วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตรียมทูลเกล้าฯใช้ต้นก.ค. ธรรมนูญชั่วคราว

บิ๊กตู่กางปฏิทินแจงชัดเจนส.ค.ตั้งสนช.-ก.ย.ครม.ครบพอถึงต.ค.เลือกสภาปฏิรูป

“ประยุทธ์” เตรียมทูลเกล้าฯธรรมนูญปกครอง ชั่วคราวต้น ก.ค. วางโปรแกรมตั้ง สนช.ในเดือน ส.ค.จะเห็นโฉมหน้า ครม. เดือน ก.ย. สภาปฏิรูป เริ่ม ต.ค. ลั่นมีเลือกตั้งภายใน 3 เดือนหลังได้ รธน.ฉบับใหม่ คสช.พลิกเกมมะกันดาวน์เกรดค้ามนุษย์วางแผนเร่ง-แก้-จริงจังในการบังคับใช้ ก.ม. เลขาฯ คสช.เคลียร์ใจ 46 สำนักข่าวยันตั้งคณะทำงานประกบสื่อไม่ได้ลิดรอนสิทธิ ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน 10 รมต. “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ฐานะยังมั่งคั่งเหมือนเดิม “ปู” รวยลง 27.3 ล้านจากลงทุนหุ้นเอสซีฯตกรูด ยังเมินแจงนาฬิกาหรูเจ้าปัญหามูลค่า 2.5 ล้าน ป.ป.ช.ขอพลิกแผ่นดินล่านาฬิกา “ปู” จนถึงที่สุด “บิ๊กจิน” ตั้ง 6 บอร์ด ปตท. ใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง คาด “ปิยสวัสดิ์” ซิวเก้าอี้ ปธ.บอร์ด เด้งแล้ว “โชคชัย” พ้นดีดีบินไทย

หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับลดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในไทย ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุด หรือระดับเทียร์ 3 (Tier3) โดยได้มีมาตรการกดดันไทยออกมาเป็นระลอก ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เร่งแก้ปัญหาเป็นการด่วนและต่อเนื่อง

คสช.ถกแก้ลำดาวน์เกรดค้ามนุษย์

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 27 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือเร่งรัด คดีค้ามนุษย์ แรงงานเด็กและสตรี รวมทั้งพิจารณาแก้กฎหมายของกลางเกี่ยวกับคดียาเสพติดและการพนัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลครบทุกภาคส่วน อาทิฝ่ายความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมศุลกากร

เร่ง–เข้ม–จริงจังบังคับใช้ ก.ม.

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ปัญหาทั้งเรื่องของการค้ามนุษย์ แรงงานเด็กและสตรี รวมทั้งปัญหายาเสพติด การพนันบ่อนคาสิโนและตู้ม้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งส่วนงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน ซึ่งการประชุมหารือครั้งนี้เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข จัดระเบียบลำดับความสำคัญด้านกฎหมายเพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รับทราบการปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ตามนโยบายของหัวหน้า คสช.รวมทั้งให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถทำให้เร่งรัดคดีที่ล่าช้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเรื่องยาเสพติดและการพนัน ทั้งของกลางที่ยึดมาได้จะต้องพิจารณาหารือถึงแนวทางที่จะดำเนินการ โดยไม่ต้องรอผลการตัดสินให้คดีสิ้นสุด

บัวแก้วเร่งเคลียร์คู่ค้ารายใหญ่

เมื่อเวลา 14.30 น.ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายทรงศัก สายเชื้อ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ม.ล.ปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน แถลงร่วมกันถึงการแก้ไขปัญหาหลังสหรัฐฯลดอันดับไทยจากรายงานการค้ามนุษย์อยู่ในระดับ 3 โดยนายทรงศักกล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึงนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อย้ำถึงท่าทีของไทย และขณะนี้เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังทำหนังสือถึง ส.ส.และส.ว.สหรัฐฯ ที่ทำงานด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ และที่เป็นสมาชิกของเพื่อนประเทศไทย เพื่อยืนยันว่าไทยยังคงทำงานหนักอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การค้าแรงงานเด็กและผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ยังให้สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทยในสหรัฐฯ และยุโรปชี้แจงในเบื้องต้นกับผู้เกี่ยวข้องและผู้ซื้อรายใหญ่ว่ารายงานของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างไรบ้าง และประเด็นใดที่เป็นปัญหาก็ได้เร่งแก้ไขอยู่

ปัดข่าวโดนยกเลิกออเดอร์สินค้า

นายทรงศักกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันตนได้ประสานกับภาคประมง ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และได้รับคำยืนยันว่าจะยังซื้อสินค้าจากไทยต่อไป โดยบรรดาผู้ซื้อยินดีให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในไทย อีกทั้งผู้ซื้อในสหรัฐอเมริกายังประสานกับผู้ซื้อในยุโรปเพื่อสนับสนุนสินค้าไทยด้วย พร้อมกันนี้ตัวแทนจากบริษัทคอสโกซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ยืนยันจะเดินทางมาประเทศไทย 28 ก.ค. ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าโฮมฟู้ดของสหรัฐฯ ระงับการสั่งซื้อจากซีพี และวอลล์มาร์คกับคอสโก้กำลังพิจารณา ยืนยันไม่เป็นความจริง โดยผู้ซื้อรายใหญ่ของสหรัฐฯเข้าใจและเชื่อมั่นต่อไทยและสินค้าส่งออกจากไทย

ก.แรงงานจะเขียนแผนแจงมะกัน

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับกรณีที่จะยื่นขอถอดสินค้า 4 รายการจาก 5 รายการ ที่ถูกขึ้นบัญชีว่ามีการใช้แรงงานเด็ก กระทรวงจะทำแผนเพื่อไปชี้แจงกับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก เพราะทราบว่าจะถูกใช้เป็นเงื่อนไขข้ออ้างในการกีดกันสินค้าไทย โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ส.แช่เยือกแข็งเชื่อทุกอย่างจะดีขึ้น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การที่ คสช.มีนโยบายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาแรงงานเข้าสู่ระบบ ทำให้ภาคเอกชนมีความหวังขึ้น และเชื่อมั่นว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะทำให้ต่างชาติเห็นว่าเราจริงจังในการแก้ไขปัญหาแรงงานนอกระบบ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการยกเลิกสินค้าจากไทย แต่ได้มีการชี้แจงกับสหภาพยุโรป สื่อ และเอ็นจีโอในยุโรป จึงมีความเข้าใจ ดังนั้นขอยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีลูกค้ารายไหนที่ยกเลิก ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป

นโยบายซีพีเอฟต้านแรงงานทาส

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยกรณีที่สื่อต่างประเทศรายงานว่า ถูกคู่ค้าซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐฯ และนอร์เวย์ระงับการสั่งซื้อสินค้าชั่วคราว เพื่อตรวจสอบปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือแรงงานทาสในเรือประมง ที่มีการส่งสินค้าให้แก่บริษัทว่า บริษัทได้ทำความเข้าใจกับคู่ค้าในต่างประเทศ โดยยืนยันในนโยบายของบริษัทฯ ที่เกี่ยวกับแรงงานได้ประกาศชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนการใช้แรงงานผิดกฎหมายและแรงงานทาสบนเรือประมง และบริษัทได้หยุดรับซื้อปลาป่นจากโรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม การชะลอการสั่งซื้อของลูกค้าในสหรัฐฯ และยุโรปมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับบริษัทเท่านั้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซีพีเอฟมีลูกค้ามากกว่า 100 ราย และมีมูลค่าการส่งออกรวม 4,000 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้มีลูกค้าเพียงรายเดียวที่ชะลอการซื้อ โดยมีมูลค่าการสั่งซื้อ 600 ล้านบาทต่อปี

ทียูเอฟชี้ปีหน้าสหรัฐฯจะอัพเกรด

นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการ (กลุ่มผลิตภัณฑ์กุ้ง) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือทียูเอฟ ผู้ส่งออกอาหารทะเลระดับโลก โดยมีกิจการอาหารทะเลทั้งในสหรัฐฯและยุโรป เปิดเผยว่า ผิดหวังและเสียใจที่สหรัฐฯปรับลดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในไทย แต่ไทยไม่ควรตอบโต้หรือโวยวาย เพราะเถียงไปก็ไม่ชนะ แต่ควรใช้โอกาสนี้เตรียมระบบจัดการแรงงานในประเทศให้มีความพร้อม เพราะไทยดำเนิน การมาโดยตลอดอยู่แล้ว เชื่อว่าภายใน 1 ปี ไทยก็จะพ้นจากระดับ Tier 3 ได้ เหมือนกับประเทศจีนในปี 56 ก็ถูกสหรัฐฯลดอันดับมาอยู่ที่เทียร์ 3

ในปีนี้ก็ได้เลื่อนกลับขึ้นไป 1 ขั้น

นายฤทธิรงค์กล่าวว่า ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้ากุ้งและทูน่าไปยังสหรัฐฯและยุโรป แบ่งเป็น การส่งออกกุ้งปีละประมาณ 40,000 ล้านบาท และส่งออกทูน่าประมาณ 10,000 ล้านบาท รวมประมาณ 50,000 ล้านบาท ดังนั้น ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่สหรัฐฯและยุโรปงดซื้อกุ้งและทูน่าจากไทยทั้งหมด จะทำให้สูญเสียรายได้จำนวนนี้ไป แต่เหตุการณ์แบบนี้คงเกิดขึ้นได้ยาก

สมาคมสื่อบุกทำเนียบฯ พบ “อดุลย์”

เมื่อเวลา 10.45 น.ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พร้อมตัวแทนคณะกรรมการ 2 สมาคม ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ เพื่อขอความชัดเจนและต้องการเสนอแนะ จากกรณีที่คณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ มีคำสั่งแต่งตั้ง 5 คณะทำงานติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่อด้านต่างๆ โดยเนื้อหาจดหมายระบุว่า มีความห่วงใยแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในกองบรรณาธิการ สั่งระงับยับยั้งการเสนอข่าวนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศตั้งองค์กรเสรีไทย ซึ่งสังคมต้องรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้องและรอบด้าน ซึ่งสื่อคำนึงถึงวิจารณญาณของประชาชนส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารฯ จัดทำแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่สภาพการณ์

รอง หน.คสช.ยันไม่คิดลิดรอน

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า การที่ คสช.มี คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะของสื่อมวลชนนั้น ตามกรอบแนวทางคณะกรรมการฯมีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจน ส่วนคณะทำงานทั้ง 5 ชุดที่ตั้งขึ้น เพื่อบูรณาการการทำงานหน่วยงานภาครัฐให้มีความกระชับมากขึ้น ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อไม่ต้องห่วง สบายใจได้ ไม่มีการลิดรอนสิทธิสื่อ โดยเฉพาะใช้อำนาจของหน่วยงานต่างๆ ยืนยันคณะทำงานทั้ง 5 ชุดที่ตั้งขึ้นมา เพียงเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 14 และ 18 ในการป้องกันข้อมูลข่าวสารที่อาจสร้างความแตกแยก จะทำงานในลักษณะของการติดตามเฝ้าระวัง ถ้าพบเหตุการณ์ผิดปกติก็จะมีการพูดคุยทำความเข้าใจและตักเตือนกันก่อน

เมื่อถามว่า จากนี้ไปจะไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ คสช. บุกเข้าไปถึงกองบรรณาธิการอีกใช่หรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ตอบว่า คสช.ไม่มีนโยบายนี้ แค่ขอให้สื่อเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา สร้างความปรองดอง

เลขาฯ คสช.เคลียร์ใจ 46 สำนักข่าว

ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการ คสช.พร้อมด้วย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะผู้บริหาร คสช.ที่ปฏิบัติงานด้านสื่อสารมวลชน พบปะหารือกับผู้บริหารสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ 46 สำนัก โดยพล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ขอบคุณที่เข้าใจสถานการณ์และให้ความร่วมมือกับ คสช.เป็นอย่างดี ข้อกังวลสื่อต่อการทำงานคณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ (คตข.) ยืนยัน คตข.จะทำหน้าที่เพียงเข้ามาเสริมการทำงานสื่อเพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้อง โดยสื่อมวลชนยังคงสามารถนำเสนอข่าวสารได้ตามบทบาทที่เคยเป็น ภายใต้วิจารณญาณอันเหมาะสมต่อการเสริมสร้างสามัคคีและประโยชน์ส่วนรวม มิได้มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อแต่อย่างใด คสช.เคารพหลักการทำงานของสื่อที่คงไว้ซึ่งจรรยา-บรรณแห่งวิชาชีพ ขอให้สื่อทำหน้าที่ด้วยความสบายใจ

โค้งท้ายธรรมนูญปกครองชั่วคราว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะหัวหน้าทีมงานร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราว กล่าวถึงกรณีที่ทีมโฆษก คสช.ระบุร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวน่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้าว่า การร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวมีความคืบหน้าไปมาก ปัญหาเหลือน้อยลงแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เหลือพิจารณาร่างสุดท้ายที่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นเรื่องอะไร น่าจัดทำแล้วเสร็จได้ภายในวันที่ 28-29 มิ.ย.ซึ่งตนได้นัดทีมร่างฯหารือ หากไม่มีอะไรติดขัดหรือต้องแก้ไข ก็จะเหลือแค่นำเข้าอธิบายต่อหัวหน้า คสช.ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าวันไหน ดังนั้นสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนหรือไม่ คงบอกไม่ได้เพราะข่าวนี้ไม่ได้มาจากตน และก็ไม่ใช่คนที่จะทำให้ชัดเจนในการสื่อไปยังประชาชน เพราะถือว่าพ้นหน้าที่ไปแล้ว เป็นหน้าที่ คสช.แต่ถ้าเสาร์-อาทิตย์นี้ เจอปัญหาก็ต้องแก้กันต่อ เพราะเวลาดูต้องดูเกี่ยวพันกันหลายเรื่อง อย่างในเรื่องสภาปฏิรูปในชั้นที่จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างการแก้ไขจุดอ่อน รวมถึงการทำประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่คิดกันอยู่

“ปู” แจงทรัพย์สินรวยลง 27.3 ล้าน

อีกเรื่องหนึ่ง ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี คณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีต ครม.รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีการพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค.57 จากการถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิพ้นสถานะความเป็นรัฐมนตรี จำนวน 10 คน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีทรัพย์สิน 601,860,347 บาท นายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน มีทรัพย์สิน 36,786,151 บาท ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย มีทรัพย์สิน 1,333,070 บาท รวมมีทรัพย์สิน 603,193,418 บาท อย่างไรก็ตามน.ส.ยิ่งลักษณ์แจ้งว่า มีหนี้สิน 28,847,269 บาท จากการกู้ยืมเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 574,346,149 บาท เมื่อเทียบกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุดสมัยเข้ารับตำแหน่งรมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.56 มีทรัพย์สินลดลงประมาณ 27.3 ล้านบาท โดยลดลงในส่วนของเงินลงทุนหุ้น บ.เอสซีแอสเสทฯ

ยังไม่แจ้งนาฬิกาเรือนหรูเจ้าปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้แจ้งการถือครองทรัพย์สินในส่วนของนาฬิกา มูลค่า 2.5 ล้านบาทต่อ ป.ป.ช. ภายหลังจากถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐบาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยยอมรับในการให้ปากคำต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ได้ซื้อนาฬิกาดังกล่าวมา แต่กลับไม่มีการยื่นในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งการยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินในส่วนของนาฬิกาดังกล่าวเช่นเดิม

“ปลอด” อู้ฟู่ 967 ล.–“เหลิม” 171 ล.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ มีทรัพย์สินมากกว่า หนี้สิน 37,380,736 บาท พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 396,696,211 บาท นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 967,521,802 บาท นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 57,674,582 บาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.แรงงาน มีทรัพย์สิน 171,146,701 บาท นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนิ้สิน 14,432,149 บาท น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,277,550 บาท นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 47,061,352 บาท พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรมช.กลาโหม มีทรัพย์สิน 306,670,351 บาท ทั้งนี้บัญชีทรัพย์สินของอดีต ครม.ส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

3 อดีต ส.ว.57 มั่งคั่งเกินพันล้าน

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของอดีต ส.ว.เลือกตั้ง จำนวน 77 คน ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 พ.ค.57 แต่ต่อมาถูก คสช.ประกาศยุบส.ว.เลือกตั้ง โดยพบว่า มีอดีต ส.ว.เลือกตั้งมีทรัพย์สินจำนวนมากที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.อยู่ในระดับเฉลี่ยหลักสิบล้าน และร้อยล้าน จำนวนเกือบ 50 คน โดยส.ว.ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดได้แก่ น.ส.วิลดา อินฉัตร อดีต ส.ว.ศรีสะเกษ มีทรัพย์สิน 1,489,517,098 บาท แต่ไม่มีการชี้แจงรายละเอียดต่อ ป.ป.ช.ว่า มีทรัพย์สินในส่วนใดบ้าง นายไพโรจน์ ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,275,223,320 บาท และนายชูศักดิ์ ศรีราชา อดีต ส.ว.อ่างทอง มีทรัพย์สิน 1,036,464,428 บาท

“หญิงเป็ด” มีเบาะๆ 37 ล้าน

ส่วนบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจอื่นๆอาทิ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีต ส.ว.กทม. มีทรัพย์สิน 37,067,943 บาท นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีต ส.ว.สุพรรณบุรี มีทรัพย์สิน 54,733,296 บาท นายพีระศักดิ์ พอจิต อดีต ส.ว.อุตรดิตถ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 35,470,033 บาท ขณะที่นางอาภรณ์ สาราคำ อดีต ส.ว.อุดรธานี ภรรยานายขวัญชัย สาราคำ แกนนำชมรมคนรักอุดรฯ มีทรัพย์สิน 23,116,343 บาท ส่วนนายขวัญชัย สาราคำ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 3,368,973 บาท แต่นางอาภรณ์และนายขวัญชัย มีหนี้สินรวม 14,911,614 บาท รวมนางอาภรณ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 11,573,702 บาท

“นิคม” ระดับ 200 ล.–“รสนา” แค่หลักสิบ

นอกจากนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังเปิดบัญชีทรัพย์สินในส่วนของอดีตส.ว.เลือกตั้ง ชุดปี 2551 กรณีพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 พ.ค.57 มีบัญชีทรัพย์สินที่น่าสนใจอาทิ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. มีทรัพย์สิน 12,566,070 บาท นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีต ส.ว.ฉะเชิงเทรา และอดีตประธานวุฒิสภา มีทรัพย์สิน 201,148,794 บาท นางธันยรัศม์ อัจฉริยะ–ฉาย อดีต ส.ว.ภูเก็ต เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตหรูหลายแห่งใน จ.ภูเก็ต มีทรัพย์สิน 2,314,089,907 บาท

ป.ป.ช.พลิกแผ่นดินล่านาฬิกา “ปู”

นายธวัชชัย ศิริสธนพันธ์ ผอ.สำนักตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ภาคการเมือง กล่าวว่า ในส่วนทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีการแจ้งบัญชีในส่วนนาฬิกามูลค่า 2.5 ล้านบาท ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ชี้แจง ป.ป.ช.ว่า ได้ซื้อนาฬิกาดังกล่าวมาจริง แต่นำไปขายต่อและนำเงินไปซื้อเครื่องประดับอื่นแล้ว เป็นการซื้อขายก่อนปี 2554 ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไม่อยู่ในข่ายต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ได้ขอหลักฐานเพิ่มเติมจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์อาทิ มีการซื้อและขายไปเมื่อใด นำไปขายให้ใคร พร้อมให้นำเอกสารการซื้อขายมาแสดงให้ ป.ป.ช.ดู แต่ยังไม่ได้รับคำตอบดังกล่าวจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกันนี้ ป.ป.ช.จะตรวจสอบไปยังบริษัทที่ขายนาฬิกาว่า มีหลักฐานการซื้อขายหรือไม่ด้วย ส่วนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรี 5 คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น อยู่ในระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยขอความเคลื่อนไหวทางบัญชีจากธนาคารทั่วประเทศ

ตั้ง 6 บอร์ดใหม่ใน ปตท.แทนที่ว่าง

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือบอร์ด ปตท. เปิดเผยว่า บอร์ด ปตท.ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ปตท.ใหม่จำนวน 6 คน ได้แก่ 1.นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ แทนนายปานปรีย์ พหิทธานุกร 2.นายคุรุจิต นาครทรรพแทนนายอรรถพล ใหญ่สว่าง 3.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แทนนายวรุณเทพ วัชราภรณ์ 4.นายพรชัย รุจิประภา แทนนายทศพร ศิริสัมพันธ์ 5.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ แทนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 6.นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค แทนนายอินสอน บัวเขียว โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป

“ปิยสวัสดิ์” เต็งจ๋า ปธ.บอร์ด

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า การแต่งตั้งบอร์ดปตท.ชุดใหม่จะเป็นอีกก้าวของความเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้ ปตท. มีความพร้อมในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา และเสนอแนวทางการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ ให้มีความเหมาะสมและมีความคล่องตัว ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่าในการประชุมบอร์ดปตท.ในเดือน ก.ค.บอร์ดชุดนี้จะลงมติคัดเลือกบุคคลที่จะมารับตำแหน่งประธานบอร์ด ปตท.คนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

เด้งแล้ว “โชคชัย” ดีดีบินไทย

พล.อ.อ.ประจินยังได้เปิดเผยหลังประชุมบอร์ดวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.57 ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้นายโชคชัย ปัญญายงค์ ลาออกจากตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย เพื่อให้ไปทำหน้าที่รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายการพาณิชย์ การบินไทย เพียงตำแหน่งเดียว เนื่องจากมีภารกิจจำนวนมาก อีกทั้งปัจจุบันการบินไทยยังมีปัญหาการแข่งขันทางการตลาดสูง จึงจำเป็นต้องให้นายโชคชัย เป็นหัวหอกสำคัญในการดึงผู้โดยสารเข้าใช้บริการเพิ่ม และสร้างภาพลักษณ์เพื่อดึงผู้โดยสารกลับมา โดยให้มีผลวันที่ 1 ก.ค.57

ข้าวล่องหนที่ปทุมฯทั้งโกดัง

เมื่อเวลา 14.00 น. พ.อ.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง ผบ.ร.2 รอ. พ.อ.พัลลพ เฟื่องฟู ผบ.กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 พ.อ.สมชาย อ่อนส้มกิจ รอง ผบ.ปตอ.2 รอ. พ.ท.เทพพิทักษ์ นิมิต ผบ.ร.2 พัน 1 รอ. ร.ท.โอฬาร ขอร่ม ผบ.ร้อย.ร.2 พัน 1 รอ.และกำลังเข้าตรวจโกดังเก็บข้าวจำนำของบริษัท ฟีนิกซ์ อะกริเทค (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 9/1 หมู่ 1 ต.บางกะดี อ.เมืองปทุมธานี ผลการตรวจสอบพบข้าวหายไปกว่า 91,000 กระสอบ โดย พ.อ.สุขสรรค์กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นสืบทราบว่ามีการขนย้ายข้าวออกจากโกดังนี้จึงได้เข้ามาตรวจค้นพบว่าข้าวหายไปจริงกว่า 91,000 กระสอบ มูลค่ากว่า 69 ล้านบาท

ส่วน พ.อ.พัลลพกล่าวว่า โกดังแห่งนี้เก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าว ในปี 2555/2556 รับจำนำจำนวน 130,589 กระสอบ และจะต้องเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากคลองรังสิตเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“บิ๊กตู่” ลั่นจะเร่งปฏิรูป–ลุย ลต.

ต่อมาเมื่อเวลา 20.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่า ท่าทีนานาชาติที่ทุกคนเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมคณะมนตรีต่างประเทศของอียู ที่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทย และทบทวนความร่วมมือกับไทยบางประการ เพื่อมุ่งหวังให้ไทยเดินหน้าจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ตนได้เรียนให้ทราบถึงปัญหาว่า ปัญหาของเราคืออะไร การเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์นัก จะเป็นอันตรายต่อทั้งเราและเขา ซึ่งได้พยายามเต็มที่ที่จะทำตามที่สังคมโลกจับตามองอยู่ให้ดีที่สุด หากวันนี้จัดการเลือกตั้งจะเป็นสภาวะที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ประเทศกลับสู่วังวนเดิม ถ้าเราดูต่างประเทศวันนี้ หลายประเทศสู้รบกันและต่างชาติก็เข้าไปแก้ไข ซึ่งคิดว่าเราไม่น่าจะไปถึงจุดนั้น ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด ดังนั้น เราจะปฏิรูปให้ได้โดยเร็ว และทำให้ประเทศไทยนั้นเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หวังว่าอียูหรือสหรัฐอเมริกาจะเข้าใจเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศที่เข้าใจสถานการณ์ดี และพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาของพวกเรา

“จารุพงศ์-จักรภพ” กลับจะดูแลอย่างดี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า การกล่าวหาว่า มีการกักขังทางการเมือง ยืนยันว่าไม่ใช่การเมืองที่ทำในวันนี้ พวกเราไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวข้องการเมือง ไม่ได้เป็นศัตรูของใคร เราต้องการทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ ที่เรียกมาทั้งหมด ถ้าไม่ได้ผิดกฎหมายก็ปล่อยไป และวันนี้ที่เรียกมาปล่อยกลับหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพราะมีกฎหมายอื่นๆ กฎหมายอาญา กฎหมายปกติ มีหมายเรียก หมายศาล จึงต้องส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สามารถไปต่อสู้คดีได้ และอย่าไปกังวลกับศาลทหาร เช่น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งมีคดีอยู่มากให้กลับมา ถ้ากลับมาจะดูแลให้เกิดความยุติธรรม เกิดความชอบธรรมตามที่ต้องการ แต่ท่านยังต่อสู้อยู่แบบนี้ คดีคงมากขึ้น ต้องถูกดำเนินคดีต่อไป ฉะนั้นอย่าให้คนเหล่านี้เป็นคนชี้นำประเทศไทยเด็ดขาด

นัดดีเดย์ประกาศธรรมนูญชั่วคราว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และผ่านการพิจารณาตรวจแก้โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายอยู่ในขณะนี้ สัปดาห์หน้าจะเป็นการพิจารณาของ คสช. ว่าจะต้องแก้ไขอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือแก้ไขอะไรมากก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นจะดำเนินการให้รวดเร็ว หากมีการแก้ไขข้อขัดข้องต่างๆในการบริหารประเทศซึ่งต้องใช้อำนาจพิเศษให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย ให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ นี่คือขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ส.ค.ตั้ง สนช.–ก.ย.เห็นโฉม ครม.

“หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวในเดือน ก.ค.แล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 เดือน หรือเกินกว่านั้นเล็กน้อย ในการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือน ก.ย. ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องใช้กระบวนการสรรหาให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีประสบการณ์ทุกภาคส่วนจากทุกจังหวัดเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป จึงต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คาดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในต้นเดือนต.ค.” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมีผลบังคับใช้ ย่อมถือได้ว่าประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสมบูรณ์ แม้คณะรัฐบาลของ คสช.ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน จัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา แต่ถือว่าเป็นการบริหารประเทศในกรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นผลจากการปฏิรูปประเทศทุกด้าน

เด้ง “ธงทอง–ธาริต–ทวี” เข้ากรุ

ต่อมาเมื่อเวลา 22.00 น. คสช.มีคำสั่งคสช. ที่ 77/2557 เรื่อง การกำหนดตำแหน่งเพิ่มและการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง โดยให้ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก พ้นตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เป็นพิเศษ เฉพาะราย ให้นายอรรถพล ใหญ่สว่าง พ้นตำแหน่งอัยการสูงสุดและให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานอัยการสูงสุด ให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ พ้นตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายธงทอง จันทรางศุ พ้นจากตำแหน่งสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายสุรชัย ศรีสารคาม พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ปนัดดา–ภาณุ–ชัชวาลย์” เสียบ

ขณะที่นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และให้ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม และให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ให้นายตระกูล วินิจนัยภาค พ้นจากตำแหน่งรองอัยการสูงสุดให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นางเมธินี เทพมณี พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้นายภาณุ อุทัยรัตน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยและให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้นายจเร พันธุ์เปรือง พ้นจากตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและให้ดำรง ตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ พ้นจากรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

“อารีพงษ์” ขึ้นแท่นปลัดพลังงาน

จากนั้นมีประกาศฉบับที่ 79/2557 เรื่องการกำหนดตำแหน่งเพิ่ม และแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง กำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี 4 ตำแหน่ง ให้เป็นข้าราชการพลเรือน ประกอบด้วย นายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงานดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (กพร.) ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน นายกำจร ตติยะกวี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา นายกมล รอดคล้าย จากรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีผลทันที

28 มิ.ย. 2557 08:05 ไทยรัฐ