วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาชีพการงานจะก้าวหน้า ต้องหัดเป็น “ตั๊กแตน”

ค่านิยมในการทำงานของเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ คนเจนเนอเรชั่นมิลเลนเนียลส์ วัยไม่เกิน 30 มักไม่ผูกติดกับองค์กรหนึ่งองค์กรใดนานๆ หนุ่มสาวยุคนี้พร้อมจะกระโดดจัมพ์ไปจัมพ์มา เปลี่ยนที่ทำงานเป็นว่าเล่น เพื่อให้ได้ตำแหน่งงานสูงขึ้น พร้อมตัวเลขเงินเดือนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด บางคนอาจไม่ใช่คนเก่งที่สุดในองค์กร แต่กลับมีความก้าวหน้าด้านอาชีพการงานล้ำหน้าพี่ป้าน้าอา เพราะกล้ากระโดดเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆไม่ต่างจากตั๊กแตน!!

คนละเรื่องกับคนยุคก่อนในตลาดแรงงาน เช่น “ชาวเบบี้บูม” ที่ เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปี 1946-1964 อายุตั้งแต่ 68-50 ปี ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญที่สร้างเศรษฐกิจสร้างโลกมาตลอดหลายทศวรรษ และกำลังทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ พวกเขาเหล่านี้โดนปลูกฝังมาช้านานว่าการเปลี่ยนงานบ่อยๆเป็นเรื่องไม่ดี เพราะจะทำให้ประวัติการทำงานไม่น่าเชื่อถือ ฉะนั้นเป้าหมายการทำงานของชาวเบบี้บูมจึงอยู่ที่การมองหาองค์กรที่มีความมั่นคง แล้วปักหลักทุ่มเททำงานรับใช้จนถึงหยดสุดท้าย โดยไม่คิดเปลี่ยนใจไปอยู่ที่ไหน ส่วนเจนเนอเรชั่นกลางเก่ากลางใหม่อย่าง “เจนเนอเรชั่นเอ็กซ์” ที่เกิดในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ถึงต้น 1980 อายุหลักสี่และหลักสาม มีไม่ถึง 20% ในตลาดแรงงาน ที่กล้าจัมพ์กระโดดเปลี่ยนงานเพื่ออัพเงินเดือน และเลื่อนสถานภาพทางสังคม

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพการงาน แต่เชื่อหรือไม่ว่า การเสียเวลาทำงานอยู่ที่เดิมเกินกว่า 2 ปี โดยไม่ย้ายที่ทำงาน จะทำให้ตัวเลขเงินเดือนทั้งชีวิตหดหายไป 50% อธิบายง่ายๆว่า แทนที่จะมีเงินเดือนเป็นแสนถ้าเปลี่ยนที่ทำงาน บั้นปลายชีวิตตอนเกษียณก็อาจจบลงด้วยเงินเดือนไม่ถึง 5 หมื่นบาท เพราะปักหลักอยู่บริษัทเดิมมาครึ่งค่อนชีวิต

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทั่วโลก และบริษัทหลายแห่งต้องลอยแพพนักงานลอตใหญ่เพื่อความอยู่รอด การจะหวังได้ขึ้นเงินเดือนทุกปีอย่างเป็นกอบเป็นกำ คงเป็นเรื่องฝันกลางวัน (แถมนายจ้างยังขู่ว่าไม่ไล่ออกก็บุญแล้ว!!) ลูกจ้างยุคเก่าจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานในหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด และยิ้มรับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นปีละ 3-5% ซึ่งไม่มีทางเอาชนะอัตราเงินเฟ้อที่ทะยานขึ้นทุกปี

ผู้เชี่ยวชาญแวดวงตลาดจ้างงานอเมริกา “จอห์น ฮอลลอน” อดีตบรรณาธิการเว็บไซต์ Workforce ชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่มองข้ามว่า จริงอยู่เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย บริษัทหลายแห่งปิดตัวลง หรือไม่ก็ปลดพนักงานตัดลดค่าใช้จ่าย แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ในตลาดแรงงานกลับทุ่มเงินสู้เพื่อแย่งตัวคนเก่งและมีฝีมือโดดเด่น ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากและขาดแคลน ตรงข้ามกับลูกหม้อเก่าแก่ที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ซึ่งเป็นสินค้าโหลหาทดแทนใหม่ได้ทุกเมื่อ

ถ้าไม่กล้าจัมพ์ กระโดดไม่เป็น อนาคตการงานจะเป็นอย่างไร?! “เบธานี ดีไวน์” ผู้บริหารใหญ่ของบริษัทจัดหางานทรงอิทธิพลของซิลิคอน วัลเลย์ บอกเล่าว่า ปัญหาใหญ่ของการปักหลักทำงานอยู่ในบริษัทเดียวชั่วชีวิตตั้งแต่เรียนจบก็คือ คุณจะเริ่มสตาร์ตจากฐานเงินเดือนขั้นพื้นฐานที่ต่ำมาก และตั้งหน้าตั้งตารอบริษัทขึ้นเงินเดือนให้ตามอัตราส่วนของฐานเงินเดือนปัจจุบัน จากนั้นก็รอต่อคิวเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ภายใต้โครงสร้างขององค์กรเทอะทะ ที่แทบไม่มีตำแหน่งว่างให้ขยับ เพราะแต่ละบริษัทมีข้อจำกัดในการโปรโมตพนักงาน หลายองค์กรมีหัวหน้าแค่แผนกละคน ส่วนที่เหลือเป็นพนักงานเท่ากัน คงไม่ต้องพูดถึงว่าต้องรอนานแค่ไหนกว่าเก้าอี้จะว่าง!! ลองมองข้ามช็อตจินตนาการว่าถ้าคุณย้ายไปทำงานบริษัทอื่นตั้งแต่หนุ่มสาว จะสามารถเรียกเงินเดือนสูงกว่าที่เดิมกี่เท่าตัว เพราะบริษัทใหม่กล้าทุ่มเงินจ่ายให้กับคนเก่งมีฝีมือ ชนิดที่ไม่กดราคาค่าตัว

ไม่ได้จะยุให้คนเปลี่ยนงาน แต่สำหรับคนที่ภักดีกับองค์กรและไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ลองมองย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมาว่า คุณได้ทุ่มเททำงานให้บริษัทมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับกลับคืนมา บางครั้งความกลัวการเปลี่ยนแปลง อาจปิดกั้นโอกาสในการแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ในขณะที่คุณยังมีเรี่ยวแรงและมันสมองจะสร้างความมั่งคั่ง ในทางกลับกันนายจ้างที่ฉลาดก็ต้องหาทางมัดใจลูกจ้างเก่งๆให้อยู่หมัด ท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบ เปิดสงครามแย่งซื้อตัวคนเก่งด้วยงบไม่อั้น เงินอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกคน.

มิสแซฟไฟร์

27 มิ.ย. 2557 10:01 ไทยรัฐ