วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สมเถา สุจริตกุล เมโลดี้แห่งชีวิต

โดย

วงดุริยางค์เยาวชน “สยาม ซินโฟนิเอตต้า” วงเยาวชนไทยที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก คว้าแชมป์ประเภทออเคสตร้า ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี 2555 ผ่านมาถึงวันนี้ สมเถา สุจริตกุล ประธานมูลนิธิมหาอุปรากรกรุงเทพ ยืนยันว่าคนในวงการดนตรีคลาสสิกรู้จักเราหมด

“สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนคนที่รู้จักเรา แต่คุณภาพคนที่รู้จักเราต่างหาก...ที่มักจะเป็นคนที่เราเองก็อยากจะให้รู้จัก โดยเฉพาะคนที่รักดนตรีจริงๆ แล้วก็อยากมาฟัง...สยาม ซินโฟนิเอตต้า ชื่อนี้...ทุกครั้งที่ประกาศว่าจะมีคอนเสิร์ต คนจะติดต่อมาจองตั๋วเยอะจนเต็ม”

ในฐานะผู้ก่อตั้ง ผู้ควบคุมวง หรือคอนดักเตอร์อีกหน้าที่ เหตุที่วงดังเป็นเพราะอะไร?

สมเถา บอกว่า วงสยาม ซินโฟนิเอตต้า เป็นวงเยาวชนที่ใช้วิธีสอนแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก...เป็นสาเหตุที่คนทั่วโลกรู้จัก ระบบใหม่เป็นการปฏิวัติในการศึกษา ซึ่งหมายความว่าแทนที่จะเรียนว่าเล่นดนตรียังไง พวกเขาเรียนว่า เล่นดนตรีทำไม

หลายคนที่รู้ก็เรียกกันว่าเป็น... “Somtow Method”

เล่น... “ยังไง?” กับ เล่น...“ทำไม?” ต่างกันเยอะนะ สมเถาอธิบายต่อไปว่า คำว่า “ทำไม”...เป็นคำถามที่เด็กไทยไม่ได้ถูกสอนให้ถามมาก แต่ว่าวงนี้เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดที่เราให้ถาม เพราะฉะนั้นผมไม่ได้บอกว่าโน้ตนี้คุณต้องเล่นอย่างนี้ๆ ทุกคนมีครูอยู่แล้ว จะเล่นยังไงถามครูได้ แต่ว่าจะต้องมาหาผมเพื่อจะรู้ว่าเล่นทำไม

“คำตอบแต่ละคน ผมจะต้องอธิบายว่า ดนตรีชิ้นนี้ประวัติเป็นอย่างไร ความคิดของคนแต่งคืออะไร สังคมเป็นยังไงและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร วัฒนธรรมอื่นที่เกิดขึ้น วรรณคดี ดนตรีอื่น ประวัติศาสตร์ ทุกอย่างรวมอยู่ในดนตรีนั้นหมด”

การเรียนโน้ตแต่ละโน้ต ไม่ช่วยให้เราตีความหมายได้ เหตุที่วงชนะรางวัลที่ 1 ในประเทศออสเตรีย เล่นเพลงออสเตรียแบบสุดๆ กรรมการก็เป็นคนออสเตรียหมด แล้วก็เล่นให้คนออสเตรียฟัง แล้วเราก็สามารถตีความหมายใหม่ที่คนออสเตรียเองไม่ได้ค้นพบในเพลงนั้นได้ เป็นสาเหตุที่ได้รับชัยชนะอย่างเอกฉันท์

“ระบบการเรียนแบบนี้ ใช้ไม่ได้สำหรับนักเรียนกลุ่มใหญ่ หรือสถาบันการศึกษา เพราะเป็นระบบที่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับเด็กแต่ละคน อีกประการหนึ่งก็คือจะมีผลเฉพาะเด็กที่มีประสาทสัมผัสทางอัจฉริยภาพด้านสร้างสรรค์บ้างไม่มากก็น้อย...

...ผมไม่สามารถบันดาลให้ใครเป็นอัจฉริยบุคคลได้ เพียงแต่ดึงความสามารถเชิงสร้างสรรค์ที่น้อยคนคิดว่ามีให้ปรากฏออกมา”

สิ่งสำคัญคือ ระบบการสอนของสมเถา ไม่ใช่วิธีการสอนในห้องเรียน เขาไม่ใช่ครู ไม่เคยคิดค่าสอนจากใครแม้แต่สตางค์แดงเดียว วิธีการเริ่มจากความผูกพันส่วนตัวซึ่งมีอิทธิพลลึกซึ้ง จิตสำนึกบอกเราว่า “เราได้พบคนที่เดินทางเดียวกับเราแล้ว”

เมื่อไม่มีรูปแบบ แน่นอนว่าก็ไม่มีข้อจำกัดว่าแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์จะต้องเรียนกันกี่ชั่วโมง เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต ซึมซับวิชา

ทีละเล็กละน้อย ไม่ได้บังคับให้เด็กเข้าประตู เพียงแต่เปิดประตูให้ซินโฟนิเอตต้าเล่นเพลงยิ่งใหญ่ที่ออเคสตร้ามืออาชีพเท่านั้นกล้าเล่น

การเรียนรู้ด้วยการทำงานจริง เล่นจริง แสดงจริงในคอนเสิร์ตฮอลล์ต่อหน้าคนดูและนักวิจารณ์จริงๆ ทำให้เด็กได้ก้าวต่อไปเข้าสู่ประตูที่เปิดไว้ ค้นพบจุดยืนของพวกเขาในโลกแห่งความเป็นจริง

อีกคำถามที่คนไทยมักจะถามเมื่อได้เจอกัน ทำไม? เล่นดนตรีฝรั่ง ไม่เล่นดนตรีไทย ก็ตอบกลับไปว่าทำไมเรามีภาพยนตร์ ทำไมมีโทรทัศน์ ทำไมมีเพลงป๊อป นี่เป็นของฝรั่งทั้งนั้น เราต้องเข้าใจว่าดนตรี ศิลปะเป็นมรดกของเรา แล้วเรามีสิ่งใหม่ที่จะพูดเกี่ยวกับมรดกเหล่านี้...ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเคยพูดมาก่อน

“จริงๆแล้วตอนนี้ ศูนย์กลางของดนตรีคลาสสิกอยู่ในเอเชีย ไม่ได้อยู่ในยุโรปแล้ว ประเทศไทยอยู่ในจุดการรับรู้ที่จะบุกเบิกมากที่สุด แม้ว่าสิ่งแวดล้อมอาจจะขรุขระมาก ประเทศอื่นสิงคโปร์ มาเลเซีย ลงทุนมากกว่าเรา แต่ไม่สำเร็จเท่าเรา เพราะยังไม่เห็นภาพรวม นึกว่าการเล่นดนตรีคลาสสิกคือการก๊อปยุโรป...

...แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราทำ เป็นการเอาวัตถุดิบมา แล้วก็หาความใหม่ ความหมายที่มาจากความคิดของคนเอเชีย ปรัชญาเบื้องหลังเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่เวลาไปเล่นในต่างประเทศคนดูจะปลื้มกับเรามาก ยืนตบมือกันเยอะมากจริงๆ”

ย้อนไปในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่คว้าชัยชนะที่เวียนนามา มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในวิธีที่ฝรั่งดูคนไทยเล่นดนตรีคลาสสิก แต่ก่อนเราก็มีคนไปเล่น เขาก็ดูว่าพวกนี้เล่นเพลงเขาได้เหมือนละครลิง ซึ่งไม่ใช่ว่าลิงเล่นเก่ง แต่ลิงเล่นได้

รางวัลที่ 1 ทำให้คนออสเตรียเห็นว่าเราอยู่ในโลกเดียวกับเขา “เราไม่ใช่ลิง เราอยู่ในสังคมเขาได้”

ล่าสุดกับความสำเร็จอีกก้าวหนึ่ง การไปเล่นที่คาร์เนกีฮอลล์ สหรัฐอเมริกา คล้ายๆเป็นไคลแมกซ์ของการเดินทาง คนในวงการจะรู้ว่าถ้าได้ไปเล่นที่นี่...คาร์เนกีฮอลล์เป็นที่ที่ศิลปินเกิด ต้องไปถึงจะเกิดได้

คาร์เนกีฮอลล์เป็นความใฝ่ฝันของนักดนตรีทุกคนในโลก บางคนก็คิดว่าการไปเล่นที่นี่เป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตแล้ว แต่การไปครั้งนี้เป็นการเกิดของวงการดนตรีในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นการสิ้นสุด

ถึงตรงนี้ต้องถามลงลึกไปอีกหน่อย “สยาม ซินโฟนิเอตต้า” ดัง เก่งเพราะสมาชิกแต่ละคนเก่ง ระดับสุดยอดใช่ไหม สมเถา บอกว่า สมาชิกจะมีออดิชันทดสอบความสามารถทุกปี ทุกคนที่เล่นในวงถ้าฝีมือตกก็ต้องลากัน และมีข้อจำกัดว่าต้องอายุ 25 ปีลงมา ถ้าเกินก็ไปเล่นในวงดุริยางค์ สยามฟีลฮาร์โมนิค ซึ่งเป็นวงผู้ใหญ่

ความสำเร็จของการเล่นดนตรีเป็นวง หากจะเทียบกับความสมัครสมานสามัคคีในสังคมไทยเรา ก็อาจจะมีความเหมือนอยู่เหมือนกัน สมเถา บอกว่า เยาวชนในวงก็มีเด็กจากทุกส่วนของสังคม มีเด็กที่ต่างความคิดกัน แยกเป็นสองสีชัดเจน...

“แต่ว่า เวลาเล่นดนตรีแม้ว่าจะต่างกัน แต่ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่ามนุษย์แต่ละคน หมายถึงว่าสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมามันไม่ใช่ หนึ่ง...บวก...หนึ่ง...บวกหนึ่ง...บวกหนึ่ง...เป็นสมาชิก
50 คน แต่บวกกันแล้วเป็นล้านฯ”

นั่นเป็นเพราะว่า เวลาเล่นดนตรีเขาฟังซึ่งกันและกัน เป็นเคล็ดลับสำคัญ ไม่ใช่สำคัญในสิ่งที่เราเล่นเอง แต่สำคัญในสิ่งที่เราได้ยินคนอื่นเล่น... 90 เปอร์เซ็นต์ของการเล่นดีก็คือการฟัง...ไม่ใช่การเล่น แล้วจะสังเกตว่า

วงนี้คนฟังกันมากๆ เพราะไม่มีใครเล่นผิดพลาด เพราะฟัง...เอาใจใส่กันตลอดเวลา

“การฟัง” เป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศชาติของเรา ถ้าเราไม่ฟังคนอื่น เราจะไม่มีวันเป็นวงขึ้นมาได้ เราจะเป็นแค่คนที่ต่างคนต่างเล่น ก็เหมือนเดินอยู่ในกลางงานวัด

การฟัง...การมีภาพที่ใหญ่กว่าตัวตนของตัวเองร่วมกัน เป็นจุดหมายที่เราสามารถจะมีความคิดอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ดนตรีไม่ใช่สิ่งที่บันดาลความสุขอย่างเดียว แต่ทำให้เราคิดด้วย.

27 มิ.ย. 2557 10:20 ไทยรัฐ