วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือน! ช่วงหน้าฝนระวังงูพิษ หากถูกกัดห้ามใช้ปากดูดแผล

อาจารย์คณะแพทย์ มช. ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา เตือน ช่วงหน้าฝนให้ระวังงูพิษ เผยคนไทยโดนงูกะปะมากสุด เหตุมีหลายพื้นที่ แนะประชาชนเร่งศึกษาวิธีปฐมพยาบาล ย้ำห้ามใช้ปากดูดพิษ  

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ศ.นพ.ไพฑูรย์ ณรงค์ชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา และอาจารย์ประจำภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูฝน มีสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะต่อการอยู่อาศัยของสัตว์มีพิษหลายชนิด โดยเฉพาะงู ซึ่งอาศัยอยู่ตามสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ไม่ว่าจะบริเวณสวนข้างบ้าน ทุ่งนา ป่า หรือในน้ำ ทั้งยังพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่ต้องทำนา ทำไร่ ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการพบสัตว์มีพิษได้ง่าย และอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล เมื่อถูกงูกัดจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพราะสิ่งสำคัญคือการรักษาตั้งแต่ต้น

"ช่วงนี้เริ่มมีผู้ถูกงูกัดเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง บางรายอาการไม่รุนแรงนัก เนื่องจากได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ปีในช่วงนี้จะมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดไม่น้อย" ศ.นพ.ไพฑูรย์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา กล่าวต่อว่า สำหรับงูพิษที่มีคนถูกกัดบ่อย และมีความสำคัญทางการแพทย์ มีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา และงูทะเล โดยสามารถจำแนกพิษของงูได้ 4 ประเภท ดังนี้

"พิษต่อระบบประสาท ได้แก่ พิษของงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา ผู้ที่ได้รับพิษจะทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ ที่สำคัญ คือ ทำให้หยุดหายใจ เสียชีวิตได้ พิษต่อโลหิต ได้แก่ พิษของงูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ ทำให้มีเลือดออกตามผิวหนัง เหงือก อาเจียนเป็นเลือด พิษต่อกล้ามเนื้อ ได้แก่ พิษงูทะเล ทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อ ปวดกล้ามเนื้อมาก ปัสสาวะสีดำเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย และพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่ พิษงูเห่า ทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต" ศ.นพ.ไพฑูรย์ กล่าว

อาจารย์คณะแพทย์ มช. กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบว่า งูพิษที่กัดคนไทยมากที่สุด คือ งูกะปะ ซึ่งมีชุกชุมมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ แต่งูประเภทนี้จะอยู่ตามพื้นดิน กัดได้ไม่สูง วิธีป้องกัน ต้องหลีกเลี่ยงการเดินในที่แคบ หรือที่รกมีหญ้าสูง ถ้าจำเป็นต้องเดินผ่าน ควรใส่รองเท้าบูทหุ้มข้อเท้า นุ่งกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนยาว ที่สำคัญ ประชาชนเองควรมีความรู้ในการปฐมพยาบาล เพื่อป้องกันและทำการรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้ทันเวลา

"วิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ถูกงูกัด อย่างแรก คือ ผู้ที่ถูกกัดต้องตั้งสติให้ดีไม่ควรวิ่งไปมา เพราะจะทำให้พิษกระจายได้เร็วขึ้น ต่อมาควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือล้างแผล และใช้เชือก หรือผ้ามัดเหนือบริเวณแผลที่ถูกงูกัดประมาณ 1 ข้อ มัดให้แน่นพอสมควร (ใช้นิ้วสอดได้พอดี) และใช้ไม้ช่วยดามไว้ ในระหว่างนำส่ง ทุก 15 ถึง 20 นาที ก็คลายผ้าที่มัดไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วมัดใหม่ ที่สำคัญ คือ ห้ามดูดพิษจากแผลที่ถูกงูกัด เพราะผู้ที่ถูกงูกัดถ้ายิ่งดูดแผล ยิ่งเพิ่มพื้นที่ ที่จะทำให้พิษกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วมากขึ้นอีก ยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่ถูกงูกัด ดังนั้น ประชาชนที่ต้องทำงานใกล้พื้นที่เสี่ยงควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และมีความรู้ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลและหากถูกงูกัดต้องรีบนำคนเจ็บส่งไปรักษายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด" ศ.นพ.ไพฑูรย์ กล่าว.