วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากลูกคนเลี้ยงหมูจบ ป.1 สู่มรดกการเรียนรู้เจ้าสัว บ้านคุณกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์

เรื่องราวการต่อสู้ฝ่าฟันชีวิตเพื่อสร้างฐานะของบรรดาเจ้าสัว เป็นตำนานเล่าขานกันได้อย่างไม่รู้จบ เพราะเต็มไปด้วยแง่มุมชีวิตชวนให้ติดตามค้นหา เฉกเช่นเดียวกับเส้นทางชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สอง “เจ้าสัวกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์” วัย 84 ปี ประธานผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท เกษตรรุ่งเรืองพืชผล จำกัด (ซุ่นฮั่วเซ็ง), กลุ่มสวนกิตติ และกลุ่มบริษัท แอ็ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์ด้วยสองมือและลำแข้งของตัวเอง กระทั่งกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก สร้างชื่อเสียงให้ “ข้าวไทย” โด่งดังระบือไกลไปทั่วทุกมุมโลก

เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้มีแรงใจฮึดอยากสร้างเนื้อสร้างตัว ด้วยความมุ่งมั่น ขยัน และอดทน “เจ้าสัวกิตติ” ได้ลุกขึ้นก่อตั้ง “บ้านคุณกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์” ณ สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2 อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้บทเรียนชีวิตของเจ้าสัวยุคเก่าที่สร้างตัวจากครอบครัวยากจนในชนบท จนประสบความสำเร็จระดับโลก นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสดีในการถ่ายทอดชีวประวัติ, แนวคิด และปรัชญาการดำเนินธุรกิจสู่ความสำเร็จ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับคนรุ่นหลังที่ต้องการประสบความสำเร็จทั้งทางธุรกิจและการดำเนินชีวิต

ตำนานการสร้างเนื้อสร้างตัวของเจ้าพ่อส่งออกข้าวไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างไร

ผมเป็นลูกคนจน เติบโตมาในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว คุณพ่อ “เท่งซ้ง แซ่เตีย” อพยพจากอำเภอโผเล้ง ประเทศจีน มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทยแถวบ้านท่ากระดาน ตำบลโคกเพลาะ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีบุตรทั้งหมด 9 คน ท่านมีอาชีพเลี้ยงหมูและค้าขายเล็กๆน้อยๆ ต่อมาครอบครัวเราได้ย้ายหนีน้ำท่วมจากบ้านท่ากระดาน มาอยู่แถวบ้านคลองนา อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา คุณพ่อยังคงรับจ้างเลี้ยงหมูเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ผมอยู่กับความยากจนมาตั้งแต่เด็ก มีโอกาสเรียนหนังสือจบแค่ชั้น ป.1 จำได้ว่าผมเป็นเด็กนักเรียนคนเดียวในชั้น ที่ช่วงพักเที่ยงไม่ยอมเล่นสนุก แต่จะนำเวลาอันมีค่ามาขอความรู้เพิ่มเติมกับคุณครู แม้จะชอบเรียนหนังสือ แต่พออายุ 9 ขวบ ก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัวทำงานหารายได้ คราวนี้คุณพ่อย้ายครอบครัวไปอยู่บ้านจระเข้ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพราะถิ่นเดิมเริ่มทำมาหากินฝืดเคือง ตั้งแต่เด็กๆมาแล้วรู้ตัวว่าชอบค้าขาย เพราะเชื่อว่าจะสร้างอนาคตได้เร็วที่สุด เห็นผู้ใหญ่ทำได้ ก็รู้ว่าเราทำได้ แล้วต้องสำเร็จให้เร็วกว่าคนอื่น ผมจึงไม่มีชีวิตแบบวัยเด็ก หรือวัยรุ่น เพราะเริ่มทำค้าขายตั้งแต่เยาว์วัย อายุแค่ 12 ขวบ เพื่อตักตวงประสบการณ์ให้มากที่สุด

อะไรคือจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้ลืมตาอ้าปากได้

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างขวัญผวาและสับสนกับอนาคต ผมมองเห็นโอกาสหาเงิน ด้วยการรับจ้างพายเรือรับ-ส่งผู้อพยพหนีภัยสงคราม เมื่อสงครามยุติ ก็หันมารับซื้อเสื้อผ้าเก่าของทหารต่างชาติ เพื่อตัดเย็บปรับขนาดรูปร่าง นำมาขายต่อคนไทย จนสามารถเคลียร์หนี้สินให้ทางบ้านหมด ทั้งๆที่เจ้าหนี้แทงเป็นหนี้สูญไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก ตอนอายุ 16 ปี ผมเริ่มค้าขายข้าว เมื่อเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำจึงชักชวนพี่ชายคนโตมาทำโรงสีที่ปากตะคลอง ขณะอายุ 26 ปี แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้สวยงามเหมือนคิดไว้ ตอนนั้นผมเตรียมขยายกิจการครั้งใหญ่ จึงรับซื้อข้าวเปลือกจำนวนมากมาเก็บไว้ แต่กลับกลายเป็นมรสุมชีวิต เมื่อโรงเก็บข้าวถูกไฟไหม้จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ถึงแม้จะไฟไหม้หมดไม่เหลืออะไร แต่ผมก็ยังตั้งใจว่าต้องชำระหนี้ให้หมด เพราะไม่ต้องการเสียเครดิต

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ทั้งๆที่เผชิญมรสุมใหญ่แทบสิ้นเนื้อประดาตัว

ผมตัดสินใจเดินหน้าทำโรงสีต่อ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเถ้าแก่วิชัย รุ่งเรืองพาณิชย์ ซึ่งรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และเห็นในความมานะอุตสาหะของเรา “เถ้าแก่วิชัย” ได้ให้ยืมเงินและให้ข้าวมาสีเป็นทุนเริ่มต้น จนผมสามารถกอบกู้กิจการขึ้นมาอีกครั้ง และสามารถปลดหนี้สิน สร้างโรงสีขนาดใหญ่ได้สำเร็จภายในเวลา 1 ปี

ก้าวกระโดดจากเจ้าของโรงสี กลายเป็นผู้บุกเบิกข้าวไทยในตลาดโลกได้อย่างไร

ผมเริ่มก่อตั้งโรงสีเมื่อปี 2500 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังตกต่ำ และมีคู่แข่งมาก ขณะที่โรงสีคู่แข่งทยอยปิดกิจการไปหลายรายเพราะไม่มีข้าวสี แต่กิจการโรงสีของผมพยายามปรับตัวทุกอย่างเพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ และพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นโรงสีรายใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำบางปะกง ขณะที่ผมอายุเพียง 27 ปี แม้จะประสบความสำเร็จแล้วในฐานะเจ้าของโรงสี แต่ผมกลับคิดต่างจากคนอื่น ผมเชื่อว่า “เราต้องก้าวไปก่อน 1 ก้าวเสมอ” จึงจะนำคนอื่นได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองหาลู่ทางการค้าขายกับชาวต่างชาติ โดยแปรรูปข้าวเปลือก แล้วส่งออกไปขายยังต่างประเทศ การค้าข้าวสู่ตลาดต่างประเทศนี่เอง ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการข้าวไทย

ภาพลักษณ์ของ “ข้าวไทย” ในสายตาชาวโลกเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไร

ก่อนหน้านั้นเป็นเวลาร่วมร้อยปี ประเทศไทยมีฐานะเป็น “ผู้ผลิตข้าว” มิใช่ “ผู้ค้าข้าว” การส่งข้าวไทยไปขายในต่างประเทศ ซึ่งมีผู้บริโภคปลายทางหลักส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแอฟริกา จึงเป็นการขายผ่านโบรกเกอร์คนกลางในยุโรป โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ที่เป็นประเทศเจ้าอาณานิคม สมัยนั้นต่างประเทศ รู้จักข้าวไทยน้อย การค้าข้าวต้องผ่านโบรกเกอร์ยุโรป ซึ่งเอาเปรียบเรามาก เมื่อผมมาจับธุรกิจการส่งออกข้าว ผมทำให้โลกรู้จักข้าวไทย โดยบุกเบิกไปเปิดตลาดค้าข้าว ภายในเวลาแค่ปีเดียว ชื่อเสียงของข้าวไทยก็โด่งดังทั่วโลก ผมเป็นพ่อค้าคนแรกที่นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไปขายข้าว ได้พบรัฐมนตรี และประธานาธิบดีประเทศต่างๆ ก่อนหน้านั้นลูกค้าแอฟริกา ให้ความเชื่อถือฝรั่ง จึงไม่คุ้นเคยคู่ค้าจากเอเชีย การเช่าเครื่องบินเจ็ตจากยุโรป บินตรงเข้าแอฟริกา นอกจากจะประหยัดเวลา และสะดวกในการเดินทางแล้ว ยังมีเป้าหมายคือสร้างความเชื่อถือโดยทันที ซึ่งได้ผลอย่างงดงาม เมื่อผู้นำประเทศต่างๆเห็นพ่อค้าไทยก้าวลงมาจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวอย่างมั่นใจ สิ่งที่ตามมาคือคำสั่งซื้อข้าวนับแสนตันจากแต่ละประเทศ ผลักดันให้ “ซุ่นฮั่วเซ็ง” หรือ “กลุ่มเกษตรรุ่งเรืองพืชผล” ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของไทยในปี 2534 และประสบความสำเร็จสูงสุดจากการเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก

ทำยังไงให้ “ข้าวไทย” ไม่ถูกกดราคา และยืนหยัดอย่างสง่างามในตลาดโลก

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การคิดวางกลยุทธ์รักษาระดับราคาข้าวไทยให้มีเสถียรภาพเสมอ ผมลงทุนสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่ ให้เพียงพอจะรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรในช่วงที่มีวิกฤตการณ์ราคาตกต่ำ เพื่อรักษาราคาของสินค้าเกษตรกร อย่างไรก็ตาม มีช่วงหนึ่งที่ปริมาณข้าวมีจำนวนมากจนล้นออกมานอกคลัง ตอนนั้น เราถูกตลาดโลกจับตามองมาก และพร้อมจะกดราคารับซื้อข้าวไทย ผมต้องงัดไม้เด็ดแก้สถานการณ์ด้วยการจ้างเรือเดินสมุทร 6 ลำ บรรทุกข้าวรวมนับแสนตัน บ่ายหน้าออกสู่มหาสมุทร แม้จะยังไม่มีผู้ซื้อปลายทางเต็มจำนวน แต่เมื่อตลาดทั่วโลกได้ข่าวว่ามีเรือขนข้าวไทยปริมาณมหาศาลออกจากท่าเรือก็เข้าใจว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดพุ่งสูง พร้อมกับคำสั่งแย่งซื้อข้าวไทย ทั้งที่อยู่ในเรือและในคลังสินค้า พ่อค้าข้าวไทยรายอื่นๆก็พลอยได้ระบายข้าวไทยออกมาด้วย ถือเป็นการช่วยกู้วิกฤติข้าวไทยเลยทีเดียว

นอกจากอุตสาหกรรมส่งออกข้าวไทย เจ้าสัวยังสยายปีกไปสู่ธุรกิจอื่นๆด้วย

แม้จะก้าวสู่จุดสูงสุดของธุรกิจค้าข้าวและพืชไร่ แต่ผมก็เริ่มมองหาลู่ทางเพื่อนำพันธุ์ไม้โตเร็วมาพัฒนาเป็นต้นกระดาษให้มีคุณภาพระดับสากล โดยใช้เวลากว่า 3 ทศวรรษทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้โตเร็ว เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “ต้นกระดาษ” ที่ปลูกบนที่ว่างบนคันนา เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร โดยธุรกิจต้นกระดาษได้สร้างวัตถุดิบคุณภาพป้อนโรงงานเยื่อกระดาษและโรงงานผลิตกระดาษในสวนอุตสาหกรรม “304 อินดัสเตรียล ปาร์ค” จนก้าวสู่แบรนด์กระดาษคุณภาพ “ดับเบิ้ล เอ” ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ผมยังไม่หยุดแค่นี้ เพราะเป็นคนชอบคิดนำคนอื่น จึงส่งออกกระดาษไปขายต่างประเทศถึง 138 ประเทศ ซึ่งเป็นกระดาษแบรนด์เดียวในโลกที่ทำได้ในระดับนี้ ส่วนเศษวัตถุดิบเหลือใช้ก็นำมาแปรรูปเป็นพลังงาน ถือเป็นการสร้างงานอย่างครบวงจรและเป็นการ พัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าจากผืนดินบนคันนาได้อย่างคุ้มค่า ทำให้เกษตรกรไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปหาแหล่งทำกินอื่น

อะไรคือกุญแจบู๊ลิ้มของ “เจ้าสัวกิตติ” ที่ไขสู่ความสำเร็จ

ผมเชื่อว่า มนุษย์เกิดมาบนโลกต้องมีวินัยในตนเอง, ซื่อสัตย์ต่อครอบครัว, มีเมตตาต่อโลก, รู้จักใช้คนให้ถูกกับงาน และยึดหลักห้าใจในการทำงาน ธง 5 ใจของผม ประกอบด้วย ธงที่หนึ่งคือ ต้องใฝ่รู้และสนใจในสิ่งที่ทำ ธงที่สองได้แก่ ต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด สองอย่างนี้มีความแตกต่างกัน เพราะ “ความสนใจ” จะเน้นความคิดความรู้สึก แต่ “ความตั้งใจ” เน้นการลงมือทำเป็นหลัก คนส่วนใหญ่มีแต่ความสนใจ เพราะการคิดอย่างเดียวย่อมสบาย แต่เมื่อลงมือปฏิบัติอาจต้องพบอุปสรรคมาก จึงท้อได้ง่าย ดังนั้น เราต้องตั้งจิตใจไม่ให้ท้อก่อนเวลา ธงที่สามคือ ต้องมีวินัยศึกษาจนเข้าใจ หากเรามีวินัยสูง งานก็จะวิ่งไปได้อย่างรวดเร็ว หากมีวินัยต่ำ งานก็เดินไปล่าช้า ยิ่งในยุคนี้ ใครเดินช้ากว่าคนอื่น ก็ย่อมกลายเป็นคนที่ถอยหลังและถูกทิ้ง ธงที่สี่ได้แก่ ต้องมั่นใจ สิ่งที่เราทำต้องผ่านการศึกษามาอย่างรอบคอบ คิดรอบด้าน และลงมือทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดความมั่นใจ จึงนำมาใช้จริงได้ สำหรับธงที่ห้านั้น ต้องตัดสินใจแม่นยำ หากตัดสินใจผิดจังหวะ ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย.


ทีมข่าวหน้าสตรี