วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขาดเธอ...เหมือนขาดใจ

จริงๆแล้ว ชื่อเต็มของเรื่องนี้คือ “ขาดเธอแม้เพียงไม่ถึงชั่วโมง...ก็เหมือนดั่งจะขาดใจ” ค่ะ

ที่ต้องตั้งชื่อดราม่าเสียขนาดนี้ก็เพราะช่วงที่เฟซบุ๊กล่มไปประมาณ 40 นาที เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และช่วงที่เฟซบุ๊กทั่วโลกใช้งานไม่ได้ราวๆ 20 นาที เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา (19 มิถุนายน) อันเนื่องมาจากข้อขัดข้องทางเทคนิค ได้ทำเอาหลายๆ คนเข้าสู่ภาวะ “ขาดเธอ เหมือนขาดใจ” กระวนกระวาย...ร้อนรน...นั่งไม่ติด พร้อมๆกับเสียงเพรียกหาเฟซบุ๊กที่กระหึ่มไปทั้งเมือง

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีอาการดังกล่าว คุณก็อาจจะตกอยู่ในข่ายของมนุษย์ออนไลน์ที่เริ่มติดเฟซบุ๊กแล้วล่ะค่ะ

“อาการติดเฟซบุ๊ก” หรือ Facebook Addiction Disorder” (FAD) เริ่มมีการบัญญัติเป็นศัพท์ในวงการจิตวิทยา แม้ว่าจะยังไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นความผิดปกติทางจิต แต่ก็เป็นอาการที่กำลังเป็นที่เฝ้าระวัง และศึกษากันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของอาการติดเฟซบุ๊ก เริ่มจากความรู้สึกว่าการแชร์เรื่องราวของตนเองผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นกิจวัตรที่ “ต้อง” ทำ ซึ่งการแชร์เรื่องราวของตัวเองผ่านเฟซบุ๊กนี้ไม่ใช่เรื่องผิดนะคะ

แล้วก็ไม่มีใครบอกได้ด้วยว่าเราควรแชร์ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเป็นสัดส่วนการแชร์ที่เหมาะสม เพียงแต่การแชร์ตัวตน หรือเรื่องราวต่างๆผ่านทางเฟซบุ๊กจนกลายเป็นกิจวัตรนี้ มักนำไปสู่พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการติดเฟซบุ๊กได้โดยง่าย เช่น อาการเช็กเฟซบุ๊กทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการเช็กเพื่อดูว่าสิ่งที่แชร์ออกไป มีคนเข้ามา “ไลค์” มากน้อยแค่ไหน หรือเพื่อเช็กข่าวสารทั่วไปก็ตาม

อาการใส่ใจใน “ภาพ” ของตัวคุณที่จะเผยแพร่ออกไปทางเฟซบุ๊ก อาการที่เริ่มรู้สึกว่าคุณต้องรายงานชีวิตคุณให้เพื่อนทางเฟซบุ๊กของคุณรับรู้ทุกขั้นตอน สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการอดหลับอดนอนเช็ก และอัพเดตเฟซบุ๊ก และมีความสุขกับจำนวน “เพื่อน” ที่เพิ่มมากขึ้น มากขึ้น (แม้ว่าคุณจะไม่เคยพบ หรือไม่เคยรู้จัก “เพื่อน” เหล่านั้นเลยก็ตาม!!)

แน่นอนว่าเฟซบุ๊กไม่ได้มีแต่ด้านที่เลวร้าย แต่มีด้านที่ดีมากมาย และจัดได้ว่าเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่คุณประโยชน์มหาศาลต่อมนุษยชาติ โดยเฉพาะในประเด็นการเชื่อมโยงมิตรภาพและความสัมพันธ์ ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่ขจัดอุปสรรคทางการสื่อสารออกไป...และด้วยคุณสมบัติด้านดีของเฟซบุ๊กนี้เองที่ทำให้เฟซบุ๊กกลายเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ติดกันง่ายที่สุดสื่อหนึ่ง

เริ่มจาก...มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้อื่น ซึ่งเฟซบุ๊กก็เข้ามาตอบโจทย์ข้อนี้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งในด้านเวลาและสถานที่ นอกจากนั้นเฟซบุ๊กยังทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญในสายตาของคนอื่น ทั้งจากการได้แชร์เรื่องราว ความรู้สึกต่างๆ แล้วมีคนมาแสดงความสนใจ ยอมรับ หรือแม้แต่ชื่นชมด้วยการ “กดไลค์” ให้เรื่องราวที่เราแชร์ออกไป ทำให้เรารู้สึกอิ่มเอม ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเผลอใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือช่วยในการ “กลบ” ความรู้สึกที่หดหู่ หรือปัญหาส่วนตัวไปโดยไม่รู้ตัว

เห็นไหมคะว่าเฟซบุ๊กสามารถตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะในส่วนของความต้องการมิตรภาพ ความรัก และความต้องการเป็นที่ยอมรับ ยกย่องนับถือได้อย่างที่ไม่เคยมีสื่อประเภทใดทำได้มาก่อน ความสามารถในการสนองตอบต่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วนี้เอง ที่น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนทั่วโลกนิยมใช้เฟซบุ๊ก และยินยอมที่จะติดเฟซบุ๊กกันอย่างเต็มใจ

หากแต่ในขณะที่เฟซบุ๊กสามารถทำให้ คุณเชื่อมโยงกับคนอื่น เฟซบุ๊กก็ทำให้คุณถูกตัดขาดจากคนอื่นด้วยเช่นกัน

ลองนึกภาพคนที่ออกไปทานข้าวกับครอบครัว หรือเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่กลับง่วนอยู่กับการเช็กเฟซบุ๊กดูสิคะ หลายๆคนสามารถสื่อสารกันทางเฟซบุ๊กได้เป็นเวลาหลายๆชั่วโมง แต่กลับไม่รู้ว่าจะคุยอะไรตอนเจอกัน “ตัวเป็นๆ”

พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยหลายๆชิ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่าการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ผู้ใช้ลดสัดส่วนของการมีปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้ากับผู้อื่น รวมถึงขาดทักษะทางการสื่อสารกับผู้อื่น หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธที่จะมีการสื่อสารแบบเห็นหน้าเห็นตากับผู้อื่นไปเลย ซึ่งการติดอยู่กับเฟซบุ๊กในลักษณะนี้จะนำไปสู่ความรู้สึกเหงาโดดเดี่ยว

...ในขณะที่บนโลกโซเชียล ผู้ใช้เหล่านั้นมีเพื่อนมากมาย มีคนคอเดียวกันเข้ามาป้อนข่าวสาร และแลกเปลี่ยนข่าวสารแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ใช้เหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยอารมณ์เครียดและโดดเดี่ยว...มีภาพสะท้อนจากงานวิจัยเช่นกันค่ะที่สรุปออกมาว่าการใช้เฟซบุ๊กเพื่อรับข้อมูลข่าวสารในปริมาณที่มากเกินไปจะนำไปสู่ภาวะ “ทะลักล้น” ในข้อมูลข่าวสารและนำไปสู่อาการเครียดในที่สุด ส่วนการติดอยู่กับเพื่อนหรือความสัมพันธ์ทางเฟซบุ๊กจนไม่สนใจเพื่อนหรือความสัมพันธ์ในโลกความจริง ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวได้เช่นกัน

จริงๆแล้วเฟซบุ๊กเพิ่งเข้ามาในชีวิตเราได้ 10 กว่าปีเองนะคะ...

แต่เป็น 10 ปีที่เข้ามาครอบงำชีวิตของคนในยุคปัจจุบันได้โดยสิ้นเชิง น่าแปลกที่เฟซบุ๊กสามารถทำให้เราสื่อสารกับคนได้ทั่วโลก แต่กลับไม่สามารถทำให้เราสื่อสารกับตัวเราเองได้เลย

ในขณะที่เราอยู่กับเฟซบุ๊ก เราถึงไม่รู้สึกถึงความเครียด ความเหงาที่แอบซ่อนอยู่ในใจ หรือจะเป็นเพราะความรวดเร็วทันสมัยของเทคโนโลยีที่ทำให้เราเผลอส่ง “จิต” ออกไปสู่เหตุการณ์นี้ เหตุการณ์นั้น หรือเรื่องราวของเพื่อนคนนี้ คนนั้น ได้อย่างไหลลื่น เรื่อยไปจนลืมที่จะย้อนกลับมาดูใจตัวเอง???

21 มิ.ย. 2557 11:07 ไทยรัฐ