วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

6 สถาบันศึกษาระดับบิ๊ก ร่วมถกหาทางออกประเทศ สู่การปรองดอง

"ประธานศาลฎีกา" นำ 6 สถาบันการศึกษาระดับสูง กางโต๊ะถกหาทางออกประเทศเพื่อนำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ และความยั่งยืนของไทย...

วันที่ 27 มิ.ย. ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มีรายงานว่า นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เดินทางไปเปิดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ “ไทย...สู่อนาคต มั่งคนยั่งยืน" มีผู้อบรมจากหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ สถาบันวิทยาการการค้า ม.หอการค้าไทย, หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) วิทยาลัยการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า, หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) วิทยาลัยการยุติธรรมสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทน คสช.มาสังเกตการณ์

นายดิเรก กล่าวว่า การจัดสัมมนาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงจาก 6 สถาบันครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง 6 สถาบันที่สำคัญของประเทศไทย โดยผู้เข้าอบรมเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน โดยผู้แทนแต่ละสถาบันได้นำเสนอแนวทางออกของประเทศ เพื่อนำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์เพื่อความยั่งยืนของไทย ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำเสนอแนวทางพัฒนาประเทศ เพื่อความก้าวหน้ามั่นคงยั่งยืนต่อไป

ด้าน นายลาชิต ไชยอนงค์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้แทนหลักสูตร บยส. กล่าวในหัวข้อการบริหารกระบวนการยุติธรรมเพื่อความปรองดอง ว่ากระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ มีการทำงานแยกส่วนและซ้ำซ้อนกัน มีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนสาเหตุที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้นั้น เป็นเพราะระบบรัฐล้มเหลว ประชาชนไม่เชื่อถือกฎหมาย มีผู้แสวงประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมอยู่มาก ทำให้ถูกแทรกแซงและขาดการตรวจสอบ ที่ผ่านมาไม่เคยบูรณาการกันอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนข้อเสนอของ บยส. คือ สังคายนาและพัฒนาหลักกฎหมายให้ทันสมัยและเหมาะกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทย นำหลักนิติธรรมไปใช้ ส่งเสริมการบริหารจัดการ ส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใส

ขณะที่ นางกัญจนา ธีระกุล ม.เกษตรศาสตร์ ผู้แทนหลักสูตร ปปร. กล่าวว่า สังคมทุกวันนี้มีการขัดแย้งกันทางความคิด มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยแบบต่างๆ การทุจริตคอร์รัปชัน แม้กระทั่งการปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากรายงานของ ปปร. พบว่าในช่วง 1 ปี ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำการรัฐประหารนั้น ภาครัฐและเอกชนมีความเข้าใจถึงคำว่า ประชาธิปไตยอย่างไรและทิศทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ระบุว่าประชาธิปไตยคือสิทธิและเสรีภาพ อย่างที่มีบางคนที่บอกว่าขอตายคาสนามประชาธิปไตย ข้อสรุปของ ปปร. คือ 1.ต้องให้ประชาชนมีความรู้เข้าใจในประชาธิปไตย 2.ต้องปฏิรูปการเมืองการปกครอง แก้ไขกฎหมายที่เป็นจุดอ่อน 3.ต้องมีการตรวจสอบควบคุมจริยธรรมนักการเมืองที่มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือและยั่งยืน 4.ล้มล้างระบบทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ กำจัดพรรคการเมืองที่ไม่ดีและต่อต้านทุกกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ 5.ผู้นำประเทศจะต้องแก้ไขปัญหาปากท้อง ร่วมมือและหันหน้าเข้ามาเจรจากัน 6.ทำให้ระบบราชการมีความเข้มแข็ง หน่วยงานรัฐต้องทำประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน

ด้านนายชาญณรงค์ เชื้อเจริญ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักพัฒนาธุรกิจ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย ผู้แทนหลักสูตร พตส. กล่าวในหัวข้อความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ว่า ควรพัฒนาระบบการเลือกตั้งโดยการนำเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในระบบการเลือกตั้งของไทย ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด เพื่อพัฒนาระบบการเลือกตั้งใช้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อผลในการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยหลักการที่ว่า “ง่าย โปร่งใส รู้ผลไว ไม่มีบัตรเสีย”

ขณะที่ นายนที ขลิบทอง ผอ.สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และอดีต รมช.เกษตรฯ ผู้แทนหลักสูตร วปอ. กล่าวในหัวข้อการปฏิรูปด้านการศึกษา ว่า ประเทศไทยควรจะต้องพัฒนาด้านการศึกษาให้เท่าเทียมกับในต่างประเทศ โดยการปฏิรูปด้านการศึกษา โดยการใช้ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ สร้างเครือข่ายด้านการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ปฏิรูปครูและโรงเรียน

ทางด้าน นายชโยดม สรรพศรี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนหลักสูตร วตท. กล่าวในหัวข้อ ความรู้พื้นฐานด้านการเงินเพื่อเป็นรากฐานลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ว่า ปัญหาทางการเงินของไทยเกิดจากที่ไม่รู้จักการออม ขณะที่การกู้ยืมสามารถทำได้ทั้งในและนอกระบบ จึงก่อให้เกิดหนี้สินจำนวนมาก เกิดความเหลื่อมล้ำความยากจน เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ทางแก้ไข คือ จะต้องสร้างความรู้พื้นฐานทางการเงินให้กับประชาชนทุกภาคส่วน เปิดให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินที่ต้นทุนต่ำและเพียงพอแก่ผู้บริโภค จัดตั้งองค์กรส่งเสริมความรู้ด้านการเงินแห่งชาติ มีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค ปชป. ผู้แทนหลักสูตร บริหารระดับสูงด้านการค้า กล่าวในหัวข้อแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการค้าชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับไทย ว่า ประเทศไทยควรพัฒนาเรื่องการค้าตามแนวชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศพม่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญเป็นเมืองลงทุนในระดับโลก ปรับมิติมุมมองเป็นการค้าทางชายแดน เพื่อสร้างเป็นเมืองเศรษฐกิจ สร้างมุมมองและวิสัยทัศน์ใหม่

ทั้งนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนดีใจที่วันนี้สถาบันการศึกษาระดับสูง 6 สถาบัน และหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศ โดย ศปป.จะเป็นผู้รวบรวมฐานข้อมูลที่ทุกฝ่ายได้นำเสนอในงานสัมมนาครั้งนี้ เพื่อนำเสนอส่งให้กับคสช. ในปลายเดือน ก.ค. เพื่อให้นำไปจัดทำกรอบความคิดเห็นร่วมของคนไทยทุกคนต่อไป นอกจากนี้ ภายในเดือนหน้าจะมีการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อรายงานความคืบหน้าของกระบวนการปฏิรูป ให้ทุกฝ่ายได้รับทราบอีกด้วย

"ประธานศาลฎีกา" นำ 6 สถาบันการศึกษาระดับสูง กางโต๊ะถกหาทางออกประเทศเพื่อนำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ และความยั่งยืนของไทย... 27 มิ.ย. 2557 17:16 ไทยรัฐ