ไม่แพ้กัน เพราะบรรดาผู้จัดการดารา พากันพาเหรดแย่งพื้นที่ข่าวดาราไปซะงั้น ทั้งประเด็นฉาวที่แม่ดาราสาว ม. อึดอัด ขอลุกขึ้นมาซัดผู้จัดการ พ. ของพระเอก ม. หรือจะเป็นกรณีที่ผู้จัดการใหม่ของนางเอก พ. ที่เรื่องเยอะจนคนเอือมกันไปทั้งวงการ หรือจะเป็นผู้จัดการคนดัง อ. ที่ยังแค้นฝังหุ่นกับนางเอกเด็กปั้น ม.

ด้วยกระแสข่าวที่ถาโถมช่วงนี้ ก็เลยทำให้วงการผู้จัดการดาราถูกจับตาเป็นพิเศษ โดนขุดคุ้ย ลากไส้ ปล่อยข่าวออกมาจนคนนอกวงการต้องอึ้ง! ว่าวงการนี้ มันช่างน่ากลัวซะเหลือเกิน เรื่องนี้ "บันเทิงไทยรัฐ ออนไลน์" เลยไปคุยกับ "อุ๊บ วิริยะ" ผู้จัดการดารา ที่คว่ำหวอดอยู่ในวงการมา 20 ปี ปั้นดารามามากมาย ทั้ง "อั้ม-พัชราภา, เอ๊ะ-อิศริยา, เข็ม-รุจิรา, โอ๋-ภัคจีรา, ลิฟท์-สุพจน์, ทีน-สราวุฒิ, เวย์ ไทยเทเนียม, ฟิว-กิตติศักดิ์, เวฟ-สาริน, กวาง-ฟ้ารุ่ง, เพ็ชร-ฐกฤต" ว่าจริงหรือที่ทุกคนในวงการบันเทิงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วงการผู้จัดการดาราสมัยนี้ที่เปลี่ยนไป นี่แหละประเด็นสำคัญที่ดาราไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง


"เดี๋ยวนี้วงการผู้จัดการดาราเปลี่ยนไปมากๆ มันเป็นธุรกิจ มีมูลค่า มีการแข่งขันกันดุเดือดมากๆ กลายเป็นอาชีพสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงด้วยตัวเลขรายได้ที่สูงมาก สมัยก่อนวงการนี้มันอะลุ้มอล่วย พี่ว่าทำกันด้วยใจ สมัยก่อนทำแล้วแฮปปี้ มันมีความสุขกว่า สมัยนี้มันเฟกสามารถแทงข้างหลังกันได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งเป็นเพื่อนกัน ทำงานด้วยกันมา มันก็สามารถฉก จิก เขมือบเด็กคนอื่นได้ตลอดเลย

ทุกคนต้องแก่งแย่ง แข่งขัน เพื่อให้เด็กตัวเองมีงาน ไม่ว่าจะวิธีไหน เพราะธุรกิจนี้มูลค่าเยอะมากๆ สมัยก่อนนี่ไปงาน 5,000-10,000 บาทก็ยิ้มกันแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เป็นแสนเป็นล้านนะ ซึ่งพี่ไม่คิดนะว่าตัวเลขจะพุ่งมาขนาดนี้ ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียนะ ข้อดีก็อย่างที่บอกรายได้เยอะ เงินได้มาไม่ยาก แต่ข้อเสีย คือ การหาเงินมาง่ายๆ ทำให้เด็กเหลิง มีอีโก้ แต่ก่อนสังคมไทยงานวงการบันเทิง มีงานอะไรมันต้องช่วยกัน ช่วยเพื่อน ช่วยผู้ใหญ่ ช่วยผู้มีพระคุณ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ไม่ว่าจะงานอะไร เด็กสมัยนี้เขาถูกสอนว่าต้องมีค่าตัว ค่าเสียเวลา เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอกงานฟรี เรียกว่าเป็นธุรกิจไปหมดเลย มันเลยเกิดความรู้สึกว่า ทุกคนสวมหน้ากากเข้าหากัน มีแต่ความเฟกไม่มีความจริงใจซึ่งกันและกัน คุยกันเพราะผลประโยชน์"


สมัยก่อนการที่จะได้เด็กคนนึงมาดูแลในสังกัด เราต้องทำอย่างไรบ้าง

"ถ้าเราเห็นว่าเด็กคนไหนมีแวว เราต้องเริ่มจากจับเด็กมาแต่งหน้าทำผม ดูมุมไหนดี มุมไหนไม่ดี ต้องคุยกับพ่อแม่เขา อยู่กับพี่อุ๊บจะไม่มีสัญญา เพราะพี่ไม่ค่อยเซ็นสัญญา อยู่กันด้วยใจ เพราะเด็กมีงานบ่อยๆ เก่งเข้าเราก็ส่งเข้าค่ายเข้าช่อง พอเขาเข้าช่อง หรือค่ายแล้ว ค่ายเขาก็ดูแลไป เราก็หมดหน้าที่ แต่เรายังสามารถเรียกงานเรียกใช้อะไรกันได้เหมือนเดิม ซึ่งนี่คือสูตรในการทำงานของพี่นะ เป็นระบบและแพทเทิร์นนี้ของเรา พี่ชอบคำนี้ 'เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ' ไปช้าๆ แต่อยู่ได้นาน อย่าง เพ็ชร-ฐกฤต 5 ปีนะ กว่าจะได้มาเป็นพระเอกช่อง 3 ตอนนี้ละคร 7 เรื่องอีเวนต์เป็นแสน ทั้งหมดนี้เขาใช้เวลาถึง 5 ปี พี่ถึงได้ภูมิใจไง เขาไปช้าๆ ของเขาแต่มั่นคง สมัยนี้อาศัยไปทางลัดมีเด็กเป็นสิบๆ คนเขารวยกันเป็นไม่รู้กี่ล้าน แต่พี่ว่าเน้นกระแส ออกอีเวนต์มันไปได้ไม่ไกลหรอก เอาแบบเรากินน้อยๆ แต่กินยาว เรามีความสุขแล้ว เราไม่ได้หักอะไร เด็กเยอะเราถือว่าเราให้โอกาสเด็ก"

ส่วนใหญ่แต่ละงาน ผู้จัดการเขาหักเด็กกี่เปอร์เซ็นต์คะ

"ปกติเขาจะหัก 40 เปอร์เซ็นต์ หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ บางรายนี่เขาหัก 50 เปอร์เซ็นต์เลยนะ หรือบางทีตัวเลขมา 7 แสนก็บอกเด็กว่า 5 แสนตัวเองก็เอาไป 2 แสนแล้วก็ยังมาหักเปอร์เซ็นต์ใน 5 แสนของเด็กมันอีกต่อ เดี๋ยวนี้กลายเป็นระบบบวกต่อแบบนี้ไปแล้ว แต่ของพี่หัก 20 เปอร์เซ็นต์พอ ถือว่าน้อยมากเลยนะ แต่แค่เอาจริงๆ ก็อยู่ได้แบบสบายๆ แล้ว"


ที่ว่าเฟกใส่กัน ใส่หน้ากากเข้าหากัน เป็นยังไงคะที่ "พี่อุ๊บ" เคยเจอ

"ต่อหน้าก็สวัสดี พี่อุ๊บขา แต่ลับหลังก็ด่าเราเป็นไฟ เม้าท์สกัดเด็กกัน สมมติผู้จัดละครจะให้เด็กพี่เล่นละคร นางก็จะไปบล็อกผู้จัดละครว่า อุ๊ย อย่าเอาเล่นเลยคนนี้ ไม่มีกระแส บางทีเขาอาศัยความซี้ผู้จัดละครไปแซะเด็กเรา แต่พี่ไม่ซีเรียสนะ ไม่โต้ตอบอะไร ของเราดีจริง ยังไงนายเขาก็ให้โอกาสอยู่แล้ว พี่ถึงบอกว่า ตรงนี้มันหาความจริงใจยาก แล้วเรื่องการจิกเด็กกันน่ะ สมัยนี้มีเยอะ ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่ควร มันต้องมีจรรยาบรรณ คุณเป็นนักปั้น คุณเป็นผู้จัดการ ถ้าคุณไปจิกเด็กชาวบ้าน ก็ไม่สมควร พี่เคยเห็นเยอะแยะ บางคนหลงตัวเองว่า ฉันคือผู้จัดการที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายเป็นไงก็ถูกแทงข้างหลัง มันก็เหมือนกรรมสนองแหละ การเป็นผู้จัดการดารา ก็คือ การทำงาน พี่ว่าเราเป็นอย่างไรเราก็ควรเป็นอย่างนั้น รักษาระดับมาตรฐานไว้ แรกๆ เป็นไง ดังแล้วก็อย่าหลงตัว อย่างพี่เขาจ้างหมื่นพี่ทำแสน เขาจ้างแสนพี่ทำล้าน ลูกค้าแฮปปี้ พี่ก็ได้งานต่อยอด เขาก็ใช้งานเราต่อ"

มีเยอะมั้ยคะ ที่จ้องจะมาฉก "น้องเพ็ชร-ฐกฤต"

"โอ๊ยมีค่ะ มากมาย แต่น้องก็อยู่กับพี่มา 7 ปีแล้ว อยู่ด้วยใจ อยู่จนเป็นโลโก้กันไปแล้ว แต่ก็มีคนจ้องจะดึงเขาไปตลอด แต่โชคดีที่เพ็ชรเขาบอกเลย เวลามีใครติดต่อมา เขาจะบอกว่าให้คุยกับพี่อุ๊บก่อน บางคนนะ ก็ไปบอกลูกค้าว่าซี้กับเพ็ชร ติดต่องานให้ได้ หวังเปอร์เซ็นต์ แต่ติดต่อไป เพ็ชรก็ให้คุยกับพี่อย่างเดียว เพ็ชรเขาก็ให้เกียรติพี่ เราเองก็ทำงานผู้จัดการให้ดีที่สุดในส่วนของเรา มีบ่อยๆ ที่มีคนอื่นจะเข้ามาแหย่ถ้ำเสือ แต่เราสองคนไว้ใจซึ่งกันและกัน คิวทั้งหมดของเพ็ชรเขาอยู่กับเรา น้องเพ็ชรเขาไม่รู้คิวอะไรของตัวเองหรอก เพราะต้องจำบทละครตั้งกี่เรื่อง เขาให้เราค่อยดูคิวงานพวกนี้ให้ ก็เหมือนการช่วยแบ่งเบาภาระเขาด้วย ถ้ามัวมานั่งดูคิวงานเองก็นัวเนียตายเลย"

อยู่ยากขึ้นมั้ยคะในสังคมผู้จัดการดาราในวงการบันเทิงยุคนี้

"สำหรับพี่ ไม่นะ มันอยู่ที่ตัวเราเอง พูดตรงๆ คือ อยู่ที่สันดานของเราด้วย เพราะว่าอย่างตัวพี่เอง พี่อยู่ในวงการนี้มานาน เรารู้อะไรเป็นอะไร เราไม่ได้มัวแต่สวยเริ่ด เชิดหยิ่ง เราทำงานด้วยใจเต็มร้อย พวกที่ถูกด่าๆ เนี่ย เพราะมันมากไป มันเยอะ ทำตัวเป็นเทวดา ทำตัวเป็นมาเฟีย สอนให้ดาราเหลิงว่า ข้ายิ่งใหญ่ ซึ่งสุดท้าย มันก็ตกกันทุกคนแหละ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก นี่คือสัจธรรมที่แท้จริง ยุคนี้ผู้จัดการหลายคนชอบทำให้เด็กดูแพง เข้าหายาก ซึ่งพี่ว่าตรงนี้สำหรับเมืองไทยมันไม่ใช่ เมืองไทยทำแบบนี้ไม่ได้หรอก คุณดังได้ เดี๋ยวคุณก็ดับได้ มีเด็กใหม่ๆ พร้อมที่จะเกิดอยู่ตลอด โห้ เดี๋ยวนี้เด็กเยอะมาก แต่ละค่าย แต่ละช่อง เขาก็พร้อมที่จะระดมกันปั้น"

ฝากอะไรถึงผู้จัดการดาราหลายๆ คนมั้ยคะ

"อยากให้คำนึงถึงมากๆ อย่าไปทำนาบนหลังคน ให้เด็กวิ่งทำงานหนักๆ ตัวเองนั่งหักเปอร์เซ็นต์โหดๆ ไม่พอยังมีระบบบวกต่ออีก พี่ว่ามันไม่ยุติธรรม ผู้จัดการดาราควรรู้จักพอเพียงบ้าง ต้องมีความยุติธรรม ต้องเข้าใจตัวเด็กด้วย ไม่ใช่เอาแต่งาน เอาแต่เงิน จนเด็กไม่มีเวลาพักผ่อน แล้วประเภทเอาอีเวนต์เป็นหลัก ละครเป็นรองก็เพลาๆ เบรกกันบ้าง เพราะนักแสดงต้องเอาละครเป็นหลัก เพราะเราเกิดจากละคร ต้องดูคิวละครเป็นหลัก และอีเวนต์ค่อยตามมา เพราะทุกวันนี้มันมีปัญหาดาราไปรับอีเวนต์ จนงานการเสียหาย

ผู้จัดการเนี่ยตัวดี เป็นคนรับงาน ดาราไม่รู้เรื่องอะไรหรอก เพราะผู้จัดการมันอยากได้เงิน เรื่องเงินก็เข้าใจแต่ยังไงก็ขอให้มีลิมิตในการทำงานต้องเข้าใจกองละครเขาด้วยแต่ละช่อง แต่ละค่าย เขาก็ต้องมีการลงทุนจะหนีกองไปรับอีเวนต์มันก็ไม่ดี ถ้าอยากรับก็คุยกับเขาก่อน ทุกอย่างมีทางออก ไปบอกเขาขออนุญาตเขาดีๆ อย่าให้งานเขาเสีย อาจจะขอแวบหน่อยนะ เพราะละครถ่ายกันทีมันก็มีช่วงเวลาว่างในกองอยู่แล้ว ก็ขอเขาไปช่วงนั้น เพราะดาราอะเนอะ ไปอีเวนต์ได้งานได้เงิน มันก็จะได้มีกำลังใจ เหมือนได้ยาชูกำลัง มีความสุขในการทำงาน ทำงานกันให้รัดกุมกว่านี้ จะได้ไม่เกิดปัญหาเหมือนที่เป็นข่าวกันเยอะช่วงนี้".

วงการมายาช่วงนี้ นอกจากดาราแล้ว ที่ร้อนฉ่า ผู้จัดการส่วนตัวดาราเองก็ดูจะร้อน ฉ่า ฉาว โฉ่ ไม่แพ้กัน เพราะบรรดาผู้จัดการดารา พากันพาเหรดแย่งพื้นที่ข่าวดาราไปซะงั้น 28 มิ.ย. 2557 15:50 ไทยรัฐ