วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สุขล้นด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ “ญี่ปุ่นหัวใจไทย” สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นใต้ผืนดินสยาม

นายโช โอกะ ชาวญี่ปุ่นกับแปลงปลูกผักปลอดสารพิษบนพื้นที่เขาใหญ่

ก็เพราะประเทศไทยเป็นดินแดนในน้ำมีปลา...ในนามีข้าว ความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทย และอัธยาศัยไมตรีจิตของคนไทย จึงกลายเป็นเสน่ห์ลี้ลับที่ทำให้นักธุรกิจใหญ่ชาวญี่ปุ่น “โช โอกะ” รู้สึกนะจังงังราวกับต้องมนต์ขลัง จนตัดสินใจทิ้งเงินเดือนหลายแสนบาท และตำแหน่งประธานบริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อผันตัวมาเป็นเกษตรกรไทยเต็มตัว เริ่มบุกเบิกการทำเกษตรอินทรีย์เป็นครั้งแรกในชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ชื่อ “ฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์” เมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับผืนดิน “เขาใหญ่” มรดกโลกทางธรรมชาติของไทย กระทั่งค้นพบความมหัศจรรย์ของวิถีการทำเกษตรแบบใหม่ที่พอเพียงและยั่งยืน

อะไรทำให้หลงรักเมืองไทย จนตัดสินใจอยู่ยาวถึงทุกวันนี้

ผมมาอยู่เมืองไทยได้ 20 ปีแล้ว โดยบริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ของญี่ปุ่น ส่งมาเป็นประธานบริษัทที่ประเทศไทย เมื่อปี 1994 ตอนนั้นผมอายุ 38 ปี ผมประทับใจประเทศไทยมาก รู้สึกว่าเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก และสิ่งดีที่สุดของเมืองไทยก็คือคนไทย ซึ่งมีน้ำใจดีมาก ตอนนั้นผมคิดว่าเมืองไทยน่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้ไกล และเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชีพจรลงเท้าตั้งแต่หนุ่มๆ เลยไหม วาดฝันไหมว่าจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน

ตั้งแต่เป็นนักเรียน ผมมีเป้าหมายในชีวิตแล้วว่า อยากทำงานในต่างประเทศ เพราะญี่ปุ่นเป็นแค่ประเทศเล็กๆ ผมอยากออกไปท่องโลกกว้าง อยากเรียนรู้อะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนมาทำงานที่เมืองไทย ผมเคยทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในออสเตรเลียอยู่ 2 ปีครึ่ง ก่อนจะกลับไปทำงานบริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก และได้รับการโปรโมตส่งไปคุมสาขาในไต้หวัน และประเทศไทย

เพราะอะไรถึงกล้าทิ้งเงินเดือนหลายแสนบาท มาเป็นเกษตรกรเต็มตัว

ผมทำงานกับบริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ของญี่ปุ่นทั้งหมด 15 ปี คิดมาตลอดว่าสักวันจะต้องหาโอกาสทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่จุดเปลี่ยนชีวิตมาถึงเมื่อบริษัทอเมริกันเข้าซื้อกิจการของเรา ทำให้รูปแบบการทำธุรกิจเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่ผู้บริหารญี่ปุ่นมีนโยบายว่าอุปกรณ์การแพทย์มีไว้เพื่อช่วยเหลือคน แต่การทำธุรกิจแบบตะวันตกกลับเน้นเรื่องผลกำไรและแผนการตลาด ซึ่งผมยอมรับไม่ได้ หลังจากทนทำงานกับคนอเมริกันได้ 1 ปี ผมก็ตัดสินใจลาออก และปิดฉากชีวิตการทำงาน 15 ปี ในบริษัทดังกล่าว โดยบอกตัวเองว่า ถึงเวลาที่ควรทำเกษตรได้แล้ว

ทำไมจึงเลือกปักหลักทำเกษตรอินทรีย์ที่เขาใหญ่ แทนที่จะกลับญี่ปุ่น

สมัยทำงานที่บริษัทผลิตอุปกรณ์การแพทย์ มีสาขาอยู่ที่เขาใหญ่ ผมต้องเดินทางไปประชุมที่เขาใหญ่เป็นประจำทุกเดือน และทุกครั้งที่นั่งรถผ่านองค์พระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ ที่ประดิษฐานอยู่กลางเขา ผมมักได้ยินเสียงผุดขึ้นมาว่า ควรทำเกษตรได้แล้ว!! ความคิดนี้วิ่งในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะมาทำการเกษตร สิ่งแรกที่ผมต้องทำคือ การตัดสินใจว่าจะซื้อที่ดินแถวไหนดี ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรดลใจ!! องค์พระพุทธรูปสีขาวทอดสายตามองลงมายังผืนดินผืนหนึ่งบริเวณนั้น จึงบอกเพื่อนคนไทยว่าอยากให้ช่วยหาข้อมูลที่ดินตรงเชิงเขาที่พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ หลายวันต่อมาเพื่อนบอกข่าวดีว่า ตาแหลมมากเลย “โอกะซัง” ที่ดิน 50 ไร่ ตรงนั้นยังว่างอยู่ ผมจึงเจรจาต่อรองเพื่อขอซื้อที่ดินสำหรับทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์

เป็นชาวต่างชาติเข้ามาทำเกษตรในเมืองไทย เจออุปสรรคเยอะไหม

อุปสรรคแรกคือเรื่องเงินทุนสำหรับซื้อที่ดิน สร้างสถานีวิจัย และสร้างโรงงาน เงินทุนที่ผมเก็บสะสมไว้มีแค่ 12 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสร้างฟาร์มเกษตรอินทรีย์อย่างที่ฝัน ผมต้องเจรจาขอกู้เงินธนาคาร และขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าบริษัทเก่า กระทั่งสามารถตั้งบริษัท ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อปี 2542 โดยการดำเนินงานของบริษัทจะเน้นการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติเท่านั้น

เกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น ต้องลองผิดลองถูกขนาดไหนกว่าจะใช่

ตอนผมเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ ปี 2542 ยังไม่มีเกษตรกรไทยคนไหนทำเกษตรอินทรีย์จริงจัง กระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำรวจพบว่า เกษตรกรไทยใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีมากถึง 99.8% เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ สิ่งที่ยากสำหรับการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์คือ ต้องใช้ที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งไม่เคยทำเกษตรกรรมมาก่อนติดต่อกัน 3 ปีขึ้นไป เพราะสารเคมีที่สะสมอยู่ในดินใช้เวลาย่อยสลายอย่างน้อย 5 ปี การเลือกที่ดินจึงสำคัญมาก ถ้าที่ดินผืนเล็กเกินไป ถึงเราไม่ใช้สารเคมี แต่ที่ดินข้างๆฉีดปุ๋ยเคมีและใช้ยาฆ่าแมลง สารเคมีพวกนี้ก็จะกระจายมาถึงที่ดินเรา ผมยังต้องใช้เวลา 1 ปีเต็ม ปรับปรุงที่ดินเพื่อให้เหมาะกับการทำเกษตรอินทรีย์ ผมจบด้านประมงศาสตร์ ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน จึงเริ่มต้นจากศูนย์ นอกจากจะอ่านหนังสือทุกเล่ม ผมยังตระเวนขอความรู้จากอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขอคำแนะนำปรับสภาพดินและเตรียมน้ำทำการเกษตร

สิ่งมหัศจรรย์ที่ค้นพบจากการเป็นเกษตรกรมือใหม่ อะเมซซิ่งแค่ไหน

ที่ดินของผมเดิมเป็นดินเหนียวสีแดง ระบายน้ำไม่ดี ทำให้รากพืชเน่าและเป็นโรคง่าย จึงได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงดินใหม่เพื่อให้เป็นดินร่วนสีดำที่อุดมสมบูรณ์และสามารถระบายน้ำได้ดี แทนที่จะใช้วิธีพลิกหน้าดินและการไถกลบวัชพืชอย่างที่นิยมกัน ผมเลือกปลูกพืชหมุนเวียนแทน และปล่อยให้พืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติทำหน้าที่ปุ๋ยธรรมชาติ ขณะเดียวกันผมก็ต้องลงทุนขุดบ่อบาดาลและสร้างอ่างเก็บน้ำของตัวเองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ทำการเกษตร และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากลำธารรวมกับไร่นาของชาวบ้าน นอกจากนี้ยังทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำสูตรใหม่ สิ่งมหัศจรรย์ที่ค้นพบอีกอย่างคือ บทบาทและหน้าที่ของแมลง ตอนทำฟาร์มใหม่ๆ ผมพยายามหาทุกวิธีไล่แมลงที่มากัดกินพืชผัก กระทั่งค้นพบว่า ถ้าผักที่เราปลูกแข็งแรงดีก็จะไม่เป็นโรคและไม่โดนแมลงกัดกิน เพราะแมลงเหล่านี้มีหน้าที่กัดกินผักที่ไม่แข็งแรง ยิ่งฉีดยาฆ่าแมลงเท่าไหร่ ผักก็ยิ่งอ่อนแอ และยิ่งล่อแมลงให้มากัดกิน เหมือนแมลงกำลังส่งสัญญาณเตือนมนุษย์ว่าอย่ากินผักพวกนี้ ผมยังค้นพบว่าการปลูกพืชสมุนไพรสลับกับผักช่วยป้องกันโรคและแมลงได้ดี ผืนดินที่ใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีถือเป็นดินป่วย พืชผักที่ปลูกบนดินป่วย ก็จะได้ผลผลิตที่ป่วย เมื่อเรากินเข้าไปจึงป่วยตาม

อะไรคือความหมายแท้จริงของคำว่า “ออแกนิก”

การเพาะปลูกแบบปลอดสารพิษ โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีแม้แต่นิดเดียว เยอรมนีสร้างมาตรฐานเกี่ยวกับออแกนิกเป็นประเทศแรก มีกติกาข้อบังคับหลายอย่าง อาทิ ต้องเพาะปลูกบนผืนดินที่ใช้ทำการเกษตร, ผืนดินที่ใช้ทำการเกษตรต้องไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีติดต่อกัน 3 ปีขึ้นไป, ต้องไม่มีสารเคมีในผลผลิตการเกษตร ทั้งในผืนดินและน้ำ, วัตถุดิบที่ใช้ทำปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ต้องมาจากการทำเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด และเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ต้องไม่ผ่านกระบวนการเคมี แม้แต่บรรจุหีบห่อพืชผลก็ต้องใช้วัสดุที่ปลอดสารเคมี

“ฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์” ประสบความสำเร็จสมใจนึกหรือยัง

(ยิ้มกว้าง) เริ่มแรกเรามีคนงาน 10 คน ทุกวันนี้มีคนงาน 60 คนแล้ว เราปลูกผลผลิตได้หลากหลาย 70 ชนิด มีทั้งผัก, ผลไม้ และสมุนไพร เรายังมีโรงงานแปรรูปผลผลิตจากพืชพันธุ์ออแกนิก ผลิตน้ำยาล้างจานสูตรธรรมชาติ, น้ำยาซักผ้าสูตรธรรมชาติ, สบู่โอลีฟออยล์ปลอดสารเคมี, แยมปลอดสารเคมี, ชาสมุนไพรออแกนิก และบะหมี่ผักทำจากผงผักโมโรเฮยะ ที่ส่งออกไปขาย 10 ประเทศทั่วโลก โดยสิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ การก่อตั้งสถานีวิจัยเกษตรอินทรีย์ ผมสร้างห้องวิจัยขนาด 100 ตารางเมตร ภายในฟาร์ม เพื่อชวนเกษตรกรที่สนใจเรื่องออแกนิกมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ค้นคว้าวิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ออกไปให้กว้างขวางที่สุด

อะไรทำให้มั่นใจว่า คนตัวเล็กๆจะสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้

การทำฟาร์มออแกนิกเปรียบเสมือนการเริ่มต้นก้าวเล็กๆ ถ้าเราสามารถทำให้เกษตรกรทั้งโลกเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ ก็จะช่วยยับยั้งการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีสาเหตุมาจากเกษตรกรรม ผมเชื่อมั่นว่าวิถีของเกษตรอินทรีย์จะช่วยให้เกษตรกรไทยเลิกจน!! ไม่ว่าประเทศไหนในโลกก็อยากซื้อผลผลิตจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ผมยินดีเปิด “ฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์” ให้เกษตรกรไทยทุกคนได้มาศึกษาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำกลับไปพัฒนาการทำเกษตรกรรมของตนเอง หลายคนพูดว่าการทำเกษตรอินทรีย์ยาก แต่เกษตรกรมือใหม่อย่างผมยังทำได้ ยิ่งเป็นเกษตรกรมืออาชีพด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำได้ดีแน่นอน

ฝากบอกเกษตรกรไทยหน่อยค่ะ วิถีเกษตรอินทรีย์ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร

ผมคิดว่ามันอาจสายเกินแก้ ถ้าเราไม่เลิกทำเกษตรที่ใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมี การทำเกษตรกรรมในปัจจุบันเป็นการทำเพื่อหาเงินให้ได้เร็วที่สุด ต่อให้มีความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ พวกเขาก็ไม่คิดจะทำ เกษตรกรไทยทุกวันนี้ยากจนมาก เพราะก้มหน้าก้มตาปลูกให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพื่อนำไปขายพ่อค้าคนกลางซึ่งเอาแต่กดราคา ผมอยากให้คิดใหม่ว่า ใครคือตลาดที่แท้จริง เราจะปลูกผักผลไม้ไปขายใคร แล้วลองนำผักผลไม้ของเรามาตั้งราคาและวางขายเองดีกว่า การทำเกษตรอินทรีย์เปิดโอกาสสู่การทำธุรกิจมากมาย เราต้องปฏิรูปเกษตรกรรม ระบบการกระจายสินค้า และกลยุทธ์การตลาด แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

อะไรคือความฝันสูงสุดของเกษตรกรญี่ปุ่นหัวใจไทย “โช โอกะ”

ผมอยากสร้างสังคมที่มีความสอดคล้องกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ วางรากฐานของวิถีเกษตรอินทรีย์ที่ใครก็ทำได้ ผมหวังว่าคนหนุ่มสาวจะมีความหวังในเกษตรกรรม และหันมาช่วยกันปกป้องธรรมชาติด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดภัย...สร้างสุขภาพที่ดีให้ชาวโลก.

ทีมข่าวหน้าสตรี

ก็เพราะประเทศไทยเป็นดินแดนในน้ำมีปลา...ในนามีข้าว ความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินไทย และอัธยาศัยไมตรีจิตของคนไทย จึงกลายเป็นเสน่ห์ลี้ลับที่ทำให้นักธุรกิจใหญ่ชาวญี่ปุ่น “โช โอกะ” รู้สึกนะจังงังราวกับต้องมนต์ขลัง 21 มิ.ย. 2557 11:31 ไทยรัฐ