วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อียูยกเลิก‘เอฟทีเอ’ ใช้ยาแรง บีบคืนประชาธิปไตย

ระงับเยือน-ทวนสัมพันธ์หอการค้าชี้ดีกว่าแซงก์ชั่นสภาอุตฯเดินสายแจงคู่ค้า

“อียู” ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทย บี้หนักคืนประชาธิปไตย-จัดการเลือกตั้ง ปล่อยนักโทษการเมือง งัดมาตรการระงับการเยือนไทย-ยกเลิกเจรจาเอฟทีเอกับไทย ขู่ทบทวนความสัมพันธ์ทางทหารกต.โต้ทันควัน สั่งทูตไทยประจำกรุงบรัสเซลส์

ทำความเข้าใจ เรียกร้องหนุนโรดแม็ปปรองดอง

“สีหศักดิ์” นัดถกด่วนทูตอียู ส.อ.ท.เต้นแบ่งสายแจงคู่ค้า ปมสหรัฐฯลดเกรดค้ามนุษย์ เชื่อไม่ร้ายแรงถึงขั้นคว่ำบาตรไทย หอการค้าฯ ชี้ไม่กระทบการลงทุนเอกชน 8 สมาคมสินค้าประมงไทยฮึดสู้ออกพิมพ์เขียวโต้ข้อหาใช้แรงงานทาส คสช.หัวหมุนแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว “บิ๊กเจี๊ยบ” ชงผ่อนผันขึ้นทะเบียนถูก ก.ม. กนร.ผุดวันสต็อปเซอร์วิสแนวชายแดน แก้ลำนายหน้ารีดหัวคิว “ประจิน” รับลูกสหภาพฯส่งทีมงานลุยล้างทุจริต “อสมท”

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปรับลดอันดับการค้ามนุษย์ของประเทศไทยประจำปี 2557 จากระดับ 2 ลงมาต่ำสุดที่ระดับ 3 ล่าสุดกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ประณามจี้กองทัพไทยคืนอำนาจการปกครองโดยจัดการเลือกตั้ง พร้อมสั่งระงับการเยือนอย่างเป็นทางการและยกเลิกการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทย

คสช.เกาะติดปัญหาแรงงานต่างด้าว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.เป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบของ คสช.โดยที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว สำหรับปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ตัวแทนคณะกรรมการนโยบายจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) ที่มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน ได้กำหนดให้ใช้แนวทางการผ่อนผันแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไปก่อน พร้อมเสนอให้ตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเบ็ดเสร็จตามแนวชายแดน อำนวยความสะดวกให้แรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามาทำงานในไทยมาขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

ตั้งศูนย์บริการตีทะเบียนริมชายแดน

ทั้งนี้ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเบ็ดเสร็จตามแนวชายแดน จะเป็นรูปแบบวัน สต็อปเซอร์วิส มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาประจำตามศูนย์ อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อลดปัญหานายหน้าจัดหางานและลดค่าใช้จ่ายให้แรงงานต่างด้าว แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะตั้งที่ใดและจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อนเสนอต่อหัวหน้า คสช.ประกาศยกเว้นชั่วคราวในระยะแรก ก่อนเข้าสู่ในระยะที่ 2 คือการจัดระเบียบเพื่อรองรับการจัดระเบียบต่อไป ระหว่างนี้ให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้มงวดเส้นทางเข้าออกของแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดนคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี ตราด และสุรินทร์ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ จ.สมุทรสาคร

“บิ๊กตู่” ปรับกำหนดการประชุม คสช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม พล.อ.อุดมเดช ยังได้ระบุด้วยว่า จากนี้เป็นต้นไปหัวหน้า คสช.ได้ปรับรูปแบบการประชุมของ คสช.กำหนดให้วันอังคารกับวันพฤหัสบดี เป็นการประชุมประจำวันของกองบัญชาการกองทัพบก ส่วนการประชุมติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าของงานฝ่ายต่างๆของ คสช. จะประชุมในวันจันทร์ กับวันศุกร์ และการประชุมใหญ่ของ คสช.หรือเทียบเท่า ครม.กำหนดประชุมทุกวันพุธ

เตรียมแถลงผลงาน 1 เดือน

เมื่อเวลา 14.15 น. ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า คสช.เตรียมจัดทำรายงานสรุปความคืบหน้าการดำเนินงาน คสช.ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา อาทิ การคืนความสุขให้กับประชาชน การสร้างบรรยากาศทำให้ประชาชนมาพูดคุยกันและนำไปสู่การปฏิรูป การช่วยเหลือคลี่คลายความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการรับจำนำข้าว ราคาผลไม้ ยางพารา ภัยพิบัติ ความปลอดภัยความสงบ การจับอาวุธสงคราม การจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้ ยาเสพติด การขับเคลื่อนเบิกจ่ายงบฯปี 2557 และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 จะเสนอผ่านสื่อให้ประชาชนรับทราบจะดำเนินภายใน 2-3 วัน ซึ่งหัวหน้า คสช.จะชี้แจงความคืบหน้าผ่านรายการคืนความสุขให้กับคนในชาติวันที่ 27 มิ.ย. ผลงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนค่อนข้างมาก หัวหน้า คสช.มีความยินดีในความคืบหน้าทุกด้าน ผลโพลของสำนักต่างๆที่ออกมาพบว่าประชาชนพึงพอใจการทำงานของ คสช.สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชน

กล่อม “คริสตี้” ไทยเต็มที่ต้านค้ามนุษย์

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส.ในฐานะรองหัวหน้า คสช.และหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงให้การต้อนรับนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ได้ชี้แจงสถานการณ์และแผนโรดแม็ปของ คสช. ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯแสดงความเข้าใจและยินดีที่ไทยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาชัดเจน พล.อ.ธนะศักดิ์ยังแสดงความผิดหวัง ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯลดอันดับการค้ามนุษย์ปี 2557 ของไทยไปอยู่ในกลุ่ม Tier3 โดยยืนยันว่าไทยยังคงมุ่งมั่นต่อต้านการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้หารือความร่วมมือทางทหารทั้ง 2 ฝ่ายยังยินดีจะให้มีการฝึกร่วมฝึกผสมต่อไป

พล.อ.ท.มณฑล สัชฌุกร ที่ปรึกษาหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.ส่วนกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.ให้การต้อนรับนายดาร์เรน บั๊คลีย์ ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย พร้อมนายปวิน รอดลอยทุกข์ ผช.ผจก.ธนาคารซิตี้แบงก์ โดยนายดาร์เรนเสนอจะให้การสนับสนุนข้อมูลการค้าและเศรษฐกิจแก่ คสช.และจะเป็นผู้ประสานงานกับบริษัทสมาชิกหอการค้าไทย-อเมริกัน เพื่อทำความเข้าใจกับบริษัทแม่ในสหรัฐฯ

ส.อ.ท.แบ่งทีมเดินสายแจงคู่ค้า

วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อหารือกรณีสหรัฐฯปรับลดระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในไทยไปอยู่ระดับรุนแรงสุด Tier 3 จากนั้นนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.เปิดเผยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหาร ส.อ.ท.มีข้อสรุปจะให้ประธานภาคต่างๆของ ส.อ.ท.ชี้แจงทำความเข้าใจสมาชิก ส.อ.ท.ที่มีการค้าการลงทุนร่วมกับคู่ค้าสหรัฐฯ ให้รู้ว่าอุตสาหกรรมในประเทศไทยไม่ได้ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และได้ตั้งคณะทำงานมีนายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธาน ส.อ.ท.ด้านแรงงาน แก้ไขปัญหาร่วมกับภาครัฐ เพื่อหารือกับกระทรวงแรงงานในการแก้ไขปัญหาการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง ส.อ.ท.สนับสนุนให้จัดระเบียบการใช้แรงงานต่างด้าวเป็นรูปธรรมจริงจัง นำไปปฏิบัติได้ ในช่วงต้นควรนิรโทษกรรมให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายให้มาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง คิดค่าธรรมเนียมอย่างเป็นธรรม

เชื่อมะกัน—อียูไม่คว่ำบาตรสินค้าไทย

นายสุพันธุ์กล่าวว่า ส.อ.ท.เชื่อว่าสหรัฐฯและยุโรปจะไม่คว่ำบาตรสินค้าอาหารทะเลส่งออกของไทย เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เข้าใจ ประกอบกับ ภาคการผลิตของไทยมีนักลงทุนจากสหรัฐฯอยู่ด้วย การคว่ำบาตรไทยจะกระทบนักลงทุนสหรัฐฯด้วย ขณะนี้ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยยังไม่เกิดขึ้น แต่มีผลด้านจิตวิทยาทำให้เกิดความกังวลต่อกระแสข่าวและอาจมีผลให้คู่แข่งนำไปขยายผลทางการค้าได้

อียูกดดันไม่กระทบภาคเอกชน

ประธาน ส.อ.ท.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมพิจารณามาตรการดำเนินการประเทศไทยภายหลังไทยมีรัฐประหาร รวมทั้งปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายว่า เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนกับไทย การตัดสินใจเข้ามาลงทุน เป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชนตกลงกัน และที่ผ่านมาก่อนที่คู่ค้าของอียูหรือสหรัฐฯจะค้าขายหรือลงทุนกับเอกชนไทย มีระบบตรวจสอบเข้มงวดอยู่แล้วเชื่อว่าไม่น่าส่งผลกระทบ

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธาน ส.อ.ท. สายงานแรงงานกล่าวว่า การคว่ำบาตรด้านการค้าและมนุษยชนเป็นเรื่องที่สหรัฐฯไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมาประเทศที่อยู่ในระดับ Tier 3 เหมือนไทย เช่น จีนและรัสเซียยังทำการค้ากับสหรัฐฯอยู่อย่างต่อเนื่อง การถูกลดอันดับเป็นปัญหาทางจิตวิทยาอาจส่งผลให้คู่ค้าไม่ซื้อสินค้าจากไทย ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงให้คู่ค้าทราบ

พณ.ผวาอาหารทะเลไทยเสี่ยงถูกแบน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.สหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศเตือนประเทศฟิลิปปินส์และปาปัวนิวกินี ว่าเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมในการทำประมง เพราะยังไม่มีมาตรการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายอย่างเพียงพอ หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นภายใน 6 เดือน อียูอาจดำเนินมาตรการต่อไป ไทยซึ่งนำเข้าสินค้าประมงจากฟิลิปปินส์เป็นมูลค่า 44.427 ล้านเหรียญ ในปี 56 และ 77.975 ล้านเหรียญในปี 55 นำเข้าจากปาปัวนิวกินี 52.923 ล้านเหรียญในปี 56 และ 74.216 ล้านเหรียญในปี 55 หรือรวมกัน คิดเป็นสัดส่วน 4% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ของไทย หากอียูแบนสินค้าประมงจาก 2 ประเทศนี้อย่างเป็นทางการแล้ว ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ไทยนำเข้าจากทั้ง 2 ประเทศเพื่อแปรรูปและส่งออกมายังอียูจะถูกแบนไปด้วย

หอการค้าฯชี้ไม่ร้ายแรงขั้นแซงก์ชั่น

ขณะที่นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวถึงกรณีที่อียูประชุมหามาตรการดำเนินการกับไทย เพราะมีการรัฐประหาร มีการค้ามนุษย์ และละเมิดสิทธิมนุษยชนว่า อย่างที่อียูเคยระบุว่าไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร ดังนั้น ความร่วมมือและความช่วยเหลือของรัฐบาลอียูที่เคยให้รัฐบาลไทยคงไม่มี และถูกยกเลิกหรืออย่างการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐบาลอียูที่จะมาไทยคงยกเลิกทั้งหมด หรือหากเจ้าหน้าที่รัฐบาลของไทยจะไปอียูก็ยังเดินทางไปได้ แต่รัฐบาลอียูจะไม่ต้อนรับอย่างเป็นทางการ อียูคงจะชะลอการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่อยู่ระหว่างเจรจากับไทย จนกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เหมือนการทำรัฐประหารครั้งก่อน ส่วนการแซงก์ชั่นหรือคว่ำบาตรทางการค้ากับไทยอาจเป็นไปได้ยาก เพราะการทำรัฐประหารของไทยไม่ได้เกิดการล้มตายจำนวนมาก หรือถ้าจะอ้างการค้ามนุษย์ อียูก็ไม่ได้กังวลเรื่องนี้มากนัก และไม่ได้มีกฎหมายบังคับใช้เหมือนกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ การทำรัฐประหารของไทยครั้งที่แล้ว แม้อียูจะไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ถึงขั้นคว่ำบาตรประเทศไทย เพียงแค่ตัดความช่วยเหลือระหว่างภาครัฐ แต่คงบังคับให้ภาคเอกชนของอียูไม่ทำการค้ากับไทยคงไม่ได้

คาดชะลอลงนามเอฟทีเอไทย-อียู

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยกล่าวว่า เป็นห่วงว่า อียูจะมีมาตรการอะไรออกมาดำเนินการกับไทย แต่ไม่น่าจะถึงการคว่ำบาตรไทย เพราะอียูยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) อยู่ แต่รัฐบาลของอียูอาจจะตัดความช่วยเหลือรัฐบาลไทยเท่านั้น รวมถึงอาจชะลอการทำข้อตกลงต่างๆ เช่น เอฟทีเอกับไทย

8 สมาคมทำโรดแม็ปสู้ข้อกล่าวหา

ขณะเดียวกัน มีการประชุมสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย ซึ่งประกอบด้วย 8 สมาคมสินค้าประมงไทย เช่น สมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ สมาคมผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่า และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ทั้งนี้นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมหารือกันเพื่อจัดทำโรดแม็ปแนวทางการตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งจะแถลงรายละเอียดวันที่ 24 มิ.ย.ภาคเอกชนคงไม่มีมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ เพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่จะรวบรวมข้อมูลใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและชี้แจงข้อเท็จจริงว่าสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทยได้แก้ไขและดูแลทั้งห่วงโซ่การผลิตมาตลอด รวมทั้งเตรียมทำรายงานขอถอดถอนสินค้าประมงในกลุ่มกุ้งและปลาออกจากบัญชีเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากสหรัฐฯ เพื่อประกอบการพิจารณาสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กขั้นเลวร้าย ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณาในเดือน ก.ย.ภาคเอกชนจะเร่งทำความเข้าใจกับคู่ค้าเกี่ยวกับคำประกาศลดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ และเตรียมมาตรการรองรับกรณีสหรัฐฯ อาจประกาศใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าไทยภายใน 90 วัน

โวยมะกันเล่นยาแรงเกินจริง

ด้านนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทียูเอฟ ผู้ผลิตและส่งออกด้านอาหารทะเลกระป๋องและอาหารทะเลแช่เยือกแข็งระดับโลก กล่าวว่าผิดหวังที่สหรัฐฯปรับลดไทยไปอยู่ระดับต่ำสุดหรือ Tier 3 สหรัฐฯ ให้น้ำหนักความพยายามการแก้ปัญหาของไทยไม่เพียงพอ ทั้งๆ ที่ความพยายามของภาคอุตสาหกรรมประมงไทยและหน่วยงานต่างๆของภาครัฐช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ขอเรียนผู้บริหารประเทศไทยชุดปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้นให้สร้างแผนปฏิบัติการที่แข็งขันในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อช่วยเหลือแรงงาน ป้องกันการค้ามนุษย์ และนำขบวนการค้ามนุษย์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

อียูแบน คสช.ระงับ จนท.เยือนไทย

ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ว่า กลุ่มรัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งประชุมกันในประเทศลักเซมเบิร์ก ได้ออกแถลงการณ์ประณามการเข้ายึดอำนาจของกองทัพไทยและเห็นชอบมาตรการลงโทษต่างๆ เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ไทยเร่งคืนสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งยังให้ระงับการเยือนอย่างเป็นทางการทั้งหมดและเลื่อนการลงนามข้อตกลงเพื่อความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับไทย นอกจากนี้ยังเห็นว่ากองทัพควรปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด ให้เคารพหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ซึ่งชาติสมาชิกอียูจะทบทวนความสัมพันธ์ด้านทหารกับไทยด้วย

จี้ทหารคืนอำนาจ ปชต.–จัดเลือกตั้ง

โดยในแถลงการณ์ดังกล่าว ระบุด้วยว่า กลุ่มรมว.ต่างประเทศอียู แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อพัฒนาการหลายๆ ด้านของไทย และเห็นว่าฝ่ายทหารควรฟื้นคืนกระบวนการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่ชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและครอบคลุมโดยเร่งด่วน เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะปรับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้กลับสู่ภาวะปกติได้

ยกเลิกเจรจาเอฟทีเอกับไทย

ต่อมาสำนักข่าวเอพีรายงานเพิ่มเติมถึงแถลงการณ์ของอียูด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า ในส่วนของข้อตกลงเพื่อความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับไทยที่อียูได้ระงับไว้ก่อน เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารนั้น เป็นข้อตกลงเพื่อที่จะกระชับความสัมพันธ์ทั้งทางการเมืองและธุรกิจกับไทย อียูยังยกเลิกการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทย ซึ่งตามกำหนดจะมีขึ้นในเดือน ก.ค.และระงับการเจรจาซึ่งเพิ่มเติมเข้ามาทั้งหมดด้วย

ทูตไทยเกาะติดมติอียูกดดัน คสช.

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวสหภาพยุโรปหรืออียู เตรียมทบทวนกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement หรือ PCA) กับไทย ว่าคาดว่าที่ประชุมจะมีมติให้ไทยเร่งคืนประชาธิปไตย เป็นเรื่องปกติที่เป็นจุดยืนของกลุ่มประเทศทางยุโรปอยู่แล้ว ฝ่ายไทยต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมรัฐมนตรีอียู โดยกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้เอกอัครราชทูตประจำกรุงบรัสเซลส์ ติดตามผลการประชุม ไทยขอให้อียูเข้าใจสถานการณ์การเมืองของไทย และสนับสนุนโรดแม็ปเพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดอง จัดตั้งสภานิติบัญญัติ สภาปฏิรูป เพื่อขับเคลื่อนนำสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

“สีหศักดิ์” รุกแก้เกมนัดถกทูตอียู

ผู้สื่อข่าวรายงาน ในวันที่ 24 มิ.ย. เวลา10.00 น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทน รมว.ต่าง-ประเทศ จะพบหารือกับนายเฆซูส มิเกล ซานส์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย ที่ห้องบัวแก้ว กระทรวงการต่างประเทศ และจะมีแถลงข่าวภายหลังการหารือ

มติ รมต.ต่างประเทศอียูบี้ไทยคืน ปชต.

จากนั้นเมื่อเวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า สำหรับผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย ในวันที่ 23 มิ.ย.2557 ที่กรุงลักเซมเบิร์ก มีข้อสรุป 5 ข้อว่า 1.สหภาพยุโรปและประเทศไทยมีความผูกพันแน่นแฟ้นต่อกันมาเป็นเวลานานทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่าย 2.ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปจึงได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยความกังวลเป็นอย่างยิ่ง คณะรัฐมนตรีฯ ได้เรียกร้องให้ผู้นำทหารดำเนินการเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมและคืนการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญผ่านทางการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

อ้างโรดแม็ป คสช.ไม่น่าเชื่อถือ

คณะรัฐมนตรีฯ ยังได้ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด โดยจะต้องให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและยึดมั่นต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีฯ ยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทหารปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการจับกุมที่มีเหตุผลทางการเมืองและยกเลิกการควบคุมสื่อ 3.การประกาศของผู้นำทหารที่ผ่านมาไม่นานนั้น ยังไม่ได้ให้หลักประกันที่น่าเชื่อถือในการกลับคืนสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ จะต้องให้สถาบันทางด้านประชาธิปไตยต่างๆ สามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นหลัก ประกันการคุ้มครองและสวัสดิภาพของประชาชนทุกคน

กร้าวไม่ลงนามร่วมมือ-งดเยือนไทย

4.ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สหภาพยุโรปมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนการทำงาน โดยให้มีการระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกจะไม่ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement) กับประเทศไทย จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และความตกลงอื่นๆ จะได้รับผลกระทบตามสมควร โดยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้เริ่มทบทวนความร่วมมือทางทหารกับประเทศไทย 5.การมีแผนดำเนินการที่น่าเชื่อถือในการกลับสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว การมีการเลือกตั้งอันน่าเชื่อถือและทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะสามารถทำให้สหภาพยุโรปให้การสนับสนุนต่อไปได้ คณะรัฐมนตรีฯ จึงได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทยและอาจพิจารณาดำเนินมาตรการอื่นๆ ต่อไปตามสถานการณ์

สภาทนายความสับมะกันไร้ข้อมูลจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอุดมเดช ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกสภาทนายความอเมริกัน ลงวันที่ 23 มิ.ย. 57 เรื่องการลดชั้นประเทศไทยอยู่ในลำดับชั้นที่ 3 ของประเทศในกลุ่มละเมิดสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายของประเทศสหรัฐฯ มีเนื้อหาสรุปว่าจดหมายฉบับนี้เป็นถ้อยแถลงจากเพื่อนร่วมวิชาชีพทนายความไทย เห็นว่าการจัดลำดับนี้เป็นการกล่าวหาและตัดสินเองว่าไทยเพิกเฉยหรือละเว้นต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็กที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการค้าประเวณี อยากทราบว่ารัฐบาลสหรัฐฯได้ข้อมูลมาจากที่ใด ทั้งที่ไม่ได้สอบถามข้อมูลใดๆ จากสภาทนายความทั้งที่มีข้อมูลมากไม่แพ้จากส่วนอื่น ที่สำคัญคือจากข้อมูลของการเจรจาทางการค้าที่ผ่านมา มีกรณีบ่งชี้ว่าไทยจะถูกพิจารณาเรื่องนี้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่เหตุใดจึงเลื่อนมาพิจารณาในเดือน มิ.ย. มีเหตุผลใดจึงมีเจตนาสร้างภาพลบให้กับไทย และรัฐบาลผู้รักษาการบริหารบ้านเมือง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องก่อนบังคับใช้เรื่องการกีดกันทางการค้าต่อไทย และประเทศอื่นที่ถูกกล่าวหา

“ฮุน เซน” ลดค่าพาสปอร์ตคนงานเขมร

วันเดียวกัน เว็บไซต์ นสพ.เดอะ แคมโบเดียร์ เดลีของกัมพูชารายงานเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ว่า กรณีแรงงานชาวกัมพูชาแห่กลับบ้านเพราะกลัวถูกกวาดล้างหลังมีรัฐประหารในไทย ทางการไทยกับกัมพูชากำลังร่วมมือกันนำแรงงานเหล่านี้กลับมาทำงานในไทยตามเดิมอย่างถูกกฎหมายโดยเร็วสุดเท่าที่จะเร็วได้ หนึ่งในความพยายามนี้คือการที่นายกรัฐมนตรีฮุน เซนของกัมพูชา อนุมัติคำสั่งลดค่าพาสปอร์ตคนงานอพยพจาก 124 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,968 บาท) เหลือ 4 ดอลลาร์ (ประมาณ 128 บาท) ส่วนขั้นตอนเรื่องเอกสารจะให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน

ผุดศูนย์ขึ้นทะเบียนฝั่งกัมพูชา 3 จุด

ส่วนความร่วมมืออื่นๆ นายอิธ สัม เฮ็ง รมว.แรงงานกัมพูชา เผยเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ว่า เริ่มจากเดือนหน้า เจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชาจะทำงานร่วมกันที่สำนักงานบริการแบบครบครัน (วัน สต็อป ออฟฟิศ) ที่จะเปิดขึ้นใน 3 จุดคือ ที่ด่านตรวจระหว่างประเทศใน จ.บันเตียเมียนเจย ส่วนอีก 2 จุดอยู่ที่ด่าน จ.เกาะกงและ จ.ไพลิน เพื่อจับคู่คนงานกับนายจ้างชาวไทยและออกเอกสารที่จำเป็นเช่นใบอนุญาตทำงานให้ กระทรวงแรงงานกัมพูชายังจะออกใบอนุญาตทำงานในต่างประเทศให้คนงานกัมพูชาไปยื่นต่อฝ่ายไทยซึ่งจะออกใบอนุญาตให้อยู่และทำงานกับบริษัทในไทยโดยถูกกฎหมาย คนงานจะได้ไม่ต้องวิตกหรือกลัวว่าจะถูกปฏิบัติไม่เป็นธรรมหรือถูกไล่ออก ด้านนายกอร์ สัม สารวต ผู้ว่าฯ จ.บันเตียเมียนเจย ระบุด้วยว่าได้ยินข่าวจากเจ้าหน้าที่ด่านพรมแดนว่ารัฐบาลไทยได้ลดค่าดำเนินการออกใบอนุญาตทำงานจาก 20,000 บาท เหลือ 2,000 บาท สำหรับการทำงานในไทย 6 เดือน

“บัวแก้ว” ผิดหวังขอให้ทบทวนท่าที

ต่อมาเวลา 20.20 น. ทวิตเตอร์ของกระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยขอแสดงความผิดหวังต่อมาตรการของอียูที่ไม่มองพัฒนาการรอบด้าน และขอเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการเพื่อรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ในระยะยาว

“ประจิน” รับลูกล้างทุจริต “อสมท”

เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท พร้อมด้วยสมาชิกสหภาพฯจำนวนหนึ่ง เดินทางมายังกระทรวงคมนาคม เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ เสนอให้ คสช.นำ อสมท เป็นองค์กรต้นแบบในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน โดยตั้งคณะทำงานซึ่งเป็นบุคคลจากภายนอก อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานปลัดบัญชีกระทรวงกลาโหม เป็นคณะทำงานเข้าตรวจสอบทุกโครงการใน อสมท ที่มีการทุจริต เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า การดูแลรัฐวิสาหกิจ มีคณะทำงานที่เกี่ยวข้องดูและรับผิดชอบหลายส่วน จะส่งเรื่องนี้ให้กับคณะทำงานเร่งดำเนินการเร็วที่สุด

ตั้ง กก.เตรียมพร้อมเข้าเออีซี

เมื่อเวลา 11.25 น. คำสั่ง คสช.ที่ 71/2557 เรื่องจัดตั้งศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประ-เทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และแต่งตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีรองหัวหน้า คสช.และหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง คสช. เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เป็นกรรมการและเสนาธิการทหาร เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่บริหารงานและกำกับดูแลศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้เป็นไปตามนโยบาย กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทางและท่าทีของไทยในการเข้าร่วมกรอบความร่วมมืออาเซียน พิจารณาแก้ไข ปรับปรุง พัฒนากฎหมาย ระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้อง และตั้งอนุกรรมการต่างๆเพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีดังกล่าว โดยรายงานผลการปฏิบัติให้หัวหน้า คสช.ทราบอย่างต่อเนื่อง

“บิ๊กตู่” คุมบังเหียนบอร์ดเขต ศก.พิเศษ

ต่อมามีคำสั่ง คสช. ที่ 72/2557 เรื่อง แต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของประเทศตามนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ หัวหน้า คสช.จึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)มีหัวหน้า คสช.หรือรองหัวหน้า คสช. ที่หัวหน้า คสช.มอบหมาย ประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วยปลัดกระทรวงและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ เสนอร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการจัดตั้ง และดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนร่างแผนแม่บท แผนงานหรือโครงการ และแผน ปฏิบัติการต่อ คสช.เพื่อพิจารณาอนุมัติ กำหนดแนวทางให้หน่วยงานถือปฏิบัติ เพื่อให้การพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการส่งเสริมการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน หรือข้อตกลงภายใต้กรอบเศรษฐกิจอื่น หรือการค้าบริเวณพรมแดนประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีประสิทธิภาพ กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผล ตลอดจนให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะ และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะ คสช.