วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นับหนึ่งปรองดอง แก้ปัญหาคอร์รัปชัน

โดย

เวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย ครั้งที่ 12 เรื่อง “ข้อเสนอแผนการปฏิรูปสำหรับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลเฉพาะกาล” โดยนักวิชาการ ภาคีกลุ่มปฏิรูปการเมือง และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมเสวนา เมื่อไม่นานมานี้

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) บอกว่า กรอบประเด็นการปฏิรูปประเทศในความเห็นภาคีเครือข่าย

ในเบื้องต้น ระยะเวลา 3 เดือนแรกที่ คสช.มีอำนาจต้องตัดสินใจและกำหนดกรอบระยะเวลาการปฏิรูปประเทศว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าใด...

แต่ต้องไม่เกินในกรอบระยะเวลา 1 ปีครึ่ง

“หากไม่รีบกำหนดกรอบระยะเวลา ก็จะทำให้ลากเวลาไปยาวขึ้น แรงกดดันก็จะเพิ่มมากขึ้นตามมา ขณะเดียวกันทางภาคีเครือข่ายต่างๆ ก็จะเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปต่อ คสช.แบบคู่ขนานไปด้วย”

ระยะเวลาการปฏิรูปประเทศไม่เกิน 1 ปีครึ่งของ คสช. นพ.พลเดช มองว่าอาจมีเวลาน้อยเกินไป การจะทำให้เสร็จหมดทุกเรื่องคงเป็นไป

ได้ยาก เบื้องต้น...อยากให้รีบเร่งปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 4 เรื่อง คือ...

1.การปฏิรูปการเมือง

2.การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

3.การกระจายอำนาจ

4.การปฏิรูปตำรวจ ให้เป็นเพียงตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมมักให้อำนาจแก่ตำรวจเป็นอย่างมาก เกิดความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นตามมา

เธียรวิชย์ วงศ์นรวีย์ หรือ แดง สุราษฎร์ ตัวแทนกลุ่มอภิวัฒน์ใหม่ เสริมว่า การปฏิรูปในรอบนี้ต้องไม่ใช่การมุ่งหวังเพียงเพื่อการปฏิรูป

การเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องมีการนำเสนอการปฏิรูปทั้งระบบ ที่เสมือนกับการเสนอเป็นประติมากรรมร่วมสร้างที่อยู่ในรูปแบบการเมืองแบบอุดมคติ คือการแจกแจงแบ่งปันทรัพยากรและสิ่งมีคุณค่าในสังคมอย่างเป็นธรรม

วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น เราต้องยึดหลักสำคัญ “ประชาชนคือองค์อธิปัตย์”...เป็นเจ้าของสูงสุดในรัฐในรูปแบบ “สภานโยบายแห่งชาติ” บทบาทหลักคือ ให้สภาเป็นที่รวมอำนาจของประชาชน กำหนดทิศทางของประเทศทั้งหมด แล้วตัดวงจรนักการเมืองออกไป โดยมาจากตัวแทนปวงชนชาวไทยทุกกลุ่มฝ่าย

ขณะที่สภานิติบัญญัติก็ให้คงไว้เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ส่วนตุลาการก็คงไว้เช่นเดิม...ความเป็นประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในขณะนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดตามความเป็นจริงก็คือประชาชนอยู่ดีกินดีต่างหาก ที่สร้างความสุขให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

สำหรับประเด็นการปฏิรูประบบตรวจสอบขจัดทุจริต วสันต์ ภัยหลีกลี้ กลุ่มธรรมศาสตร์อภิวัฒน์ สะท้อนว่า เหตุผลที่ปฏิรูปเนื่องจากที่ผ่านมา ปัญหาการทุจริตรุนแรงมาก สมัยก่อนโกงกันเพียงเล็กน้อย โกงกันแบบตามน้ำ แต่เดี๋ยวนี้โกงกันแบบเหนือเมฆมโหฬาร โกงกันชนิดแบบทำชาติล่มจมกันเลย

คำถามมีว่า...ปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์? สิ่งแรกผู้นำต้องมีความแน่วแน่ในการปฏิรูป

ยกตัวอย่างประเทศจีน มีความแน่วแน่ในการปฏิรูปเป็นอย่างมาก การตัดสินคดีทุจริตคอร์รัปชันจะไม่ไว้หน้าข้าราชการระดับสูงเลย ถ้าประเทศจีนไม่ใช้วิธีนี้ พรรคคอมมิวนิสต์อยู่ไม่ได้แน่นอน เพราะหากไม่มีความแน่วแน่...ก็จะเกิดการเหลื่อมล้ำ มีอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยมากขึ้น ขณะที่คนส่วนใหญ่มีความเสียเปรียบ

วสันต์ ย้ำว่า อยากเสนอ คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด หากจะปฏิรูปเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันต้องตั้งเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และทำการเพิ่มโทษคดีทุจริตให้เป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรง โดยที่ไม่มีอายุความ

“เปิดตัวกองทุนปราบการโกงขึ้นมาโดยเฉพาะ รวมถึงใช้มาตรการทางภาษี เช่น ให้มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลังไป 10 ปีกับผู้ที่มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่ออุดช่องว่างเรื่องบัญชี...ทรัพย์สิน หากทรัพย์ที่ทำการตรวจสอบไม่สามารถระบุถึงที่มาได้ ก็ขอให้ยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดิน”

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เสริมว่า วันนี้เมื่อเราถามนักธุรกิจที่ทำธุรกิจในเมืองไทย พบตัวเลขที่ต่างก็รับรู้กันว่า มีถึงร้อยละ 75 ที่เคยจ่ายใต้โต๊ะให้กับข้าราชการ...นักการเมือง

ยังพบด้วยว่า...สิ่งที่เลวร้าย คือ เป็นการเข้าขั้นเลวร้ายมาก เพราะมีการวางแผนกันสลับซับซ้อน ทั้งข้าราชการระดับสูงร่วมกับนักการเมือง ยิ่งเป็นการร่วมกันบั่นทอนเป็นอย่างมาก

ดร.มานะ บอกว่า การทุจริตพัฒนาไปมาก เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจะพบในรูปแบบการเรียกรับส่วนแบ่งเมื่องานเสร็จแล้ว โดยจะขอ 5-10 เปอร์เซ็นต์ในช่วงก่อนส่งมอบงาน ต่อมา...ประมาณช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พัฒนาไปสู่การเรียกเจรจาก่อนจะทำงาน โดยถ้าเป็นงานเล็กๆจะเป็นข้าราชการระดับกลางเข้ามาเป็นคนเจรจา

“...แต่มาวันนี้ ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ คนระดับอธิบดีจะมาเจรจา มาบอกตัวเลขตายตัว...สูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ขอต่อรองไม่ได้...ลดไม่ได้ ด้วยเหตุผลนักการเมืองจะเล่นงาน หรือจะหาว่าอธิบดียักยอกไว้เอง...ซึ่งถ้าระดับนี้มาเจรจา เชื่อว่าหากเรื่องดังขึ้นมา เรื่องคงไม่ถึงนักการเมือง เพราะจะถูกตัดตอนที่อธิบดี”

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็อยากถามว่า...ข้าราชการระดับผู้ใหญ่ที่กระทำการชั่วร้ายแบบนี้ ไม่อายต่อสังคมแล้วหรือ แต่ก็ยังดีที่พบว่า ประชาชน 87 เปอร์เซ็นต์...อยากมีส่วนร่วมในการต้านคอร์รัปชัน

วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้เราก็เห็นกันแล้วว่า ปัญหาคอร์รัปชันเป็นตัวกัดกร่อนสังคมไทยขนาดไหน หากเรายังนิ่งเฉยประเทศของเราจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ

“วันนี้คนในสังคมจะต้องบอกให้รู้ว่า...ถ้ามีคนโกงอยู่ร่วมด้วย จะต้องกล้าที่จะพูด ตะโกนออกมา เพื่อให้คนอื่นรับรู้ เพราะถ้าทุกคนกล้า ถ้าทุกคนช่วยกันพูด จะไม่มีใครกล้ามาทำลาย แต่ถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ใคร...คนคนนั้นจะลำบาก ถึงเวลานี้ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อประโยชน์ของพวกเรา”

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันได้เสนอแนวทางไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ดำเนินการปฏิรูปมาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย พร้อมทั้งมีการเสนอให้กำหนดบทลงโทษผู้ที่ทำการทุจริตคอร์รัปชันให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วย...

“อาจจะเป็นการจำคุกตลอดชีวิต การตัดสินโทษประหารชีวิต และกำหนดให้คดีร้ายแรงไม่มีอายุความ สามารถเรียกคดีมาสืบสวนและนำตัวคนผิดมาลงโทษได้ตลอดเวลาที่คนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่...

รวมทั้งการออกกฎหมายให้สามารถจับคนทุจริตที่ลี้ภัยไปต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีได้ด้วย ซึ่งประเทศไทยได้ทำข้อตกลงเรื่องนี้

ไว้กับทางองค์กรระดับโลกแล้ว รอแต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ประเทศไทยจะประกาศใช้ได้เมื่อไหร่...ตอนนี้คงต้องฝากเรื่องนี้ไว้กับ คสช.”

ทั้งหมดนี้จะเป็นหนึ่งในแนวทาง “ปฏิรูป” ที่รวมถึงเรื่องการปฏิรูประบบการเลือกตั้งด้วยว่าจะทำอย่างไร ถ้าจะเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่แทนประชาชน...ที่เปี่ยมไปด้วยความโปร่งใส ทำงาน โดยยึดมั่นหลัก ธรรมาภิบาล...มีความรับผิดชอบ...และสำนึกรู้ชอบชั่วดี.