วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กระแส “ชาตินิยม” ที่ก่อตัวในเยอรมัน แพร่กระจายมาถึงไทย ในสมัยรัชกาลที่ 6 และเพิ่มระดับความเข้มข้น เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475

ก็เมื่อประเทศสยามขณะนั้น เป็นประเทศหรือชาติของ “คนไทย” เพื่อให้สอดคล้องกับผู้ที่อยู่ในประเทศ จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ประเทศไทย เรียกคนที่อยู่ในประเทศว่า คนไทย ให้คนที่ระบุว่า สัญชาติสยามเป็นสัญชาติไทย

นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม ประกาศ รัฐนิยมฉบับที่ 3 (2 ส.ค.2482) ว่า ที่เคยเรียกกันว่า “ไทยเหนือ” และ “ไทยใต้” นั้น ให้เรียกว่าไทย อย่างไม่มีการแบ่งแยก

ผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนชื่อประเทศไทย ทำให้ต้องเปลี่ยนเนื้อ “เพลงชาติสยาม” เป็น “เพลงชาติไทย” ร้องกันถึงวันนี้

วันที่ 24 มิ.ย.2482 วันเปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ประกาศให้วันนั้นเป็น “วันชาติ” เพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อ 24 มิ.ย.2475

งานวันชาติ ปีแรก...นั้น รัฐบาลให้ชื่อว่า “งานเฉลิมฉลองวันชาติ”

และสนธิสัญญาที่ได้เอกราชอันสมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประเทศ เมื่อ พ.ศ.2398...80 ปีก่อน ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ สัญญานี้แม้ไทยจะยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศเอกราช

แต่ก็ต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ด้านการศาล และด้านการจัดเก็บภาษีศุลกากร

หลักหนึ่งใน 6 ประการ ตามประกาศคณะราษฎร เมื่อวันปฏิวัติ ก็คือ “จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เอกราชทางการเมือง ทางการศาล ทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง”

และวันเดียวกันนั้น พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ก็ได้วางศิลาฤกษ์ สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ณ กลางถนนราชดำเนินกลาง

สัญลักษณ์ของอนุสาวรีย์เป็นการรำลึกถึงการปฏิวัติ2475 ของคณะราษฎร ปีกทั้ง 4 ด้าน สูงขึ้นไปด้านละ 24 เมตร หมายถึงวันแห่งเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิ.ย. ความสูงของพานรัฐธรรมนูญ 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 คือเดือนมิถุนายน

ตามปฏิทินแบบเก่า เมษายน เป็นเดือนหนึ่ง พฤษภาคม เป็นเดือนสอง

ระยะจากจุดศูนย์กลาง ถึงปลายขอบ...24 เมตร เมื่อรวมกับปืนใหญ่โบราณ ที่ปักวางรอบอนุสาวรีย์จำนวน 75 กระบอก ก็หมายถึงปี 2475

รูปพระขรรค์ อยู่ที่ประตูทั้ง 6 หมายถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร หลักหนึ่ง เอกราชของประเทศ หลักสอง เศรษฐกิจ หลักสาม ความปลอดภัยของประชาชน หลักสี่ สิทธิเสมอภาค หลักห้า เสรีภาพ และหลักหก การศึกษา

ผ.ศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ สรุปเรื่อง จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการ “ส้างวัธนธัมไหม่” ไว้ว่า พลังประชาธิปไตย และพลังชาตินิยม เป็นพลังปัจจัยของการปฏิวัติ 2475 ใช้เวลาระยะหนึ่ง

ปรากฏเป็นรูปธรรมแบบรวมศูนย์ ในปีแรกในการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ของ จอมพล ป. ทั้งเรื่องชื่อประเทศไทย เพลงชาติไทย วันชาติไทย และ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พ.ย. 2483-ม.ค.2484 เกิดสงครามอินโดจีน

นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม ได้เลื่อนยศแบบข้ามขั้น เป็นจอมพล

วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ วันชาติไทย คลายความเข้มข้นลงไป ที่ยังขลังอยู่ คือเพลงชาติไทย

ส่วนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น เมื่อเป็นฉากหลัง เวทีชุมนุม มวลมหาประชาชน ที่นำโดยกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อ 6-7 เดือนที่แล้ว น้อยคนนักจะเข้าใจความหมาย ของสัญลักษณ์ประดามีที่ซ่อนนัย...ของการปฏิวัติ 2475 เอาไว้

นัย...ที่คิดกันต่อๆมา แท้จริง ท่านผู้นำ...จงใจ...สื่ออะไร

นัยแรก สื่อว่า ประชาธิปไตยยังมี...และนัยที่สอง สื่อว่า ประชาธิปไตย ไม่มี

ไม่ว่าท่านผู้นำ ตั้งใจอย่างไร แต่ความจริง ก็ปรากฏว่า คนไทยใช้ประชาธิปไตยไม่เป็น ใช้สิทธิเสรีภาพ ล้ำเส้น ยึดเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ชุมนุมประท้วงกัน ถึงขนาดยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ปิดถนนย่านสำคัญ บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย

จนทหารทนไม่ไหว ออกมายึดอำนาจ แล้วก็ประกาศว่า จะคืนอำนาจให้ประชาชน เริ่มสร้างประชาธิปไตยแบบใหม่

เราจึงต้องมีประชาธิปไตย แบบใหม่ และแบบใหม่...แบบที่ผงซักฟอก โฆษณา สูตรใหม่

เราซักผ้ากันมา ด้วยผงซักฟอกสูตรใหม่...ที่ไม่เคยมีอะไรใหม่ กันหลายสิบปี ไม่ว่าจะซักด้วยสูตรไหน เราเคยชิน จนไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรสักนิดเดียว.

กิเลน ประลองเชิง

26 มิ.ย. 2557 09:59 ไทยรัฐ