วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปัด‘บิ๊กตู่’คุย‘เทพ’ ก่อนปฏิวัติ

วินธัยยันข่าวไม่จริงลายจุดซีดอดประกัน

ปัดกันวุ่น หลังสื่อแฉ รายการคุยไลน์ระหว่างสองคนในงานระดมทุนกินข้าวกับกำนันเมื่อ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ 7 แสน และจะจัดต่อทุกเสาร์ ร้อนถึงโฆษก คสช.ต้องนั่งแถลงปฏิเสธข่าวไม่เป็นความจริง สื่อเสนอคลาดเคลื่อน เช่นเดียวกับบรรดาอดีตแกนนำ กปปส.ชิ่งหนีไม่รู้เห็นใช้เงิน 1.4 พันล้านขับเคลื่อนม็อบ ด้านศาลทหารออกหมายจับ 28 รายขัดคำสั่ง คสช.ไม่มารายงานตัวเว้น “นิทัช” และ “ขรรค์ชัย” ที่ขอให้ศาลร้องขอถอนหมายจับหลังยื่นหลักฐานแจง ส่วน บก.ลายจุดไม่รอดศาลสั่งฝากขังผัดสองอีก 12 วัน ฝ่ายกลุ่มคัดค้านรัฐประหารยังนัดหมายทำกิจกรรม 2 จุดใหญ่วันที่ 24 มิ.ย. แม้ตำรวจจะคุยเอาอยู่ “วัชรพล” เซ็นตั้ง กก.คุมคดีหมิ่นฯเน้นใช้กฎหมายเข้มงวด พร้อมชง “บัวแก้ว” ประสานอังกฤษส่ง “โรส” มารับโทษในไทยพ่วงเพิกถอนพาสปอร์ตไทย หลังตรวจสอบพบยังถือสัญชาติไทย อยู่ระหว่างขอสัญชาติอังกฤษ

แม้ คสช.จะเร่งรณรงค์สร้างความเข้าใจผ่านนโยบายคืนความสุขให้คนไทยพร้อมการผุดโครงการปรองดองสมานฉันท์สลายสีเสื้อ แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้เห็นต่างนัดคัดค้านการรัฐประหารของ คสช. นัดชุมนุมเคลื่อนไหวแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ผ่านสื่อสังคมโซเชียลออนไลน์โดยนัดหมายวันที่ 24 มิ.ย.ที่ตรงกับวันเปลี่ยนแปลงการปกครองในอดีตใน 2 จุดหลักคือลานพระบรมรูปทรงม้าและอนุสาวรีย์ปราบกบฏ วงเวียนหลักสี่ โดยทหาร ตำรวจ ประเมินสถานการณ์ว่า สามารถควบคุมได้ ขณะที่ รรท.ผบ.ตร.ได้ตั้งกรรมการคุมคดีหมิ่นสถาบันฯแล้ว

คสช.ถกติดตามงานคืบหน้า

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 มิ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.เป็นประธานในการประชุมติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบของ คสช.โดยที่ประชุมได้รายงานผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานรักษาความสงบเรียบร้อยที่ยังคงการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธและกระสุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนงานด้านความมั่นคง สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ รวมทั้งฝ่ายงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปรองดองเพื่อความสมานฉันท์ โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการปรองดองครบทุกจังหวัด รวมทั้งได้จัดกิจกรรมปรองดองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมแผนงานเสวนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่อไป

กำชับหาวิธีจัดการก๊วนต่อต้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม พล.อ.อุดมเดชได้กล่าวถึงกลุ่มบุคคลที่ออกมาต่อต้านการทำงานของ คสช.ด้วยการนั่งกินแซนด์วิช เปิดเพลงและอ่านหนังสือ บริเวณหน้าห้างฯพารากอน คสช.ฝากให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจหามาตรการดำเนินการที่เหมาะสม ให้พิจารณาเป็นกรณีว่ามีความจำเป็นต้องเข้าจับกุมทันทีหรือไม่ เพราะอยู่ท่ามกลางสาธารณชนหรือจะบันทึกภาพไว้ก่อนแล้วค่อยมาดำเนินการภายหลัง แต่หากไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ห่วงว่าสถานการณ์จะเกิดบานปลายลุกลามได้

กอ.รมน.ฝึกแผนรักษามั่นคงภายใน

เวลา 09.00 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวหลัง พล.อ.อักษรา เกิดผล เสธ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ลธ.รมน.) เปิดพิธีการฝึกทดสอบแผนรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 23-27 มิ.ย.57 ณ ห้องติดตามสถานการณ์ กอ.รมน. โดยใช้เหตุการณ์จริงในปัจจุบันมาเป็นสถานการณ์การฝึกเพื่อตรวจสอบการทำงานของหน่วยในพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการรายงานสถานการณ์ภัยคุกคามในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมทดสอบประสิทธิภาพข่ายงานสื่อสารในทุกระดับคือ กอ.รมน.ภาค, กอ.รมน.จังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ และหมู่บ้านมาร่วมฝึก อาทิ ระบบการแจ้งเตือน การรายงานด่วนและรายงานเฉพาะกรณี ทั้งระบบหลักและระบบสำรอง

ตร.ตั้ง กก.คุมคดีข้อมูลหมิ่นฯ

วันที่ 23 มิ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 311/2557 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะไม่เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคง จึงตั้งคณะกรรมการบริหารข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะไม่เหมาะสม มี ผบ.ตร.เป็นประธานกรรมการ รอง ผบ.ตร.หรือที่ปรึกษา (สบ 10) งานความมั่นคง เป็นรองประธานกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ โดยให้มีอำนาจตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ในสื่อทุกแขนงหรือการรับแจ้งผ่านช่องทางต่างๆ โดยให้มีอำนาจเสนอระงับการแพร่ตามกฎหมาย และกำหนดมาตรการป้องกัน ทั้งนี้ ให้ดำเนินตามกฎหมายกับผู้ครอบครอง ให้บริการ แพร่ ส่งต่อหรือเกี่ยวข้องใดๆโดยเคร่งครัดกรณีมีหลักฐานชัดว่ามีการกระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สั่งการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด

ชง กต.ขอตัว “โรส” รับโทษในไทย

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีหมิ่นสถาบันฯว่า คณะกรรมการคดีหมิ่นสถาบันได้ตรวจสอบสถานะ น.ส.ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือโรส ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯว่ายังคงถือสัญชาติไทย โดยอยู่ระหว่างการขอสัญชาติอังกฤษ ซึ่ง สตช.ได้ประสานและส่งเรื่องไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ถอดถอนหนังสือเดินทางและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว และหาทางประสานขอตัวมาดำเนินคดีในไทย ในส่วนผู้ต้องหารายอื่นที่ยังหลบหนีอยู่ไทยและต่างประเทศ ที่มีหมายจับ ได้มีการสืบสวนข้อมูลเบาะแสที่อยู่ให้รอบคอบเพื่อใช้ช่องทางของกองการตำรวจสากลประสานนำตัวมาดำเนินคดี รวมทั้งได้เร่งรัดสำนวนสอบสวนผู้ต้องหารายอื่นที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อขออนุมัติหมายจับกุมตามขั้นตอนของคณะกรรมการคดีหมิ่นสถาบัน

รอศาลสั่งเพิกถอนพาสปอร์ต

ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องพิจารณาตามสนธิสัญญาที่มีอยู่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุดจะหารือกันต่อไป ส่วนการเพิกถอนหนังสือเดินทางนั้น เมื่อมีคำสั่งจากศาลขอให้เพิกถอนกระทรวงการต่างประเทศจึงจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม กรณีการถือสัญชาติใดนั้น ยังต้องมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลายืนยันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ การยื่นขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศที่มีความตกลงระหว่างกัน จะต้องพิจารณาด้วย ว่าการกระทำนั้นถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายไทย และมีฐานความผิดตามกฎหมายของประเทศที่มีความตกลงเช่นอังกฤษด้วยหรือไม่

“โรส” ใช้พาสปอร์ตอังกฤษทัวร์ยุโรป

ขณะที่ น.ส.ฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือโรส ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจับกุม ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Chatwadee Rose Amornpat มีใจความว่า “ถึงเพื่อนทุกคนที่รักประชาธิปไตยทั่วโลก ฉันอยู่ในวันหยุด holiday ในขณะนี้ในภาคใต้ของฝรั่งเศส มันเป็นภูมิประเทศที่สวยงามมาก ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกเทพนิยาย สัปดาห์หน้าฉันจะไปนอร์เวย์เพื่อที่จะพบกับเพื่อนเสื้อแดงบางคน หนังสือเดินทางอังกฤษของฉันได้รับการต้อนรับจากทุกประเทศ คิดถึงและรักแฟนคลับทุกคน”

กลุ่มต้านนัดชุมนุม 24 มิ.ย. 2 จุดหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกลุ่มผู้เห็นต่างกับการรัฐประหารของ คสช.ที่รวมตัวเคลื่อนไหวในสังคมโซเชียลมีเดียว่า ขณะนี้เพจต้านรัฐประหารต่างๆในเฟซบุ๊ก เริ่มระดมปั่นกระแสเพื่อนัดรวมตัวผู้ที่เห็นต่างกับ คสช.ให้มาทำกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ โดยใช้วันที่ 24 มิ.ย. ที่ตรงกับวันรัฐธรรมนูญมาเป็นวันดีเดย์ ในการขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ของวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาทิ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นสช.) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กประกาศเชิญชวนให้แนวร่วมสวมเสื้อสีขาว เพื่อทำกิจกรรม รำลึกที่หมุดคณะราษฎรบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและบริเวณอนุสาวรีย์ปราบกบฏ วงเวียนหลักสี่ ในช่วงเวลาใกล้รุ่ง และทำบุญตักบาตรที่วัดทั่วประเทศ โดยทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนาด้วยว่า ให้รอข่าวใหญ่ทางสื่อออนไลน์ทั่วโลก ทั้งนี้คาดว่าเป็นการสร้างกระแสให้เชื่อมโยงกับกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำ นปช. ผู้ต้องหาหมายจับคดีความผิดอาญา ม.112 ที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไปก่อนหน้านี้ว่า จะมีการจัดตั้งองค์กรในต่างแดนเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง คัดค้านการควบคุมอำนาจของ คสช.ที่จะใช้วันที่ 24 มิ.ย.เป็นวันเปิดตัวกับสื่อมวลชนต่างชาติและแนวร่วมในประเทศไทย

“สมยศ” โวคุมคนเห็นต่างได้

ที่ บช.น.เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการ บช.น. พ.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ รอง ผบ.พล.ม.2 รอ. พร้อมรอง ผบช.น. และ ผบก. ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับผู้ชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. รวมทั้งสรุปการทำงาน โดย พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงกรณีที่จะมีผู้ชุมนุมหรือแสดงกิจกรรมทำพิธีต่างๆ ในวันที่ 24 มิ.ย.ว่า ทั้งทหาร ตำรวจ ประเมินว่าเป็น กิจกรรมปกติที่คนกลุ่มนี้ทำทุกปี ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและวัดพระศรีมหาธาตุไม่ได้เจตนาต่อต้าน คสช.แต่อย่างใด แต่หากทำกิจกรรมที่เข้าข่ายความผิด เราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย จากการประเมินพบว่า ผู้ชุมนุมที่เห็นต่างลดน้อยลง และเข้าใจเรามากขึ้น ยังมีแสดงกิจกรรมประปราย เจ้าหน้าที่ใช้วิธีควบคุมตัวหรือเชิญตัวไปพูดคุยปรับเปลี่ยนทัศนคติทำความเข้าใจและปล่อยตัวไปได้ผลดี

ปิ๊งไอเดีย ถ่ายภาพม็อบรูปละ 500

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ตนเห็นว่าใช้กำลังทหารและตำรวจมาหลายสัปดาห์แล้ว กำลังหารือกับฝ่ายทหารเพื่อปรับลดกำลังทหารและตำรวจลง แต่ก็จะมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในจุดสุ่มเสี่ยงต่อการชุมนุม หรือแสดงสัญลักษณ์ และยังมีมาตรการเสริม หากประชาชนถ่ายรูปการแสดงกิจกรรมของกลุ่มคนที่ในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ส่งรูปมาให้ตนตามที่อยู่ดังนี้ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. 10330” ถ้าภาพดังกล่าวสามารถใช้ในดำเนินการกับกลุ่มคนเหล่านี้ได้จะให้รางวัลภาพละ 500 บาท โดยจะคัดเอาภาพที่ดีที่สุด โดยจะโอนเงินให้ทางบัญชีธนาคารที่ระบุมา ถือเป็นการสร้างแนวร่วมภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในชาติ

ศาลทหารออกหมายจับ 28 คน

ที่ บก.ป.เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ พล.ม.2 รอ.ได้นำหนังสือร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พ.ต.ท.พงษ์ไสว แช่ม-ลำเจียก พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.1 บก.ป.ให้ดำเนินคดีกับ 28 ผู้ต้องหาที่ฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยไม่เข้ารายงานตัวภายในกำหนดเวลา พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนขออนุมัติศาลทหารกรุงเทพอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 28 คน ไว้แล้ว ประกอบด้วย 1.นายขรรค์ชัย บุนปาน 2.นายใจลส์ใจ อึ๊งภากรณ์ 3.นายจักรภพ เพ็ญแข 4.นายพิษณุ พรหมสร 5.นายเนติ วิเชียรแสน 6.นายองอาจ ธนกมลนันท์ 7.นายอำนวย แก้วชมภู 8.นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน 9.นางจรรยา ยิ้มประเสริฐ 10.นายเอกภพ เหลือรา หรือตั้ง อาชีวะ 11.นายเสน่ห์ ถิ่นแสน 12.นายภิเษก สนิทธางกูร 13.นายสันติ วงษ์ไพบูลย์ 14.นางมนัญชยา เกตุแก้ว 15.นางฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือโรส 16.นายจุติเทพ หรือเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ 17.นายทนง ศิริปรีชาพงษ์ 18.นายอุสมาน สะแลแมง 19.นายฉกาจ คหบดีรัตน์ 20.นายชัยพฤกษ์ สมานรักษ์ 21.นายรังสฤษฎิ์ ธิยาโน 22.นายชัชชาญ บุปผาวัลย์ 23.นายยงยุทธ บุญดี 24.นายอัมรา วัฒนกูล 25.นายเกษมสันติ จำปาเลิศ 26.นายนิทัช ศรีสุวรรณ 27.น.ส.นุ่มนวล ยัพราช และ 28.นายวิระศักดิ์ โตวังจร

ถอนหมาย “นิทัช” “ขรรค์ชัย” คิวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันผู้แทนของนาย นิทัช ศรีสุวรรณ 1 ใน 28 ผู้ต้องหาที่ถูกศาลทหารออกหมายจับ ได้นำหลักฐานแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถรายงานตัวต่อ คสช.ตามกำหนด เข้ายื่น ต่อ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อขออนุมัติถอนหมายจับนายนิทัช ซึ่งศาลพิจารณาแล้วได้อนุมัติถอนหมายจับตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ เช่นเดียวกับกรณีนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ที่นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัทได้ส่งเอกสารใบรับรองแพทย์และหนังสือชี้แจงว่าขณะนี้นายขรรค์ชัยมีอาการป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่ รพ.กรุงเทพ จึงไม่สามารถเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช.ตามกำหนดได้ ทั้งนี้ พ.ต.อ.ประสพโชคยืนยันว่า หลังพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า นายขรรค์ชัยไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. โดยมีเอกสารประกอบเป็นหลักฐานใหม่เพื่อความเป็นธรรม จึงนำมาประกอบสำนวนในการยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนหมายจับนายขรรค์ชัย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของศาลทหาร

ศาลฝากขัง บก.ลายจุดผัดสอง

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ ได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณารายงานคำร้องของพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปรามในการขอฝากขังนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เป็นผัดที่ 2 กรณีที่ฝ่าฝืนคำสั่งให้มารายงานตัวของ คสช. รวมทั้งมีการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นระยะเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.-5 ก.ค.นี้ โดยยังมีอีกหลายคดีทั้งยังสอบปากคำพยานไม่เสร็จ จึงจำเป็นต้องขออำนาจศาลฯฝากขังนายสมบัติไว้เป็นผัดสอง โดยคณะตุลาการศาลทหารฯได้พิจารณาให้ฝากขังนายสมบัติเป็นระยะเวลา 12 วัน ตั้งแต่ 24 มิ.ย.-5 ก.ค. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายสมบัติเดินทางไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที

ทนายอ้างยุติบทบาทถ้าได้ประกัน

ด้านนายอานนท์ นำภา ทนายความของนายสมบัติกล่าวว่า วันนี้ศาลฯยังไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพื่อปล่อยตัวชั่วคราวนายสมบัติ หลังจากที่ญาติได้ยื่นหลักทรัพย์จำนวน 4 แสนบาท เนื่องจากเห็นว่านายสมบัติยังมีหมายจับอีกหลายคดีจึงอนุญาตให้ฝากขังนายสมบัติที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯอีกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.-5 ก.ค.โดยในวันที่ 4 ก.ค. ทางทีมทนายสามารถยื่นเรื่องขอประกันตัวอีกครั้ง ทั้งนี้ นายสมบัติระบุว่า หากได้รับการประกันตัวก็จะขอยุติบทบาททางการเมืองเพื่อไปอยู่กับครอบครัว

ศาลไม่รับคำร้อง “สาธิต” ฟ้อง “ปู”

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องที่นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวม 2 ราย กรณีที่มีมติอนุมัติให้มีการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.2549 ถึงเดือน พ.ค. 2553 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น เพราะการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง มิใช่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายใด แต่เป็นการทำตามนโยบายสร้างความปรองดองของคนในชาติเพื่อเยียวยาฟื้นฟูผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) และเป็นกิจการในทางรัฐประศาสน์นโยบาย หรือเป็นการกระทำในทางการเมืองที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

สื่อแฉ “เทือก” คุยไลน์ “บิ๊กตู่”

จากกรณีหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ภาษาอังกฤษบางฉบับวันที่ 23 มิ.ย. เสนอข่าวอ้างอิงคำพูดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในระหว่างร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เพื่อระดมทุนของกลุ่ม กปปส.ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวในโรงพยาบาล ที่แปซิฟิกซิตี้คลับ ถนนสุขุมวิท โดยระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาได้สื่อสารทางลับกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. เกี่ยวกับระบอบทักษิณ ตั้งแต่ปี 53 รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์มีส่วนวางแผนเพื่อล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และก่อนเกิดรัฐประหาร ทั้งยังได้ติดต่อกับ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานผ่านแอพพลิเคชั่น ไลน์ รวมทั้งก่อนการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 20 พ.ค. สื่อดังกล่าวยังอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งว่า “คุณสุเทพคุณกับมวลมหาประชาชน กปปส.เหนื่อยมามากแล้ว จากนี้เป็นภารกิจของกองทัพเอง” จนถูกวิจารณ์ในวงกว้าง

“วินธัย” แถลงปัดเสนอข่าวมั่ว

วันเดียวกัน เวลา 13.10 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก ทบ.ในฐานะทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า เป็นการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ยืนยันในช่วงที่มีการชุมนุม กปปส.และกลุ่มคนเสื้อแดงก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าควบคุมอำนาจไม่เคยมีการพูดคุยหรือมีสื่อสารเป็นการส่วนตัว หรือส่งข่าวใดๆ ทั้งสิ้นกับนายสุเทพ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า เพียงได้รับมอบจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้ดำเนินการในฐานะหน่วยงานความมั่นคง สื่อสารแจ้งกับทุกกลุ่มให้หาทางเจรจากัน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จบรรลุผล จึงได้แจ้งเตือนทุกกลุ่มหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย และระมัดระวังให้ประชาชนได้มีความปลอดภัยเท่านั้น เพราะในขณะนั้นกองทัพคงไม่สามารถทำในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย และตามกระบวนการที่เหมาะสมของภาครัฐ

กปปส.ระดมทุนช่วยม็อบกว่า 7 แสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อัญชะลี ไพรีรักษ์ แนวร่วม กปปส. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “pong bluesky” โดยระบุว่า “กินข้าวกับลุงกำนันครั้งที่ 1 สำเร็จเกินคาด ด้วยการตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชน และการปฏิรูปประเทศไทย 70 คนสุดยอด” พร้อมโพสต์ภาพงานเลี้ยงระดมทุน กปปส.และสายยางรัดข้อมือลายธงชาติให้ผู้ร่วมงาน ที่จัดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ทั้งนี้ แกนนำ กปปส.รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีการให้ข่าวว่ายกเลิกการจัดงานดังกล่าวที่กำหนดจัดในวันที่ 14 มิ.ย. เพราะอาจขัดคำสั่ง คสช. เรื่องชุมนุมเกิน 5 คน แต่ปรากฏว่ามีผู้ที่ซื้อบัตรบางคนเดินทางไปยังแปซิฟิค คลับ สถานที่จัดงานและได้พูดคุยกับนายสุเทพ จึงต้องทบทวนและเลื่อนจัดงานในวันที่ 21 มิ.ย. โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 70 คน ที่จะทานข้าวกับนายสุเทพโดยเสียค่าบัตรรายละ 10,000 บาท โดยหักค่าใช้จ่ายจัดงานโต๊ะละ 3,000 บาท ทำให้การจัดงานครั้งนี้ได้เงินระดมทุน 700,000 บาท เพื่อช่วยผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวในโรงพยาบาลและตั้งมูลนิธิฯดังกล่าว

แกนนำชิ่งปัดข่าวใช้ 1.4 พันล้าน

ด้านนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวถึงเรื่องเดียวกันโดยยอมรับว่า ส่วนตัวไม่ได้เดินทางไปร่วมงานดังกล่าว เนื่องจากภารกิจในพื้นที่ ขณะที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ แนวร่วม กปปส. กล่าวว่า ไม่ได้เดินทางไปร่วมงานดังกล่าว ส่วนเรื่องที่มีการระบุว่า ใช้เงินทุนเคลื่อนไหวราว 1,400 ล้านบาท ตนไม่ทราบ เพราะมาทำงานแค่เรื่องวิชาการเพียงอย่างเดียว

กสม.แจงสื่อเทศปมละเมิดสิทธิ

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เวลา 19.00 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คณะกรรมการนิติศาสตร์สากลและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จัดงานแถลง “หนึ่งเดือนหลังรัฐประหาร สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย” เพื่อชี้แจงกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดย นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กล่าวว่า เรื่องที่กรรมการสิทธิฯได้รับการร้องเรียนมีหลายๆประเด็น อาทิ กระบวนการรายงานตัวไม่ได้แจ้งให้ครอบครัวหรือญาติทราบ ญาติไปเยี่ยมไม่ได้ มีความกังวลว่าเป็นอยู่อย่างไร บางคนไร้ข่าวคราวเช่นกรณี น.ส.กริชสุดา คุณะแสน ที่ถูกจับที่ จ.ชลบุรี การควบคุมตัวคนที่เห็นต่างกับ คสช. อย่างการกินแซนด์วิช ชู 3 นิ้ว และเรื่องความผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นการค้นข้อมูลจากโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ เป็นการกล่าวหาย้อนหลัง ขณะที่การกล่าวหาคดีต่างๆ หลังวันที่ 22 พ.ค. พลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร แม้จะมีทนายความได้ แต่ก็มีแค่ศาลเดียว ไม่มีอุทธรณ์หรือฎีกา รวมไปถึงประเด็นการที่ผู้ถูกคุมขังเรียกร้องการประกันตัว และญาติที่มาติดต่อก็ถูกเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปไว้ สำหรับการเข้าจับกุมของคนที่แสดงความเห็นต่าง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้กฎอัยการศึกมาแก้ไข เพราะจะทำให้เกิดปัญหา แต่ คสช. ต้องยอมรับประสิทธิภาพในการแสดงความเห็นต่าง ซึ่งเราจะสรุปปัญหาเหล่านี้เสนอหัวหน้า คสช.

ชงเลิกอัยการศึก–จับคนค้าน

ด้าน น.ส.เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ตัวแทนจากศูนย์ทนายความฯ กล่าวว่า ข้อเสนอของศูนย์ทนายความฯคือ ขอให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ยกเลิกมาตรการปิดกั้นสื่อทุกชนิด ยุติการควบคุมตัวตามกฎ อัยการศึกและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยสงบ ยกเลิกบังคับบุคคลมารายงานตัว ยกเลิกดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ใช้มาตรการควบคุมตัวเท่าที่จำเป็นและผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ถือเป็นนักโทษการเมือง ควรถูกคุมขังในสถานที่ที่เหมาะสม

อ้างจะปล่อย “กริชสุดา” 24 มิ.ย.

ต่อมา นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงกรณี น.ส.กริชสุดา คุณะแสน ที่ถูกทหารควบคุมตัวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจากฝ่ายทหารกรณีที่มีข่าวว่า น.ส.กริชสุดาเสียชีวิตแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง และทราบว่าจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยเจ้าตัวอยู่พร้อมกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม เป็นข้อมูลที่ตนได้รับมา และจะต้องมีการติดตามต่อไปว่า น.ส.กริชสุดาจะได้รับการปล่อยตัวจริงหรือไม่อย่างไร

24 มิ.ย. 2557 07:48 24 มิ.ย. 2557 07:49 ไทยรัฐ