วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สธ.ร่วมเผายาเสพติด ปลัดห่วงปีนี้ระบาดหนัก ตั้งเป้าบำบัด 3 แสนราย

สธ.ร่วมเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางครั้งที่ 43 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดสากล น้ำหนักรวมกว่า 3 ตัน ปลัด สธ.คาดแนวโน้มการระบาดในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์น่าห่วง เร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเร่งด่วน ตั้งเป้าบำบัดให้ได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนคนในปีนี้...

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 57 ที่ศูนย์บริหารสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน  จ.พระนครศรีอยุธยา พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก รองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 43 เพื่อร่วมต่อต้านและขจัดปัญหายาเสพติด เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มิ.ย.ทุกปี โดยมี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทูตานุทูต ผู้บริหารจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับยาเสพติดให้โทษของกลางที่เผาทำลายครั้งนี้ มีน้ำหนักรวมกว่า 3,094 กิโลกรัม จาก 2,911 คดี รวมมูลค่ากว่า 8,867 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า น้ำหนักกว่า 2,504 กิโลกรัม หรือประมาณ 27 ล้านเม็ด มูลค่าประมาณ 8,348 ล้านบาท 2.ยาไอซ์ น้ำหนักกว่า 243 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 487 ล้านบาท 3.เฮโรอีน น้ำหนักกว่า 21 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 17 ล้านบาท 4.เอ็กซ์ตาซี่ หรือยาอี น้ำหนักกว่า 2 กิโลกรัม หรือประมาณ 9,000 เม็ด มูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท 5.ฝิ่น น้ำหนักกว่า 74 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท และอื่นๆ อีก นอกจากนี้ ยังมีกัญชาของกลางที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดนำมาร่วมเผา น้ำหนักกว่า 5,066 กิโลกรัม มูลค่าราว 12 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในส่วนของกลางทั้งหมดนี้ จะเผาทำลายด้วยวิธีไพโรไลติก อินชิเนอเรชั่น (Pyrolytic Incineration) โดยเผาในเตาที่มีอุณหภูมิความร้อนสูงกว่า 850 องศาเซลเซียส ทำให้สารเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ทุกชนิด สลายตัวเป็นเถ้าถ่านทั้งหมดในเวลารวดเร็ว ไม่สามารถนำกลับไปใช้ได้อีก วิธีเผานี้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศและสิ่งแวดล้อม ภายหลังเผาทำลายแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการสุ่มตัวอย่างเถ้าในเตาเผา เพื่อตรวจวิเคราะห์ว่า มียาเสพติดเหลืออยู่หรือไม่ ซึ่งผลการตรวจหลังการเผาที่ผ่านมาทุกครั้ง ไม่พบสารเสพติดเหลืออยู่ในขี้เถ้าของกลางแต่อย่างใด

นพ.ณรงค์ กล่าวว่า แนวโน้มการระบาดของยาเสพติดในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์น่าห่วง จึงมีการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเร่งด่วน และบำบัดผู้เสพ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วยในปีนี้ ตั้งเป้าบำบัดให้ได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้คาดประมาณว่า มีผู้เสพยาเสพติดมากกว่า 1.2 ล้านคน และจากประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 41/2557 ได้ให้ความสำคัญปัญหายาเสพติด ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง จริงจัง โดยกำหนดวัตถุประสงค์หลัก คือ "ลดปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศ ขจัดความเดือดร้อนของประชาชน" เพื่อให้ปัญหาลดลงอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นมาตรการเร่งด่วน ต้องเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน เน้นหนักการบำบัด ฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเตรียมพร้อมหน่วยและทีมบำบัดรองรับผู้เสพ/ผู้ติด ให้เข้ารับการบำบัดได้ทุกโรงพยาบาลและมีระบบการส่งต่อ พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เชี่ยวชาญยาเสพติด เพื่อติดตามและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในชุมชน และพัฒนารูปแบบการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดเชิงรุก เช่น หลักสูตรเพิ่มทักษะในการดูแลลูกหลานแก่พ่อแม่ โครงการทูบีนัมเบอร์วันในสถานศึกษาทุกระดับ เป็นวัคซีนแก่กลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อให้รู้เท่าทันพิษภัยยาเสพติด

ขณะที่ผลการบำบัดผู้เสพสารเสพติดทุกชนิด ในปีงบประมาณ 2556 นำผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาได้ 4.8 แสนกว่าคน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3 แสนคน ส่วนในปีงบประมาณ 2557 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556 - 15 มิ.ย. 2557 มีผู้เข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลทั้งในและนอกสังกัด 1,287 แห่งทั่วประเทศ รวม 150,517 คน โดยระบบบังคับบำบัดมากที่สุด 97,713 คน รองลงมา คือ ระบบสมัครใจ 39,628 คน และในระบบต้องโทษ 13,176 คน กลุ่มผู้เสพยาเสพติดหลักที่เข้ารับการบำบัดร้อยละ 45 เป็นกลุ่มอายุระหว่าง 15-24 ปี ส่วนใหญ่อาชีพรับจ้าง ว่างงานและเกษตรกร โดยผู้เข้าบำบัดเป็นรายใหญ่ร้อยละ 68 ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มอายุ 15-24 ปี มากถึงร้อยละ 47 จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นผู้เสพที่ยังไม่ติดร้อยละ 61 เป็นผู้ติดยาร้อยละ 36 และเป็นผู้เสพติดอย่างรุนแรงร้อยละ 3

"ยาเสพติดที่ใช้มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาบ้าร้อยละ 87 กัญชาร้อยละ 4.5 และยาไอซ์ร้อยละ3.7 ลักษณะการใช้ยาเสพติดของผู้รับการรับการบำบัดรักษา ส่วนใหญ่จะใช้ยาเสพติดชนิดเดียวมากที่สุด คือ ร้อยละ 85 เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการใช้ยาเสพติดมากกว่า 1 ชนิด ร้อยละ 15 ซึ่งเพิ่มสูงจากเดิมที่พบร้อยละ 11 และการเสพติดอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 3 ส่งผลให้การบำบัดรักษามีความยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น" นพ.ณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ สถานการณ์ยาเสพติดระดับโลก องค์การสหประชาชาติ รายงานล่าสุดในปี 2552 ว่า ประชากรโลกใช้ยาเสพติด 172-250 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2533 - 2542 ประมาณ 7 เท่าตัว โดยเป็นผู้เสพติด 18-38 ล้านคน การเสพยาเสพติดจัดเป็น 1 ใน 20 ความเสี่ยง ที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั่วโลก เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ประมาณ 8 ล้านคน แต่ละปีมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเสพติด 104,000 - 263,000 คน อายุระหว่าง 15-64 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการเสพติดเกินขนาด.

สธ.ร่วมเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางครั้งที่ 43 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดสากล น้ำหนักรวมกว่า 3 ตัน ปลัด สธ.คาดแนวโน้มการระบาดในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์น่าห่วง เร่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเร่งด่วน ตั้งเป้าบำบัดให้ได้ 26 มิ.ย. 2557 13:16 ไทยรัฐ