วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชามติเชิงสัญลักษณ์ ท้าทายดุลยภาพจีน–ฮ่องกง

ตื่นตัว–ชาวฮ่องกงเข้าคิวรอใช้สิทธิ์ลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ว่าด้วยการปฏิรูปประชาธิปไตย ที่คูหาแห่งหนึ่ง เมื่อ 22 มิ.ย. ซึ่งมีผู้ร่วมลงประชามติแล้วหลายแสนคน ขณะที่รัฐบาลจีนชี้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย (เอพี)

หนังสือพิมพ์ “พีเพิล’ส์ เดลี่” กระบอกเสียงของรัฐบาลจีน เพิ่งกระชุ่นเตือนชาวโลกเมื่อ 9 มิ.ย.ว่าอย่าลุ่มหลงเลียนแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย พร้อมยกไทยและยูเครนเป็นตัวอย่าง แต่ที่ “เขตบริหารพิเศษฮ่องกง” (HKSAR) ดินแดนหนึ่งของจีน กลับมีปัญหาเช่นเดียวกัน

ในช่วง 20-29 มิ.ย. ฮ่องกงจัดการ “ลงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ” เรื่องปฏิรูปประชาธิปไตย โดยมีขบวนการ “ยึดครองเซนทรัลด้วยความรักและสันติภาพ” (Occupy Central with Love and Peace- OCLP) เป็นโต้โผจัดขึ้น หวังกดดันให้รัฐบาลจีนยอมให้พลเมืองฮ่องกงทั้งมวลมีสิทธิ์เลือกตั้งผู้นำหรือ “ผู้บริหารสูงสุด” (Chief Executive) คนต่อไปของฮ่องกงได้อย่างทั่วถึงและเสรีในปี 2560 (ศัพท์ภาษาอังกฤษคือ Universal Suffrage)


OCLP ซึ่งมีนายเบนนี่ ไท่ ยิ่ว-ถิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็นผู้นำยังขู่ว่า ถ้ารัฐบาลจีนไม่ตอบสนอง จะระดมสมาชิกอย่างน้อย 10,000 คนไปปิดกั้นถนนสายหลักในย่านเซนทรัล ศูนย์กลางธุรกิจและที่ตั้งสำนักงานรัฐบาลทางฝั่งเหนือฮ่องกงในเดือนหน้า เพื่อแสดง “อารยะขัดขืน” ต่อจีน

ในประชามติมี 3 ทางเลือกให้ชาวฮ่องกงตัดสินใจว่าจะเลือกผู้บริหารสูงสุดในปี 2560 อย่างไร แต่ทั้ง 3 ข้อ ล้วนอนุญาตให้ชาวฮ่องกงเสนอชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้เอง ต่างจากเดิมที่จีนเป็นผู้คัดเลือกทางอ้อม

คงจำกันได้ ตั้งแต่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีนในปี 2540 จีนก็ใช้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ยอมให้ฮ่องกงมีสิทธิเสรีภาพบางส่วน รวมทั้งระบบยุติธรรมและสื่อมวลชน ขณะที่จีนยังควบคุมอำนาจบริหารหลักๆ เช่น กิจการต่างประเทศและกลาโหม ส่วนผู้นำสูงสุดไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของชาวฮ่องกงโดยตรง แต่ถูกเลือกโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยชนชั้นนำของฮ่องกง 1,200 คน ซึ่งจำนวนมากถูกจีนแต่งตั้งเข้ามา

และแม้ว่าจีนสัญญาจะให้ชาวฮ่องกงเลือกผู้นำเองแบบทั่วถึงในปี 2560 แต่กลับมีเงื่อนไขพ่วงว่า ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็น “ผู้รักชาติ” ซึ่งอาจหมายถึงต้องผ่านการคัดกรองจากจีนเสียก่อนอยู่ดี แถมเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ทางการจีนยังออก “สมุดปกขาว” อ้างขอบเขตอำนาจเหนือฮ่องกงอย่างกว้างขวาง

สาระบางส่วนของสมุดปกขาวสำทับว่า “การปกครองตนเองในระดับสูงของ HKSAR ไม่ใช่การปกครองตนเองโดยสมบูรณ์หรือการกระจายอำนาจ เป็นแค่อำนาจบริหารกิจการท้องถิ่นซึ่งได้รับอนุญาตจากคณะผู้นำกลางเท่านั้น” ทั้งยังตีความนโยบายหนึ่งประเทศ สองระบบด้วยว่า “การรักประเทศ” (จีน) คือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานของคณะผู้บริหาร รวมทั้งบุคลากรในระบบยุติธรรมของฮ่องกงด้วย

การลงประชามติครั้งนี้ แม้จะเป็นเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ชาวฮ่องกงตื่นตัวมาก ออกมาใช้สิทธิ์ล้นหลาม โดยแค่ 3 วันแรก มีผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนทั้งตามคูหาเลือกตั้งทั้งหมด 15 แห่ง และทางออนไลน์กว่า 690,000 คน และใน 5 วัน เพิ่มเป็นเกือบ 730,000 คน จนผู้จัดคาดว่าในวันสุดท้ายจะสูงกว่า 1 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าที่ OCLP ตั้งเป้าไว้ตอนแรกแค่ 1 แสนคนนับสิบเท่า

จากสถิติล่าสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติในปี 2555 มีชาวฮ่องกงลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 3.5 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 7.2 ล้านคน และมีผู้ออกไปใช้สิทธิ์ 1.8 ล้านคน แม้จำนวนผู้ไปลงประชามติครั้งนี้จะน้อยกว่า แต่ก็ถือว่าเยอะมากจนรัฐบาลจีนมองข้ามไม่ได้ว่าชาวฮ่องกงต้องการอะไร

เดิมที OCLP กำหนดให้จัดการลงประชามติแค่ 3 วัน (20-22 มิ.ย.) แต่ต่อมาขยายเป็น 10 วัน (20-29 มิ.ย.) โดยอ้างว่า ในวันแรกที่เปิดให้ลงประชามติ เว็บไซต์ “popvote.hk” ที่เปิดให้คนเข้าไปลงคะแนน ถูกแฮ็กเกอร์โจมตีจนล่ม นับเป็นการโจมตีบนโลกไซเบอร์ที่รุนแรงสลับซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ฮ่องกงเลยทีเดียว

OCLP ชี้ว่าแฮ็กเกอร์มีเป้าหมายขัดขวางการลงประชามติ แม้ไม่ระบุว่าใครทำ แต่รัฐบาลจีนก็กลายเป็นผู้ร้ายไปโดยปริยาย ทั้งที่เป็นไปได้ว่าเว็บไซต์ล่มเพราะคนแห่เข้าไปโหวตจำนวนมากพร้อมๆกัน หรือ OCLP นั่นเองที่กุเรื่องขึ้นเพื่อปลุกกระแสให้คนออกมาโหวตให้มากๆ ก็เป็นได้

ส่วนรัฐบาลจีนก็พยายามต่อต้านการลงประชามติครั้งนี้สุดกำลัง รวมทั้งเซ็นเซอร์ถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับ OCLP ในทุกเครือข่ายสังคมออนไลน์ ขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนทุกแขนง รวมทั้งสำนักข่าวซินหัว ก็โจมตีว่าการลงประชามติครั้งนี้ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ เป็นปาหี่ ละครตลกหลอกลวง ฯลฯ

แม้แต่นายเหลียง ชุน-หยิง ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงคนปัจจุบัน ซึ่งฝักใฝ่รัฐบาลจีน ก็ออกโรงเตือนว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ควรทำให้ชาวฮ่องกงเผชิญหน้ากับชาวจีนแผ่นดินใหญ่

อย่างไรก็ตาม การที่ชาวฮ่องกงตื่นตัวร่วมลงประชามติครั้งนี้ล้นหลาม สาเหตุอาจมาจากความรู้สึกว่าประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของพวกตนถูกจีนรุกล้ำบั่นทอนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีชาวฮ่องกงจำนวนมากเช่นกันที่คิดตรงกันข้าม เห็นว่า OCLP เป็นพวกหัวรุนแรง ทำให้ฮ่องกงวุ่นวายไร้เสถียรภาพ

เป็นการตีความนิยามของ “ประชาธิปไตย” และนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จากมิติที่แตกต่าง ซึ่งถ้าหาจุดลงตัวไม่ได้ ความขัดแย้งจะยิ่งขยายวงกว้าง!

บวร โทศรีแก้ว