วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


สารคดี : ขบวนรถไฟของมวลชนผู้ถูกลืม

สารคดีไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้ พาไปพบกับเรื่องราวของรถไฟพยาบาล ขบวน มัตเวย์ มูดรอฟ...

คนป่วยและคนเจ็บต่างตั้งตาคอยรถไฟขบวนนี้ ที่หมู่บ้านฮานี ซึ่งมีลูกบ้าน 742 คน ตั้งอยู่ระหว่างหมู่ยอดเขาห่มหิมะของเทือกเขาสตาโนวอย ผู้ป่วยพากันออกจากอาคารคอนกรีต มาออกันอยู่ตามรางรถไฟ เพื่อรอรับการรักษาพยาบาล ชายคนหนึ่งเมาตกบันไดข้อเท้าหักทั้งสองข้าง ส่วนครูของโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในเมืองก็พาลูกสาววัย 14 ปี มาตรวจร่างกาย หลังจากป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบเมื่อเดือนก่อน และโชคดีที่ถูกส่งตัวขึ้นรถไฟไปรับการผ่าตัดที่เมืองชารา ซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงสามชั่วโมง

ผู้ป่วยเหล่านี้ รวมถึงคนอื่นๆ กำลังรอขึ้นรถไฟพยาบาลขบวน มัตเวย์ มูดรอฟ (Matvei Mudrov) ซึ่งเปรียบได้กับเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในฮานี รถไฟขบวนนี้เป็นคลินิกแพทย์เคลื่อนที่ ซึ่งมีอุปกรณ์พื้นฐาน ห้องตรวจ และแพทย์ประจำ 12-15 คน ดำเนินงานโดยการรถไฟของรัสเซีย และได้รับการตั้งชื่อตามนายแพทย์สมัยศตวรรษที่สิบเก้า ผู้ช่วยวางรากฐานแนวทางปฏิบัติในการรักษาพยาบาลของรัสเซีย

ฮานีไม่ต่างจากชุมชนอื่นๆ ตามทางรถไฟสายนี้ ตัวเมืองประกอบด้วยลานกรวดและหินหยาบๆ ล้อมรอบด้วยอาคารอพาร์ตเมนต์สำเร็จรูปสูงห้าชั้น ซึ่งดูเหมือนถูกทิ้งร้าง ในเมืองไม่มีศัลยแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทาง มีเพียงคลินิกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เครื่องมือเก่าตั้งแต่ยุคโซเวียตกับแพทย์เพียงคนเดียว ที่จบมาทางทันตแพทย์ แต่ต้องรักษาทุกโรค

รถไฟขบวน มัตเวย์ มูดรอฟ ให้บริการแก่หมู่บ้านแบบเดียวกับฮานีอีกหลายสิบแห่ง ซึ่งตั้งอยู่ตามทางรถไฟ สายหลักไบคาล-อามูร์ หรือบีเอเอ็ม (Baikal-Amur Mainline: BAM) ชื่อนี้มาจากเส้นทางที่ทอดยาวจากทะเลสาบไบคาล ไปจนถึงแม่น้ำอามูร์ ทางรถไฟสายบีเอเอ็ม ที่ยาว 4,300 กิโลเมตร ทอดขนานไปกับทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียซึ่งเป็นที่รู้จักมากกว่า แต่อยู่ห่างขึ้นไปทางเหนือราว 650 กิโลเมตร เส้นทางนี้สร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อต้นทศวรรษ 1980 เป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โครงการสุดท้ายของโซเวียต

เลโอนิด เบรจเนฟ ผู้นำโซเวียตในตอนนั้น มอบหมายให้คอมโซมอล (Komsomol) หรือยุวชนแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างทางรถไฟสายบีเอเอ็ม ซึ่งคอมโซมอลก็รับงานนี้อย่างกระตือรือร้น ระหว่างปี 1974 ถึง 1984 ประชาชนราวห้าแสนคนมีส่วนร่วมในการก่อสร้างทางรถไฟ สิ่งที่ดึงดูดพวกเขา คือ ภาพฝันของการได้นอนหลับพักผ่อนในโรงเรือนไม้กลางป่า กับเงินเดือนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโซเวียตถึงสามเท่า

คนหนุ่มสาวผู้บุกเบิกเหล่านี้แทบไม่รู้เลยว่า จุดจบของการทดลองอันหาญกล้าของพวกเขาจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 1991 เช่นเดียวกับทรัพยากรและความกระตือรือร้นในการส่งเสริมและบำรุงรักษาทางรถไฟบีเอเอ็มที่เหือดหายไป เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1990 ภูมิภาคนี้ก็ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาการติดสุราเรื้อรัง ความยากจนและการถูกโดดเดี่ยว ผู้คนมากมายพากันละทิ้งถิ่นฐาน ส่วนคนที่ยังอยู่ก็แก่ชราลงท่ามกลางสภาพแวดล้อมยากลำบาก ในฤดูหนาวอุณหภูมิมักลดต่ำถึงลบ 50 องศาเซลเซียส สำหรับภูมิภาคที่มีถนนสภาพดีพอให้รถวิ่งได้เพียงไม่กี่สายเช่นนี้ รถไฟจึงเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก หมู่บ้านตามแนวทางรถไฟบีเอเอ็มยืนหยัดอยู่รอดราวกับกลุ่มเกาะที่กอปรไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย ตั้งอยู่กระจัดกระจายท่ามกลางความรกร้างว่างเปล่า จึงไม่น่าแปลกใจที่การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่จำเป็น จึงถูกจำกัดไปด้วย

รถไฟขบวน มัตเวย์ มูดรอฟ ไม่มีอุปกรณ์เพียงพอ แม้กระทั่งสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่อาการไม่หนักมากนัก หรือผู้ป่วยนอก ส่วนการผ่าตัดยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้แพทย์บนขบวนรถไฟจะสามารถวินิจฉัยโรคและแนะนำวิธีการรักษาได้ ก็ตาม กระนั้น รถไฟขบวนนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางที่ช่วยให้ชาวบ้านตามแนวทางรถไฟ สามารถติดต่อกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศได้ และเป็นเครื่องย้ำเตือนให้พวกเขารู้ว่า “โลกส่วนที่เหลือ” ของรัสเซีย ยังรับรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ ยังจดจำ และอาจใส่ใจอยู่บ้างว่า พวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร

มีฮาอิล ซดาโนวิช ชายวัย 61 ปี เป็นคนไข้รายหนึ่งที่ยืนรอรถไฟขบวน มัตเวย์ มูดรอฟ อยู่ที่เมืองเบียร์คาคิต แขนขวาของเขามีผ้าคล้องไว้เพราะไหล่หลุด และมีกำหนดเข้ารับการผ่าตัดที่เมืองคาบารอฟสค์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1,600 กิโลเมตร แต่นั่นก็อีกหลายเดือนกว่าจะถึง ซดาโนวิช อยากพบแพทย์ก่อนเพื่อปรึกษาว่า เขาควรทำงานไปพลางๆหรือไม่

ซดาโนวิช เท้าความหลังให้ฟังว่า เขาถูกส่งตัวไปที่โครงการบีเอเอ็ม เมื่อปี 1976 หลังเพิ่งปลดประจำการจากกองทัพ ตอนนั้นเบียร์คาคิตยังเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีคนหนุ่มสาวราวร้อยคนอาศัยอยู่ในหอพักที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ชีวิตตอนนั้นยากลำบาก แต่ก็เรียบง่ายและมีเสน่ห์ การทำงานท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือกจัดว่าลำเค็ญ แต่ก็พออยู่ได้เพราะการสังสรรค์ยามค่ำคืนด้วยบรั่นดีและแชมเปญทำในโซเวียต

ตอนนี้เขาทำงานเป็นช่างที่อู่ซ่อมรถไฟของเมือง สามปีก่อนเขาไหล่หลุดขณะเข็นรถไฟขึ้นราง บรรดาเจ้านายจากการรถไฟบอกให้เขากลับบ้านไปพักผ่อน และกำชับไม่ให้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้น ซดาโนวิชก็ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดกับไหล่ที่แทบขยับไม่ได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทว่าเขาก็ทนอยู่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้เจ็บขนาดที่ทำให้เขายอมนั่งรถไฟข้ามวันข้ามคืน เพื่อไปรักษาตัวในโรงพยาบาล

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มหกรรมการก่อสร้างของมอสโกที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมน้ำมันหาได้ส่งอานิสงส์มาถึงที่นี่ ไม่มีการสร้างศูนย์การค้า อพาร์ตเมนต์ หรือโรงภาพยนตร์ใหม่ๆ เลยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อซดาโนวิชเดินเข้าไปในห้องตรวจของ เยเลนา มีรอชนีเชนโก ศัลยแพทย์ประจำรถไฟขบวนนี้ เธอก็ร้องขึ้นว่า “นั่นไง มีฮาอิล ปาฟโลวิช ถึงว่าฉันจำเสียงคุณได้!” เขาถอดสายคล้องแขนออกให้มีรอชนีเชนโกตรวจไหล่ อันที่จริงเจ้านายของเขา ควรมอบหมายงานด้านเทคนิคอื่นๆ ให้ทำ

แต่คนพวกนั้น กลับยังให้เขาทำงานใช้แรงงานหนักๆ ที่อู่ซ่อมรถไฟ เขาถามมีรอชนีเชนโกว่า ต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือไม่ถ้าจะขอนัดผ่าตัดให้เร็วขึ้น เธอบอกว่าไม่น่าจะต้องจ่าย แต่เขียนจดหมายระบุว่า เขามีสภาพร่างกายไม่เหมาะกับการทำงานใช้แรงงานในช่วงนี้ ซดาโนวิชเดินออกไปอย่างมีความสุข แล้วอีกครู่เดียวก็กลับเข้ามาพร้อมพายผักกาดอบใหม่ๆ และเหยือกแก้วใส่นมแพะ “รับไปสิครับ” เขาคะยั้นคะยอ หลังจากรักษาคนไข้ในหมู่บ้านเล็กๆ ตามเส้นทางบีเอเอ็มมาหลายปี “คุณไม่ได้รู้จักแค่คนหรอกนะคะ แต่รู้จักไปถึงสุนัขของพวกเขาเลยเชียวล่ะ” คุณหมอมีรอชนีเชนโก บอก

เรื่อง โจชัว ยัฟฟา ภาพถ่าย วิลเลียม แดเนียลส์

สารคดีไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้ พาไปพบกับเรื่องราวของรถไฟพยาบาล ขบวน มัตเวย์ มูดรอฟ... 26 มิ.ย. 2557 10:57 26 มิ.ย. 2557 15:12 ไทยรัฐ