วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ภูฏาน...สายน้ำที่กำลังไหลผ่าน

ภูฏาน...สายน้ำที่กำลังไหลผ่าน

  • Share:

กว่า 30 ปีที่แล้ว ประเทศภูฏานได้รับยกย่องให้เป็นเพชรหิมาลัยที่งดงามบริสุทธิ์วาววาม ผมมาภูฏานครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว และจากนั้นก็แวะเวียนมาเสมอๆ อย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย แม้ว่ารสชาติของอาหารที่เมืองนี้จะไม่ถูกปากนักหรือพูดชัดๆ ว่าไม่ถูกปากเลยก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะเรื่องกินไม่ใช่เรื่องใหญ่โตของผม เมื่อรู้ตัวว่ากินไม่ได้ ผมก็จะขนของกินส่วนตัวติดมาด้วยทุกครั้ง ทุกวันนี้ก็คิดแต่เพียงว่า เราจะกินเพื่ออยู่เท่านั้น 

หรือเรื่องของโรงแรมที่พักที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหามากมายอะไรอีกเช่นเดียวกัน เพราะใครๆ ที่จะไปประเทศนี้ล้วนแต่ก็รับรู้และเข้าใจดีมาก่อนแล้วว่า โรงแรมที่ภูฏานมีแต่แบบแพงสุดหล้าฟ้าดินไปเลย หรือมิฉะนั้นก็เป็นแบบไร้ดาว หาแบบกลางๆ ไม่ค่อยเจอ ถ้าอยากพักดีหน่อยแบบสี่ดาว ก็ต้องพักสี่คืน คือคืนละดาว....5555 ลำพังตัวผมเองก็จับตัวเองยัดลงไปในที่พักแบบต่างๆ ได้ทุกที่ทุกราคาตามวาระและโอกาสที่เอื้ออำนวย 

ส่วนปัญหาที่คนไทยชอบบ่นกันมากๆ คือเรื่องถนนหนทางที่ยากลำบากหรือคดเคี้ยวเลี้ยวลดชนิดที่เรียกว่าเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตามไหล่เขาและหน้าผาสูงชันโดยตลอด ซึ่งสำหรับตัวผมเองแล้วก็คิดเอาเองง่ายๆ ว่า ถ้าจะมาเที่ยวประเทศเค้า ก็ต้องยอมรับสภาพทุกอย่างที่เป็นไปในประเทศของเค้า เพราะเราตั้งใจที่จะมา "เที่ยว" ชม ดังนั้นอะไรที่เป็นเค้า ก็ต้องเข้าใจในความเป็นไปและยอมรับให้ได้ หากอยากเจอถนนดี ลาดยางหรือลาดซีเมนต์เรียบกริบ เส้นทางสะดวกสบายไม่คดไม่โค้ง ก็ต้องไปเที่ยวประเทศอื่นแทน

ภูฏาน เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว กับภูฏานวันนี้ สำหรับคนที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก และเคยแต่สัมผัสกับประเทศนี้เพียงแค่จากการดูรูปถ่ายหรือภาพยนตร์ อาจไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง และคงจะบังเกิดความตื่นตาตื่นใจอย่างตะลึงพรึงเพริศต่อภาพรวมทั้งหมดที่ปรากฏต่อสายตา นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าผ่านบันไดของเครื่องบินลงมาแตะพื้นแผ่นดินภูฏานเลยทีเดียว เพราะยูนิฟอร์มหรือเครื่องแบบของพนักงานการท่าฯ ของเค้าที่ออกมาปฏิบัติงานบนลานบินก็เป็นชุดประจำชาติที่เรียกว่า "โค" แทนที่จะเป็นชุดเสื้อกางเกง หรือชุดหมีอย่างที่เจ้าหน้าที่ของทุกๆ สนามบินในโลกเค้าแต่งกัน พูดง่ายๆ ก็คือถ้าที่สนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมืองของเราให้เจ้าหน้าที่บนลานบินใส่โจงกระเบนออกมาปฏิบัติงาน ก็คงเป็นที่ (แตก) ตื่นตา (แตก) ตื่นใจกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาผ่านประเทศไทยของเราอย่างแน่นอน

แต่สำหรับคนที่เดินทางมาภูฏานบ่อยๆ เช่นผม ได้พบว่าประเทศนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนนับตั้งแต่ลมหายใจแรกที่ออกจากเครื่องบิน คือบ้านเรือนที่ตั้งอยู่รายรอบสนามบิน และตลอดเส้นทางเข้าสู่ตัวเมือง จากเดิมที่เคยเป็นอาคารอยู่อาศัยขนาดเล็ก กว้างใหญ่แค่เพียงพอกับครอบครัว มีรูปแบบเป็นอาคารทรวดทรงประเพณีนิยมแบบโบราณ ผนังบ้านฉาบดินผสมขี้วัว ทาทับด้วยสีขาวจากปูนขาว หลังคาเป็นแผ่นไม้กระดานยาวๆ ปูทอดลงมาจากสันหลังคา และไม่ตอกตะปู แต่ใช้ก้อนหินมนๆ ขาดใหญ่ร่วมๆ ลูกฟุตบอลวางทับไว้ มองไปเหมือนมีก้อนหินโปรยปรายอยู่เต็มหลังคาบ้าน แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นหลังคาสังกะสีแทบจะถ้วนทั่วทุกตัวอาคาร 

จากการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ทำให้รูปแบบอาคารดังกล่าวเกือบไม่เหลือให้เห็นในพื้นที่โดยรอบสนามบินอีกแล้ว กลายเป็นอาคารใหญ่โตที่ให้เช่าอยู่กันหลายครอบครัวในเชิงพาณิชย์ แม้ว่าตัวบ้านจะพยายามรักษารูปแบบดั้งเดิม แต่จากขนาดของตัวอาคารที่ขยายให้ใหญ่โตมโหฬารขึ้น เพื่อรองรับสิ่งที่เรียกว่า "ความเจริญ" ทำให้สเกลหรือสัดส่วนของตัวอาคารผิดไป จากเคยสวยงาม กลายเป็นแลดูตลกไปแทน แม้แต่วัสดุที่ใช้ฉาบผนังบ้านแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนเป็นการฉาบปูนซีเมนต์ ร่องรอยการฉาบจากที่เคยฉาบด้วยมือเปล่า ทำให้ผนังไม่เรียบนัก แลดูมีมิติและมีมนต์ขลัง ก็กลายเป็นการฉาบด้วยเกรียงที่เรียบกริบ ผิดวิสัยจารีตของการปลูกสร้างอาคารแต่ดั้งเดิม ยิ่งผ่านเข้าไปดูส่วนมุมของตัวอาคารสมัยใหม่แต่ละหลัง ที่แต่เดิมเป็นมุมที่เกิดจากความพยายามที่จะให้เป็นมุมโดยการใช้มือฉาบบวกกับความพยายามที่จะ "ปั้น" ให้เป็นมุม ทำให้มุมอาคารโบราณทั้งหลายมีความคดโค้งมนมามนไปอย่างมีเสน่ห์เหมือนคนหนุ่มคนสาวที่ไร้มายา แลดูซื่อใส กลับกลายเป็นมุมอาคารที่ "จับเฟี้ยม" จนคมกริบ ตรงแน๋ว เหมือนหนุ่มสาวกร้านโลกในสังคมมายาของหลายต่อหลายประเทศ ที่เรียกตัวเองว่า "พัฒนา" แล้ว ช่างน่าเสียดาย "มนต์ขลัง" ที่กำลังจางหายไปเหลือเกิน

ครั้นเมื่อผ่านเข้าสู่ตัวเมืองหลวงคือนครทิมปู ก็จะยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น เช่นการทำบาทวิถีหรือฟุตปาธตามข้างถนน แถมยังมีการทาสีเหลือง-ดำหรือสีขาว-ดำบ้างไปตลอดเส้นทาง เพื่อให้แลดูเป็น "เมืองศิวิไลย์" ในสายตาของคนภูฏาน จากเดิมที่เคยเป็นทางเดินเท้าเลียบชายขอบถนนที่มีก้อนกรวดบ้าง ก้อนหินบ้างโผล่มาให้เห็นเป็นระยะ บางครั้งมีต้นหญ้าที่แย้มดอกแปลกๆ แซมอยู่ทั่วไป 

ประเทศภูฏานเพิ่งอนุญาตให้มีสถานีโทรทัศน์และระบบอินเทอร์เน็ตเมื่อปี พ.ศ.2542 หรือเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมานี้เอง ความเงียบสงบภายในห้องพักของโรงแรม ภัตตาคารร้านอาหารต่างๆ เริ่มถูกรุกรานโดยโทรทัศน์ที่คนภูฏานกำลังเห่อ ภายในร้านอาหาร หรือห้องอาหารของโรงแรมและบางครั้งลามไปถึงล็อบบี้ ต่างก็เปิดโทรทัศน์กันถ้วนทั่วอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่สนใจว่านักท่องเที่ยวอยากดูหรือไม่ แต่โทรทัศน์คือส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ที่สำแดงความเป็น "อารยะ"

คนภูฏานจากเดิมที่เคยเข้าวัดเข้าวากันทุกเพศทุกวัย กลับกลายสภาพไปเหมือนเมืองไทยของเราเข้าไปทุกที นั่นคือตามวัดวาอารามเริ่มเหลือให้เห็นแต่คนแก่คนเฒ่าที่ยังคงแวะเวียนไปสวดมนต์ เดินจงกรม กราบพระ ตามเดิมในขณะที่คนหนุ่มคนสาว และวัยรุ่นพากันสิงห์สถิตย์อยู่หน้าจอทีวี และพยายามปรับตัวทุกวิถีทางให้เป็นไปตามวิถีตะวันตกที่ตนได้เห็นจากจอ โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือ "มายา" หรือ "มนต์ดำ" ที่ปิศาจร้ายกำลังเป่าสะกดพวกเค้าให้หลงใหลได้ปลื้ม

สิ่งชั่วร้ายที่เข้ามาสู่ภูฏานพร้อมๆ กับโทรทัศน์คือยาเสพติด แต่เดิมต้นกัญชาเป็นเพียงวัชรพืชที่ขึ้นงอกงามทั่วไปทั้งประเทศ รู้จักและรับรู้กันแต่เพียงว่าเป็นยารักษาโรคสำหรับวัว ควายและสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหมูที่มีการการป่วยและเครียด เมื่อให้ "หญ้า" ชนิดนี้เข้าไปจะมีอารมณ์ดีไม่อาละวาด แต่จากสื่อทางโทรทัศน์ต่างๆ ทำให้วัยรุ่นต่างพากันนำกัญชามาสูบกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนรัฐบาลต้องกระทำการที่เรียกว่า "วัวหายล้อมคอก" ด้วยการออกกฎหมายให้กัญชาเป็นยาเสพติด และผิดกฎหมาย ต้องมีการกะเกณฑ์ประชาชนทุกชุมชนหมู่บ้านออกมาช่วยกันถากถางและกำจัดต้นกัญชา นี่เป็นตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเป็นไปในประเทศนี้

ถนนหนทางที่เป็นเส้นทางคมนาคมสัญจรไปมาของภูฏาน ถูกพัฒนาขึ้นจากเส้นทางเดินเท้าและคาราวานของม้า ลา ล่อ ผ่านป่าเขาลำห้วยลำธาร ให้เป็นเส้นทางลูกรังเพื่อให้รถยนต์วิ่งไปมาได้ในราวปี พ.ศ.2518 และได้เริ่มลาดยางเพื่อความสะดวกในราวปี พ.ศ.2520-2530 นี่เอง เป็นถนนที่มีเสน่ห์ในตัวของมันเองมาก เพราะเป็นถนนแคบๆ ที่รถราต่างๆ แทบจะสวนกันไม่ได้ จำเป็นต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบี่ยงหยุดข้างทาง รอให้อีกฝ่ายหนึ่งผ่านไปก่อน จึงหมุนล้อออกมาวิ่งบนเส้นทางเต็มๆ ได้ เป็นระบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างมาก ตลอดเส้นทางอันน่าหวาดเสียวจะมีข้างหนึ่งเป็นภูเขาหรือหน้าผาสูงชันขึ้นไป ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็นหุบเหวลึกชนิดที่ไม่กล้าชะโงกหน้าออกไปมองเลย เพราะมองไม่เห็นก้นเหวเลยแม้แต่เงารางๆ ตลอดเส้นทางเหล่านี้จะถูกปกคลุมด้วยป่าไม้และพืชพันธุ์อันหนาทึบ เรียกว่า "ต้นไม้มีขน" เพราะมันชื้นฉ่ำจนมอสและเฟิร์นขึ้นคลุมลำต้นและกิ่งก้านจนแทบไม่เหลือหลอ มาบัดนี้ได้มีการขยายถนนให้กว้างใหญ่ตลอดเส้นทางจากเมืองทิมปูอันเป็นเมืองหลวง ไปสู่เมืองปูนาคาอดีตราชธานีเก่าที่รุ่งเรืองด้วยอารยธรรมอันงดงาม เสียงใบเลื่อยไฟฟ้าดังกระหึ่มป่าเพื่อตัดโค่นต้นไม้เก่าแก่ที่มีอายุแก่กว่าปูย่าตายายของคนตัดหลายชั่วอายุคน รถแบ็กโฮและแทรกเตอร์ไล่ขุดไถภูเขาและหน้าผาข้างทางถล่มทลายลงมากองกระจายอยู่ตลอดเส้นทาง ผมเห็นแล้วนึกถึง "ซากศพของธรรมชาติ" ที่ถูกน้ำมือของมนุษย์กระทำการฆาตกรรม ดอกไม้ป่า ดอกหญ้าข้างไหล่ทางไม่มีเหลือเลยแล้วสำหรับเส้นทางสายนี้ในวันนี้

ผมไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกับความเจริญและการพัฒนาประเทศ แต่กำลังคิดด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดว่ามันมีหนทางอื่นที่ดีกว่านี้ในการ "พัฒนา" มั้ยเท่านั้น 

ผมเขียนบทความนี้ด้วยความรักประเทศภูฏานอย่างสุดขั้วหัวใจ อยากฝากไปบอกกับรัฐบาลภูฏานว่า นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกเค้าอยากเห็นภูฏานอย่างหนุ่มสาวที่ไร้เดียงสา ใส ซื่อ บริสุทธิ์ที่แฝงความฉลาดทันคนไว้ข้างใน และเชื่อแน่ได้ว่านักท่องเที่ยวทุกคนที่ยอมเสียเงินจำนวนมากเพื่อจะมาท่องเที่ยวประเทศนี้ ต้องไม่มีใครอยากเห็น "หนุ่มกร้าวสาวกร้าน" ที่ก๋ากั่น แฝงความเจ้าเล่ห์เพทุบายเหมือนกับหลายๆ ชาติที่เร่งพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเม็ดเงินตามวิสัยประเทศทุนนิยม ที่มองวัตถุสำคัญกว่าจิตใจ เช่นประเทศไทยเป็นต้น โดยลืมไปว่ารากเหง้าของวัฒนธรรมที่เป็นตัวของตัวเอง เช่นการแต่งกาย สถาปัตกรรม วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นของที่มีค่าที่สุดยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองทั้งหลายทั้งปวง สามารถทำเงินให้กับประเทศภูฏานได้ชั่วกัปชั่วกัลป์ไม่จบสิ้น เรียกว่ามีกินกันไปจากการท่องเที่ยวเกินเจ็ดชั่วโคตรแน่นอน แต่หากว่าภูฏานได้ปรับเปลี่ยนไปตามแบบประเทศไทย ที่มุ่งจะสร้างแต่ความสะดวกสบายให้กับนักทีองเที่ยว และเรียกการเปลี่ยนแปลงนั้นว่า "การพัฒนา" ผมมั่นใจเลยว่าไม่เกิน 10-15 ปี ก็จะหมดความหมายไปจากประเทศที่อุดมด้วยวัฒนธรรม และกลายเป็นเพียงแค่ประเทศทุนนิยมธรรมดาๆ ประเทศหนึ่งเท่านั้น 

ภูฏานวันนี้กำลังเดินทางมาสู่ทางแยกระหว่างการพัฒนาไปสู่โลกสมัยใหม่ กับการพัฒนาแบบช้าๆ แต่ยั่งยืน แม้ว่ารัฐบาลภูฏานเองจะประกาศกร้าวถึงแนวทางการพัฒนาประเทศตามแบบแผนของตนเอง แต่จากภาพที่นักท่องเที่ยวปัจจุบันได้พบเห็นมันสวนทางกับคำประกาศอย่างชัดเจน ผมจึงได้แต่ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงของประเทศภูฏาน ได้โปรดคุ้มครองให้ประเทศภูฏานเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้องและเป็นเพชรประดับหิมาลัยที่ไม่ร้าวรานเหมือนประเทศอื่นๆ ในแถบหิมาลัยเดียวกันต่อไปอีกนานแสนนาน

เผ่าทอง ทองเจือ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้