วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อบราซิลลงสนาม

ได้คู่เตะรอบน็อกเอาต์ 16 ทีมสุดท้ายไปบางส่วนแล้ว ตัวเต็งอย่างบราซิลและ ฮอลแลนด์หลีกเลี่ยงการปะทะกันก่อนเวลาอันควรไปได้ หลังจากคว้าแชมป์กลุ่มทั้งคู่ บราซิลจะพบกับชิลีและฮอล-แลนด์ ดวลเม็กซิโก ในวันที่ 28 และ 29 มิ.ย. ตามลำดับ

แต่เม็กซิโกและชิลีก็ไม่ใช่ของหวานที่เคี้ยวง่ายๆ โดยเฉพาะทีมจังโก้เพิ่งเสียไปลูกเดียวเท่านั้นในรอบแรก ส่วนชิลีของกุนซือฮอร์เก ซัมเปาลี ที่มีใบหน้าและทรงผมคล้ายอังเดร อากัสซี อดีตยอดนักเทนนิสชาวอเมริกัน ก็ไม่ธรรมดา ล้มแชมป์เก่าอย่างสเปนมาแล้วเช่นกัน

ก่อนการแข่งขันแต่ละคู่ มีธรรมเนียมยืนเคารพธงชาติตามปกติ แต่เวิลด์คัพครั้งนี้มีสิ่งที่แตกต่างออกไปในการเปิดเพลงชาติของทีมจากอเมริกาใต้ เมื่อเพลงจบแล้ว นักเตะและกองเชียร์ยังร้องกันต่อจนกระหึ่มไปทั้งสนาม สร้างบรรยากาศที่คึกคัก ฮึกเหิมอย่างยิ่ง

เพลงชาติบราซิลฉบับเต็มมีความยาวถึง 4 นาที เฉพาะท่อนอินโทรก็กินเวลาไป 20 วินาที สมาคมฟุตบอลบราซิลตัดฉบับย่อ 60 วินาทีให้ฟีฟ่าเปิด เมื่อเพลงจบ นักเตะและแฟนบอลก็ร้องกันต่ออีกเกือบ 30 วินาทีอย่างที่เห็น

เทรนด์แบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในบอลคอนเฟดเดอเรชันส์ คัพ ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพเมื่อปีก่อน ในเกมที่บราซิลพบกับเม็กซิโก ชูลิโอ เซซาร์ นายทวารแซมบ้าบอกว่า ตอนนั้นเขาและเพื่อนนักเตะประหลาดใจมากที่แฟนบอลยังร้องเพลงชาติต่อไป นักเตะจึงพากันร้องตามไปด้วย กลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของทีมชาติบราซิลเมื่อลงสนาม หลังจากนั้นหลายชาติในอเมริกาใต้ก็เอาอย่างทำแบบเดียวกันจนมาถึงเวิลด์คัพครั้งนี้

ธงชาติบราซิลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เริ่มมีมาตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. ปี 1889 พื้นสีเขียวหมายถึงผืนป่าของบราซิล สีเหลี่ยมรูปขนมเปียกปูนสีเหลืองหมายถึงแร่ธาตุ ทรัพย์ในดินที่บราซิลมีอยู่มหาศาล เฉพาะแร่เหล็กว่ากันว่า มีสำรองให้ชาวโลกใช้ไปอีก 500 ปีเลยทีเดียว ส่วนวงกลมสีน้ำเงินมีดวงดาวเล็กๆ 27 ดวง เป็นตัวแทนของรัฐต่างๆในประเทศ

ตรงกลางวงกลมมีแถบสีขาวที่มีคำขวัญเป็นภาษาโปรตุกีสความว่า Ordem e Progresso หรือ Order and Progress ในภาษาอังกฤษ เป็นคำขวัญของชาติที่นำมาจากแนวคิดของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส “ออกุสเต กอมเต” ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ นักคิดชาวบราซิลนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการด้านอุตสาหกรรม Ordem e Progresso จึงหมายถึง การตั้งเป้าไปสู่จุดหมายที่วางไว้

วันไหนที่บราซิลมีคิวแข่ง ร้านรวงต่างๆ ทั่วประเทศจะปิดเร็วกว่าปกติ ผู้คนรีบกลับบ้าน หรือไปรวมตัวกันตาม “แฟน เฟสต์” กระทั่งคนท้องยังออกมาเชียร์ด้วยเลย หากพื้นที่ไหนไม่มีแฟน เฟสต์ ที่ฟีฟ่าจัดให้ดูบอลอย่างเป็นทางการ แต่ละชุมชนก็จัดพื้นที่ดูบอลกันเอง มีการแต่งตัวแฟนซี ร้องรำทำเพลงกันอย่างคึกคัก ไม่เว้นแม้แต่ในสลัม บอลโลกทำให้คนบราซิลเกือบทั้งประเทศรวมใจเป็นหนึ่ง (เว้นคนที่คัดค้านการจัดบอลโลก)

ผมเคยเขียนถึงสลัม หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ฟาเวลา ไปแล้ว เป็นสถานที่เสี่ยง ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไป แต่มีคนดังแวะมาเยือนอยู่บ่อยๆ เพราะมีโครงการช่วยเหลือจากนานาชาติ แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่นำขึ้นไป วันก่อนซุลเลย์ มุนตารี นักเตะกานาของเอซี มิลาน ขึ้นไปพร้อมกับตำรวจ เขาเป็นนักเตะที่มีรายได้ดี จึงอยากแบ่งปันให้ผู้ยากไร้ นำเงินใส่ซองไปเดินแจกคนละ 150 ดอลลาร์ ที่สลัมแห่งหนึ่ง

ส่วนนักท่องเที่ยวที่อยากไปสัมผัสสภาพของฟาเวลาในริโอ เด จาเนโร ก็สามารถติดต่อบริษัททัวร์ด้านนี้โดยเฉพาะ มีข้อมูลอยู่ในอินเตอร์เน็ต เช่น http://www.favelatour.com.br เป็นต้น สิ่งที่น่าสนใจนอกจากวิถีชีวิตของผู้คนในสลัมแล้ว ยังมีเรื่องของสถาปัตยกรรม ที่เขาสร้างบ้านก่ออิฐถือปูนแบบง่ายๆต่อกันไปเป็นชั้นๆบนเชิงเขา สีสันของศิลปะบนผนังปูน มีของที่ระลึกที่ชาวบ้านทำขาย ฯลฯ นั่นหมายความว่า สลัมบางแห่งถูกจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

แฟนบอลบราซิลที่ดูบอลอยู่กับบ้าน จะมีอุปกรณ์การเชียร์สำคัญคือ แตรลมพลาสติกอันเล็กๆที่พบเห็นได้ทั่วไป และที่ขาดไม่ได้คือ พลุ ตามสี่แยกจะมีคนเดินขายธงชาติและแตร เสียงแตรจากบ้านเรือนและท้องถนนดังเป็นระยะตั้งแต่ก่อนแข่ง เมื่อบราซิลทำประตูได้ ยิ่งดังสนั่น ตามด้วยการจุดพลุขึ้นสู่ท้องฟ้า ถ้าใครนั่งเครื่องบินระยะต่ำหรืออยู่บนตึกสูงในช่วงนี้ จะเห็นประกายไฟของพลุจากเบื้องล่างระยิบระยับไปทั้งประเทศ

มีคนบราซิลที่เขาไม่ดูบอลโลกรายหนึ่ง พูดติดตลกว่า “มีบอลทีไร หมาฉันเห่าลั่นบ้านเพราะเสียงพลุทุกที”

โต้ บ้านแหลม