วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แต่งตั้ง ครม.-สนช.-สภาปฏิรูป: บทพิสูจน์ความโปร่งใส คสช.

แต่งตั้ง ครม.-สนช.-สภาปฏิรูป: บทพิสูจน์ความโปร่งใส คสช.

  • Share:

จาก Timeline ของ Social Media ต่างๆ ในช่วงเวลา 1 เดือนเศษๆ ที่ผ่านมาหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ยังคงมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็มีคนอีกจำนวนมากในโลกออนไลน์ที่แม้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร แต่ก็พร้อมที่จะให้โอกาสแก่ คสช.ในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศที่เรื้อรังมานานจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลา 8-9 ปี


ในท่ามกลางโอกาสที่ประชาชนจำนวนมากมีให้แก่ คสช. ก็มาพร้อมกับความคาดหวังและความห่วงใยเพราะประชาชนต่างมีความเข้าใจว่า เมื่อได้มีการมอบพิเศษให้แก่ คสช. โดยประชาชนได้ยอมสละอำนาจในการมีองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจของ คสช.ไปแล้ว ย่อมมีความหวังว่า คสช.จะใช้อำนาจนี้อย่างระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริต พร้อมทั้งมีความห่วงใยว่า คสช.จะใช้อำนาจไปทางที่ผิดหรือไม่ และจะสามารถควบคุมการทุจริตคอรัปชั่นในหมู่คณะ คสช.เองและข้าราชการที่มีอำนาจมากในช่วงปลอดนักการเมืองได้


ทั้งนี้ หากจะยึดถือเอาแผนการบริหารประเทศในภาวะพิเศษ หรือ Road Map ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้ประกาศต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นเหมือนกับ “สัญญาประชาคม” ว่า คสช.จะใช้เวลาในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 เดือน ซึ่งจะเป็นไปตามแผนนี้หรือไม่ ย่อมขึ้นกับสถานการณ์


สิ่งที่ต้องจับตาในขณะนี้คือ ธรรมนูญการปกครองประเทศ (ชั่วคราว) ที่จะนำมาใช้เป็นกรอบในการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นมาใช้เป็นกติกาในการบริหารประเทศภายใต้หลักประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต


ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ที่กำลังอยู่ระหว่างการร่างและตรวจแก้ไข จะมีการประกาศใช้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้น ก็จะมีการประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. จำนวนประมาณ 200 คน เพื่อมาทำหน้าที่เสนอชื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะไปแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)มาทำหน้าที่บริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


นอกจากนี้ สนช.จะทำหน้าที่ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ ที่เสมอมาโดย ครม.หรือ สนช.ด้วยกันเอง โดยใช้กระบวนการเดียวกับการพิจารณากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ สนช.จะทำหน้าที่แทนทั้ง 2 สภาฯในคราวเดียว ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวว่า สนช.ยังจะสามารถส่งผู้แทนไปร่วมในคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อีก 5 คน จากทั้งหมด 35 คน


กล่าวเฉพาะสำหรับคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เชื่อกันว่า ตัวร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวกำหนดไว้ว่า ให้มีจากการเลือกกันเองของสมาชิกสภาปฏิรูป (ที่มีการแต่งตั้งจากภาคส่วนต่างๆ จำนวนประมาณ 150-250 คน หลังจากที่มีการแต่งตั้ง ครม.แล้ว) จำนวน 20 คน ตัวแทน สนช. 5 คน ตัวแทน ครม. 5 คน และ คสช.แต่งตั้งอีก 5 คน รวมเป็น 35 คน เมื่อร่างเสร็จแล้วให้ส่งให้สภาปฏิรูปรับรอง หากไม่รับรอง ให้ คสช.เลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงและประกาศใช้ได้เลย


ส่วนสภาปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นมาภายหลังจากที่มี ครม.แล้วนั้น จำนวนตัวเลขยังไม่นิ่ง แต่จะมีคณะกรรมการคัดเลือกที่มาจากผู้แทนองค์กรอิสระต่างๆ ทำหน้าที่คัดสรรมาจากบุคคลสาขาอาชีพต่างๆ โดยเน้นความหลากหลายเพื่อเข้ามาจัดทำข้อเสนอต่างๆ เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยส่งให้กับ ครม.ไปดำเนินการ หรือหากจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ก็อาจส่งให้ สนช.พิจารณา นอกจากนี้ ก็ทำหน้าที่รับฟังความเห็นของประชาชนและให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ


จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็น ครม. สนช.หรือสภาปฏิรูป ล้วนมีความสำคัญต่อการวางอนาคตของประเทศไทยภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของ คสช.ทั้งสิ้น ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งใน ครม. สมาชิก สนช. และสภาปฏิรูป ย่อมเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ คมช. โดยเฉพาะในเรื่องของความโปร่งใสในการทำหน้าที่ช่วงภาวะพิเศษนี้


แต่เดิมหลังการรัฐประหารในปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.แต่งตั้งสมาชิก สนช.จำนวน 242 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการระดับสูง ส่วนที่เหลือมาจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งปัญหาคือ ส่วนใหญ่ เป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ประธาน คมช. โดยเฉพาะเพื่อนร่วมรุ่นที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หรือเป็นการแต่งตั้งตามตำแหน่ง ทำให้ได้สมาชิก สนช.ที่ไม่ได้มีเวลามาทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองกฎหมายอย่างแท้จริง จนทำให้ในระยะหลังมีการผ่านกฎหมายออกมาโดยที่องค์ประชุมไม่ครบ จนกลายเป็นโมฆะไปหลายฉบับ


ในส่วนของคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการประจำ หรือนักวิชาการที่มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.สุรยุทธ์และประธาน คมช. โดยมีสไตล์การทำงานแบบระมัดระวัง ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆเต็มไปด้วยความล่าช้า การประสานงานกับ สนช.ไม่ราบรื่น ทำให้กฎหมายหลายฉบับถูกพิจารณาอย่างล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่ ครม.ออกแบบไว้


สุดท้ายที่ คสช.แต่งตั้งคือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. จำนวน 100 คนที่แม้จะมีการเลือกกันเองมาจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 1,982 คน ซึ่งมาจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ให้เหลือ 200 คนและส่งให้ คมช.เลือกให้เหลือ 100 คน แต่ก็พบว่า การได้มาซึ่ง สสร.บางส่วนก็มาจากการบล็อกโหวตซื้อเสียงและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในหมู่สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ รวมถึงการวิ่งเต้นกับ คมช.ภายหลังได้รับเลือกอยู่ใน 200 คนแรกแล้ว ทำให้ไม่ได้ สสร.ที่มีคุณภาพและเป็นตัวแทนของแต่ละสาขาอาชีพอย่างแท้จริง


ดังนั้น สิ่งที่จะต้องจับตากันจากนี้เป็นต้นไป ก็คือการแต่งตั้ง สนช. ครม.และสมาชิกสภาปฏิรูป โดย คสช.ว่าจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและอธิบายได้ถึงที่มาของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความปรองดองหลุดพ้นจากวังวนของความขัดแย้งและการปฏิรูปประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้า


ไม่ใช่ ครม. หรือ สนช. รวมทั้งสภาปฏิรูปที่มาจากการต่างตอบแทนกันในหมู่ข้าราชการทหาร ตำรวจ ข้าราชการประจำ หรือนักธุรกิจการเมือง รวมถึงนักการเมืองที่อาจแอบแฝงเข้ามาตามกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จากศูนย์อำนาจตามโครงสร้างในโรดแม็พของ คสช.คราวนี้


เพราะเราต้องไม่ลืมว่า การเข้ามาทำหน้าที่ของบรรดาบุคคลที่กำลังจะเข้ามารับตำแหน่งต่างๆนี้ ไม่ได้เข้ามาทำงานฟรีๆ แต่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ ทั้งในรูปของเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปตรวจสอบการทำงานเช่นในภาวะการเมืองปกติ ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงผลประโยชน์แอบแฝงอื่นๆ ที่มาจากกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจในช่วงภาวะพิเศษนี้ด้วย


การแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสม หรือคนที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติตามที่ คสช.ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีให้แก่ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติครั้งนี้ จึงเป็นการบ้านชิ้นสำคัญที่พล.อ.ประยุทธ์และคณะ คสช. จะต้องให้ความสำคัญอย่างมากถึง “มากที่สุด”...



ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้