วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤตหนังไทย ‘ทุนต่ำ-เส้นเล็ก’ ต้นเหตุเด้งหลุดโปรแกรมจริงหรือ

จากข่าวคราวของหนังเรื่อง "ศรีธนญชัย 555+" ที่ทำรายได้ไม่เข้าเป้าจนถูกถอดออกจากโปรแกรมหลังเข้าฉายถึงขนาดผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้จะกระโดดตึกฆ่าตัวตายจนกลายเป็นข่าวเกรียวกราว แม้ภายหลังจะมีข่าวออกมาเป็นระยะว่าเรื่องนี้อาจเป็นเพียงการสร้างกระแสให้หนัง แต่ข่าวนี้ก็สะกิดความสนใจของ "บันเทิงไทยรัฐ ออนไลน์" ว่าหนังนอกกระแส หนังอินดี้ หนังฟอร์มเล็ก หนังทุนต่ำ มีโอกาสลืมตาอ้าปากน้อยมากในวงการหนังไทยเพราะถูกจำกัดโรงฉายจริงหรือ... 

หนึ่งในผู้กำกับหนังนอกกระแสหรือที่ใครหลายคนให้นิยามสั้นๆ ว่าหนัง "อินดี้" อย่าง "ภาม รังสี" ที่เคยมีผลงานกำกับภาพยตร์อย่าง "โลงจำนำ, เมนูของพ่อ, สยองสองบรรทัด" และล่าสุดกับ "THE END" คุยกับเราถึงเรื่องนี้เมื่อถามเขาว่านี้คือเรื่องจริงของวงการหนังไทยใช่หรือไม่ "เป็นธรรมดาครับจะบ้านเราหรือบ้านเขา ทุกบ้านก็ต้องการเงินมาหล่อเลี้ยง" ผู้กำกับหนังอินดี้ชื่อดังเปิดฉากคุยกับเราด้วยประโยคอินดี้แฝงความแอ็บสแตร็กส์ตามสไตล์หนังของเขา ก่อนจะขยายความให้เราฟังว่า "ในวงการหนังไทยในฐานะที่ผมเป็นผู้จัดจำหน่ายเองด้วย จะหนังเล็กหนังใหญ่เขามีโรงฉายให้หมดอยู่แล้ว แต่สุดท้ายคำตอบก็คือรายได้ของหนัง มันก็ห้ามเขาไม่ได้ ใครเขาก็ต้องการเงินมาหล่อเลี้ยงธุรกิจของเขา โรงภาพยนตร์เขาก็ต้องดูในเรื่องยอดรายได้ เรื่องไหนที่ไม่สร้างรายได้เขาก็ต้องผลักออกจากโปรแกรม"

เรื่องจริงอย่างหนึ่งที่คนทำหนังหนังต้องยอมรับ ก็คือเมื่อหนังทำเสร็จกลุ่มคนที่ร่วมมือกันสร้างหนังมาจะคิดว่าหนังเราดี "แต่คุณต้องไม่ลืมว่ามันอาจจะดีแค่ในคนกลุ่มเราเท่านั้น" ภาม ย้ำให้เราฟัง "เพราะฉะนั้นคนทำหนังจะไม่มีทางรู้หรอกว่าคนดูแสนคนล้านคนเขาชอบแบบคุณหรือไม่ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องไม่ตัดออกจากวิธีการคิดของคนทำหนัง"

หากหนังคุณดี แต่ไม่โดนหรือว่าง่ายๆ ไม่ถูกจริตคนดู เพียงแค่ 3-4 วันถ้ายังไม่สามารถสร้างยอดรายได้ให้เป็นที่น่าพอใจ ภาพยนตร์เรื่องนั้นหนีไม่พ้นคำว่า "โดนสั่งถอดออกจากโรง"

ถึงตรงนี้อาจสงสัยกันว่ามีกำหนดหรือไม่ว่าต้องได้รายได้เท่าไหร่ถึงจะดวงแข็งไม่หลุดโปรแกรม "ภาม" บอกกับเราว่า "อันนี้คือปัญหาที่คนทำหนังต้องเจอเพราะมันจะแล้วแต่โปรแกรมมิ่ง" 

กระบวนการทำภาพยนตร์หนึ่งเรื่องหลังจากจบกระบวนการผลิตแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการคุยกับบริษัทผู้จัดจำหน่าย ถ้าฝ่ายผู้จัดจำหน่ายดูหนังแล้วชอบก็จะเป็นโปรกเกอร์กลางไปคุยกับ "โปรแกรมมิ่ง" ของโรงภาพยนตร์ในเครือ

โปรแกรมมิ่งคืออะไร? โปรแกรมมิ่งคือคนที่จะดูหนังที่มีเข้ามานำเสนอและจะเป็นคนตัดสินใจว่าเรื่องนี้มีความน่าสนใจมากพอที่จะได้ลงฉายกี่โรงภาพยนตร์ น่าสนใจน้อยก็เอาไปแค่ 3 โรงภาพยนตร์ น่าสนใจมากก็จัดเต็มแต่ถ้าฉายๆ ไปแล้วรายได้ไม่เข้าตาก็จะโดนลดโรงฉายลง ซึ่งตรงนี้นี่แหละเป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการสร้างที่จะเป็นผู้ต่อรองในการขอเพิ่มโรงภาพยนตร์เข้าฉาย "อันนี้ผมพูดถึงผู้อำนวยการสร้างรายเล็กนะ หลายใหญ่ๆ อย่างผู้อำนวยการสร้างของ GTH ของสหมงคลฟิล์มเขาไม่จำเป็นต้องลงไปคุยเอง"

ข้อมูลจาก "ภาม รังสี" ทำให้เรารู้ว่า หนังที่จะได้ยืนโรงอยู่ทั้งอาทิตย์ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศต้องเป็นภาพยนตร์ระดับบ๊อกออฟฟิศ ถ้าเป็นภาพยนตร์ไทยต้องยกให้ ค่ายสหมงคลฟิล์ม GTH M39 เท่านั้นเองที่จะสามารถอยู่ได้นานเพราะค่ายเหล่านี้มี "สายป่านมหาศาล"

คุยกันถึงตรงนี้เราตัดสินใจถามกับ "ภาม รังสี" สายป่านที่ว่ารวมไปถึงเรื่องเส้นสายด้วยหรือไม่ ค่ายหนัง "เส้นเล็ก" เลยเกิดยาก "ถ้าพูดถึงการดูจากความน่าสนใจของหนังไม่มีเรื่องเส้นสายหนัง อยู่ที่หนังคุณจะน่าดูแค่นั้น"

แต่ "ภาม" บอกกับเราต่อว่า "แต่ที่เห็นชัดเจน คือค่ายหนังต่างๆ ก็จะเป็นบริษัทลูกของเครือข่ายโรงภาพยนตร์ อย่าง M39 ก็เป็นบริษัทลูกของคุณวิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของเมเจอร์ สหมงคล ก็ในเครือเมเจอร์ เอ็มพิคเจอร์ ก็ในเครือเมเจอร์ เว้น GTH ที่ถึงคุณวิสูตรจะเป็นพี่น้องกับคุณวิชา แต่เขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันในตรงนี้ เพราะอะไร GTH เขาถึงยืนโรง ก็เพราะของเขาดีจริงไง"

การที่หนังไทยแต่ละค่ายได้ยืนโรงฉายนานแตกต่างกันไป ก็มีเหตุผลรองรับ ค่ายใหญ่ "สหมงคลฟิล์ม" มักจะได้โรงเครือใหญ่ๆ ก่อนเพราะสหมงคลนำเข้าหนังต่างประเทศเยอะและหนังไทยของค่ายใบโพธิ์ก็มีความสามารถทำให้โรงภาพยนตร์ต่างๆ มีเม็ดเงินเข้ามามากมายมหาศาลมาก่อน ฝั่ง "GTH" ไม่ต้องพูดถึงทำเงินเกือบทุกเรื่อง

"เพราะฉะนั้นโรงภาพยนตร์เขาก็ต้องให้เกียรติคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข และมีโอกาสทำให้โรงเขามีรายได้ ตรงนี้เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องของเส้นสาย"

แต่ถ้าถามว่า "เส้นสาย" มีหรือไม่คำตอบคือมี...แต่น้อยมาก "เพราะโปรแกรมมิ่งทุกคน มันเอาคอไปพาดเขียงกันมาเยอะแล้ว ปล่อยให้หนังเรื่องไหนที่ไม่ทำเงินยืนโรงฉาย โปรแกรมมิ่งมันก็โดนโรงหนังซึ่งเป็นนายจ้างมันด่าว่า ก่อนจะเอาหนังมาเข้ามึงไม่ได้ดูหนังเลยเหรอวะ ปล่อยให้เข้ามาฉายให้เปลืองแอร์ทำไม"

ดังนั้นเมื่อมีโอกาสทำหนังแล้วต้องทำให้ดี "ถ้าหนังเราดีจริงไม่มีใครใจดำถอดเราออกหรอก ตัวอย่างจากผู้บ่าวไทบ้าน จากฉายแต่โรงต่างจังหวัด แต่เมื่อหนังเขาดี เขาก็ได้โปรแกรมมาฉายในกรุงเทพ ถ้ามันมีมันกระแสเขาก็เพิ่มโรงให้โดยอัตโนมัติ"

ถ้าเช่นนั้นในมุมของคนทำหนังนอกกระแสที่ทุนไม่สูง ค่ายไม่ใหญ่ อยู่รอดอย่างไร คำตอบก็คือหาต้นทุนการผลิต พูดง่ายๆ "หาเงิน" ผู้กำกับภาพยนตร์ทั่วไปอยากกำกับหนังแต่ไม่สามารถหาเงินเองได้ ก็ต้องเพิ่งโปรดิวเซอร์ให้วิ่งหานายทุนให้

ผู้กำกับหนังหลายๆ คนที่ชื่อขายได้สามารถหาเงินได้จากสปอนเซอร์ส่วนตัวของแต่ละคน “เราก็จะอยู่ได้ด้วยเงินจากผู้สนับสนุน สปอร์เซอร์ของเรา อย่างผมก็จะเป็นเบียร์สิงห์ ซึ่งกว่าจะได้ตรงนี้เราก็ต้องไปพรีเซ็นต์งานให้เขาดู ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากมหาศาลมากกว่าจะเป็นผู้กำกับที่มีสปอนเซอร์รองรับ ถ้าตัวคุณไม่มีสปอนเซอร์ก็ต้องขอทุนจากต่างประเทศให้เขาเอาเงินมาให้เราทำหนัง”

แต่ถ้าไม่มีตรงนี้รู้หรือไม่ผู้กำกับหลายๆ คนมีทางออกอย่างไร? เขาจะใช่วิธีขายหนังเช่าโรงหนังเอา ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ที่เดียวที่ให้เช่าคือในเครือเอเพ็กซ์ ลิโด้ ในราคารอบละ 5 พันบาท

"ภาม รังสี" ให้ความเห็นว่าทางรอดของคนทำหนังเล็กมีอยู่ทางเดียวคือต้องสู้และทำหนังคุณภาพ “ผมว่าจริงๆ ทางรอดค่อนข้างมีหลากหลาย แต่จะเป็นทางรอดที่สง่างามหรือจะเสียเงินเท่านั้นเอง เพราะว่าสง่างามจะยากตรงอาจจะเจ็บหนัก”

หากเป็นผู้กำกับหนังนอกกระแสที่มีชื่อเสียงติดตลาดแล้วเรื่องเหล่านี้อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเป็นผู้จัดเล็กๆ หรือผู้กำกับอินดี้นอกระบบก็ต้องพยายามสู้กันต่อไป แต่ก็ยังไม่สำเร็จเพราะทุกคนยังขาดเรื่องตัวเงิน ขาดเรื่องการความหลากหลายในการเข้าถึงสื่อ เพราะหนังอินดี้ไม่มีความสามารถเรื่องการดึงให้ดารามาเล่น ไม่มีดาราคนไหนอยากรับเล่น “ประสบการณ์ของผม 7 ปีในวงการหนังบอกผมว่าคอนเน็คชั่นเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณต้องมีพวกพ้อง มีเครือข่าย หนังคุณถึงจะไปได้”

หากมองย้อนกลับไปที่พฤติกรรมผู้ชม ว่าทั้งหมดอาจต้องเป็นการปรับมุมมองของคนดูให้เปิดรับหนังที่หลากหลาย หรือควรย้อนกลับมาดูที่ผู้สร้างหนังว่าควรหันกลับมาทำหนังแมสหรือหนังในกระแสมากกว่า “เอาเข้าจริงพฤติกรรมคนดูในประเทศไทยต่อให้หนังแมสแค่ไหนถ้าไม่มีโฆษณาก็ไม่มีคนดู ทุกอย่างบรรลัยจบกันเพราะฉะนั้นแมสหรือไม่แมสก็ไม่เกี่ยว การจะทำหนังสักเรื่องหนึ่งก็เหมือนการวัดดวง มันไม่สามารถมีผลผลิตออกมาได้ถ้าเราไม่รู้วิธีการหาเงิน เงินไม่มีก็ไม่มีงบทำโปรโมต”

-ถ้าหนังคุณดี หนังคุณขาย ไม่มีใครใจดำถอดหนังคุณออกจากโรงหรอก- ประโยคนี้ของ ภาม รังสี คงพอบอกอะไรได้หลายอย่าง คุณคิดว่าหนังแต่ละเรื่องที่ถูกถอดจากโปรแกรมเกิดจากอะไร?

จากข่าวคราวของหนังเรื่อง "ศรีธนญชัย 555+" ที่ทำรายได้ไม่เข้าเป้าจนถูกถอดออกจากโปรแกรมหลังเข้าฉายถึงขนาดผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้จะกระโดดตึกฆ่าตัวตายจนเป็นข่าวเกรียวกราว... 22 มิ.ย. 2557 00:57 23 มิ.ย. 2557 10:43 ไทยรัฐ