วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัจฉริยะผู้สร้างสรรค์โลก

อัจฉริยะนั้นหาได้ไม่ยาก แต่อัจฉริยะที่มีความอารีอารอบต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นต้องเฟ้นหากันให้ดี เพราะคนเราจะขึ้นชื่อว่ามีความอัจฉริยะอยู่ในหัวสมองได้ก็เพราะมีมันสมองเป็นเลิศที่พ่อแม่ให้มา เรียกว่ามี “ยีนฉลาด” อยู่ในตัว

ด้วยบุญพาวาสนาส่งจึงทำให้ได้ลงมาเกิดพร้อมมันสมองอัจฉริยะ ทว่ามีน้อยอัจฉริยะที่จะรู้ความจริงข้อนี้ ซึ่งอัจฉริยะที่รู้ความลับนี้จะพยายามใช้สติปัญญาของเขาอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อสิ่งเดียวเป็นหลัก นั่นคือ “เพื่อมนุษยชาติ”

นั่นคือการใช้ประโยชน์ความฉลาดที่ธรรมชาติประทานให้เขามาได้อย่างดีที่สุด ด้วยผู้ที่ใช้ความฉลาดของตนเองเอื้อประโยชน์ให้คนอื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นถือเป็นที่สุดของความฉลาด

ซึ่งจุดหนึ่งของความฉลาดที่บังเกิดขึ้นมาให้มหาชนได้รับรู้ก็คือ “การตื่นรู้” นั่นเองครับ ท่านที่รักสังเกตดูว่ามหาบุคคลหลายท่านที่ “รู้” ขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องมีผู้สอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์จนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ กาลิเลโอรู้ว่าโลกหาใช่ศูนย์กลางของสรรพสิ่งจากการเฝ้าเพียรสังเกตด้วยตัวเองวิลเลียม เชคสเปียร์ ร่ายรจนาภาษากวีที่มีบริบทงดงามออกมาโดยอัตโนมัติจากใจสิ่งเหล่านี้ทางพระท่านเรียกว่า “จินตามยปัญญา” คือปัญญาที่ได้มาจากการคิดพิจารณาด้วยตนเอง 

ซึ่งในมหาบุคคลแต่ครั้งโบราณมีหลายท่านที่มีความเป็นอัจฉริยะแล้วยังแถมพกด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ สมกับคำว่า “เก่งและดี” ที่สำคัญคือหลายท่านมีความรู้ที่ “สื่อ” ให้เพื่อนมนุษย์เข้าใจได้ง่ายๆเรียกว่าเผื่อแผ่ความอัจฉริยะให้ผู้อื่นได้ด้วย ดังต่อไปนี้ครับ

อิมโฮเทป จากมนุษย์ธรรมดาจนมาเป็นเทพที่ชาวไอยคุปต์นับถือมานับพันปีก็ด้วยความอัจฉริยะอย่างหาที่เปรียบมิได้ อิมโฮเทปมีอัจฉริยะหลายด้านจนเป็นตำนาน ไม่ว่าจะด้านการแพทย์, วิศวกรรม และสถาปัตยกรรมการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างหลังที่ปัจจุบันก็ยังคงมีหลักฐานเป็นรูปธรรมดั่งอนุสรณ์ของอิมโฮเทปอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพีระมิด รูปขั้นบันไดที่ยืนท้าแดดลมอยู่กลางทะเลทรายซัคคาร่า โดยอิมโฮเทปมีชีวิตอยู่ในสมัยของฟาโรห์โจเซอร์คือราว 5,000 ปีล่วงมาแล้ว เขาเป็นทั้งพระนักบวช, ราชครูปุโรหิต, โหราพยากรณ์และนักดาราศาสตร์คนสำคัญในราชสำนัก ในด้านการแพทย์นั้นเชื่อว่าโรคกว่า 200 โรค พร้อมทั้งวิธีรักษาที่บันทึกไว้ในม้วนกระดาษปาปิรุสโบราณนั้นเป็นฝีมือของอิมโฮเทปคนนี้ รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดและถอนฟัน ซึ่งอย่าลืมว่าเวลานั้นคือก่อนบรมครูแพทย์อย่าง “ฮิปโปเครตีส” จะเกิดตั้ง 2,200 ปีนะครับ เขาจึงถูกบูชาเป็นดั่งเทพผู้ลงมาโปรดมวลมนุษย์

อาร์คิมิดีส ปราชญ์ชาวกรีกผู้ทำให้หลายคนเห็นภาพอัจฉริยะผู้กระโดดล่อนจ้อนออกจากอ่างน้ำพร้อมตะโกน “ยูเรก้า” ข้ารู้แล้วดังก้องโลก อาร์คิมิดีส เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง นอกจากนั้นยังเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นสิ่งของอันน่าอัศจรรย์ล้ำสมัยอย่างแนวคิดลำแสงมรณะ (Death ray) ระบบคานงัดคานดีดและระหัดวิดน้ำแบบเกลียวที่ไขน้ำเข้าพื้นที่ได้ที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน ในวันที่บ้านเกิดเมืองนอนของเขาถูกปัจจามิตรเข้าโรมรัน สิ่งประดิษฐ์ของเขาก็ได้ช่วยเผาผลาญเรือจำนวนมากรวมถึงทำให้เรือรบหลายลำคว่ำไปก่อนที่จะบุกโจมตีได้ แต่อนิจจา ความเป็นอัจฉริยะของเขาต้องพลันมาดับลงด้วยความเป็นอัจฉริยะของเขานี่เอง เมื่ออาร์คิมิดีสในวัย 75 ปีนั่งคำนวณง่วนอยู่ในบ้านนั้น ทหารโรมันผู้บุกรุกได้เข้ามาถึงตัว แต่นักปราชญ์เอกกลับบอกแต่เพียงว่าอย่ามายุ่งกับเขา เรื่องเศร้าจึงเกิดขึ้นในวาระสุดท้ายนี้เอง

เปอริคลีส อัจฉริยบุรุษผู้เป็นบุตรของขุนพลวีรบุรุษของชาวกรีก เปอริคลีสสร้างยุคทองของชาวกรีกขึ้นมาหลังจากล่มสลายให้กับกองทัพแห่งเปอร์เซีย ทหารเปอร์เซียเมื่อบุกนครเอเธนส์ได้ก็ตรงเข้าเผาทำลายเมือง ที่ร้ายที่สุด คือทำลายได้แม้กระทั่งวิหารแห่งจอมเทพีอธีน่า ด้วยกรีกถือกฎในการรบที่จะละเว้นศาสนสถานของบ้านเมืองนั้นๆไว้ แต่ไม่ใช่กฎเดียวกันกับทหารเปอร์เซีย เหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมืองครั้งนั้นจึงเปรียบได้กับ 9/11 ในยุคปัจจุบันที่มันทำให้ผู้คน “ช็อก” โดยหลังจากผ่านฝันร้ายนั้นแล้ว ผู้ที่เข้ามากู้บ้านเมืองใหม่ก็คือรัฐบุรุษนามเปอริคลีสท่านนี้นี่เองครับ เขาได้ชักชวนให้ชาวกรีกรวมใจกันผนึกแรงและกำลังนำกรีกเข้าสู่ “ยุคทอง” ได้สำเร็จ จนกลายเป็นยุคแห่งความมั่นคงสงบสุข งานศิลป์ชิ้นเอกและงานกวีชิ้นสำคัญล้วนเกิดขึ้นในยุคนี้ โดยเขามีเมกะโปรเจกต์ชิ้นสำคัญเป็นของขวัญให้แก่ชาวเอเธนส์ทั้งปวงนั่นก็คือมหาวิหารใหม่ขององค์เทพอธีน่าเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ชาวเมือง ซึ่งจะสร้างขึ้นบนเนินเขาอโครโปลิสแทนของเดิมที่ถูกศัตรูเผาทำลายไป โดยงานนี้ได้ให้กำเนิดชื่ออัจฉริยบุคคลขึ้นมาอีกท่านนาม “ไฟดิแอส” (Phidias) วิศวกรผู้รังสรรค์สถาปัตยกรรมอัจฉริยะนี้ขึ้นมาจนงามเด่นเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวเอเธนส์ได้ ซึ่งนับว่าเปอริคลีสได้เลือกคนถูกเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เขาสั่งให้สร้างได้ยืนยงคงอยู่อย่างงามสง่าให้คนได้ทึ่งในอัจฉริยภาพมาจนถึงทุกวันนี้

เลโอนาร์โด ดาวินชี บุรุษผู้ทรงความอัจฉริยะพอๆกับความลึกลับมาจนถึงปัจจุบัน ราวกับสวรรค์รวบรวมพรอันประเสริฐเอาไว้ในมนุษย์เพียงคนเดียว เพราะเลโอนาร์โด ดาวินชี มีฝีมือทั้งในด้านกายวิภาค, จิตรกรรม, ประติมากรรม, วิศวกรรม, ประดิษฐกรรม ฯลฯ แต่ก็เหมือนมีกรรมที่ฟ้าได้ส่งคู่แข่งอัจฉริยะมาให้ในยุคเดียวกันนั่นคือ “มิเคลันเจโล” (หรือที่เราคุ้นหูคุ้นตาในชื่อ ไมเคิลแองเจโล) แต่กระนั้นซุปเปอร์อัจฉริยะอย่างดาวินชีอยู่ไหนก็ส่งประกายเพชรไปต้องตาคนที่นั่น ด้วยอยู่กับเจ้าเมืองก็ทำงานศิลป์วาดภาพให้ อยู่กับนักรบก็คิดประดิษฐ์อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยที่ในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง และสิ่งที่สำคัญก็คือ “ความช่างสังเกต” ที่เป็นคุณวิเศษของอัจฉริยะทุกท่านนั้นดาวินชีมีอย่างครบถ้วน ดูได้จากภาพงามอย่าง “โมนาลิซ่า” ที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างบรรจงทั้งใบหน้าและฉากหลังที่ให้รายละเอียดงดงาม ด้วยความเก่งรอบด้านเช่นนี้ชื่อของดาวินชีจึงเท่ากับคำว่า “พหูสูตแห่งยุคเรอเนสซองส์” (Renaissance man) ที่ผู้คนใช้คำนี้เรียกคนเก่งในเวลาต่อมา ดาวินชีเป็นอัจฉริยะจำนวนน้อยที่โชคดีมีชื่อเสียงในขณะยังมีชีวิต ด้วยชื่อเสียงของเขาที่เก่งรอบด้าน ทำให้เมื่อแก่ตัวลงก็มีผู้ยิ่งใหญ่ปรารถนาจะอุปถัมภ์เพราะเขาเป็นดั่งอัญมณีที่มีค่า ในวาระสุดท้ายของดาวินชีนั้นเขาสิ้นลมในอ้อมพระพาหาของพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 ผู้ยิ่งยงแห่งฝรั่งเศส

มิเคลันเจโล บรมครูศิลป์ผู้มีตาทิพย์เห็นประติมากรรมอันงามอยู่ในหินอ่อนทุกก้อนที่สลัก มิเคลันเจโลยังเป็นผู้ที่รังสรรค์ภาพวาดที่งามงดให้ปรากฏให้มหาชนได้ชื่นชมอยู่จนถึงปัจจุบันนั่นคือ “หมู่จิตรกรรม ณ เพดานวิหารน้อยซิสทีน” นอกจากนั้นยังมีรูปสลักหินอ่อน “พระแม่กำสรวล” (Pieta) ที่ในอ้อมแขนโอบอุ้มพระกายแห่งพระบุตรไว้ชวนให้แม่ทั่วโลกเศร้าโศกตาม อีกทั้งรูปเดวิดหนุ่มน้อยผู้เอาชนะยักษ์โกไลแอทได้ด้วยหินเพียงก้อนเดียว ตลอดชีวิตของมิเคลันเจโลนั้น เขาได้ใช้อัจฉริยภาพในด้านประติมากรรมของเขาสร้างสรรค์วัง, โบสถ์, วิหาร หรือแม้แต่สุสานที่ฝังศพของตระกูลเมดิชีผู้อุปถัมภ์เขามาเป็นอย่างดี ซึ่งมีอยู่คราหนึ่งในชีวิตที่เขาได้พานพบกับอัจฉริยะร่วมสมัยอีกท่านหนึ่งคือดาวินชี ที่แม้ดาวินชีจะแก่กว่า แต่ว่าฝีมือของมิเคลันเจโลนั้นก็ไม่ได้เป็นรองเลย โดยเฉพาะเมื่อเขาถูกปรามาสว่าทำแต่งานแกะสลักดั่งกรรมาชน จนเป็นแรงฮึดให้เขาลุกขึ้นมาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมจนได้ผลงานอมตะบนเพดานวิหารน้อยฯดังที่กล่าวไป ซึ่งเขาต้องลงทุนนอนแหงนหงายบนนั่งร้านวาดอยู่ในที่อับทึบนับปีจนนัยน์ตาแทบบอดเมื่อออกมาเจอแสงภายนอก ในชีวิตส่วนตัวของมิเคลันเจโลมีความรักแบบศิลปินที่แสนดูดดื่มเข้ามามากมายหลายแบบ ซึ่งเชื่อว่าเขาได้แบ่งความรักอันลึกซึ้งนั้นใส่ในงานศิลป์แต่ละชิ้นของเขาไว้ด้วย

กาลิเลโอ เป็นอัจฉริยะแห่งดาราศาสตร์ที่รู้จักกันดีในการทดลองที่หอเอนปิซ่า ซึ่งที่จริงนอกจากความเก่งดังว่าแล้ว กาลิเลโอยังเป็นนักฟิสิกส์, คณิตกร และปรัชญาเมธีด้วย จนได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ แต่เรื่องนี้เป็น “เรื่องใหญ่” ในสมัยนั้นด้วยเป็นยุคที่ศาสนาและพระคัมภีร์เป็นใหญ่ ผู้คนต่างเชื่อถือในกฎ “โลกคือศูนย์กลาง” (Geocentrism) แต่กาลิเลโอเป็นคนที่ออกมายืนยันว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลาง หากแต่เป็น “ดวงอาทิตย์” (Heliocentrism) ซึ่งก็ทำให้ผู้คนช็อกพอควร โดยเฉพาะศาสนจักร ลองคิดเทียบดูก็เหมือนกับจู่ๆมีคนลุกขึ้นมาบอกว่าเราเป็นมนุษย์ต่างดาวฉะนั้นแล ซึ่งกาลิเลโอต้องแลกความเชื่อนี้กับการสูญเสียอิสรภาพ โดยถูกศาลศาสนาสั่งจำขังภายในบ้านของตัวเอง ทว่าสิ่งนี้กลับเป็นข้อดีเมื่ออัจฉริยะท่านนี้มองเห็นโอกาสที่จะได้อยู่เงียบๆกับความคิดและการทดลองต่างๆจนแต่งหนังสือวิทยาศาสตร์ชิ้นเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งออกมา (Two New Sciences) จนเป็นบาทฐานแห่งการศึกษาฟิสิกส์ในปัจจุบัน จนแม้อัจฉริยบุคคลยุคใหม่อย่างอัลเบิร์ต ไอสไตน์ ก็ยังสรรเสริญผลงานเล่มนี้อย่างยิ่ง

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ปราชญ์ของโลกผู้เป็นดั่งเครื่องหมายการค้าของอัจฉริยะ ด้วยทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์และบุคลิกขี้เล่น เป็นผู้ที่มีความเป็นเด็กอยู่ในหัวใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนรวมอยู่ในเด็กหนุ่มเชื้อสายยิวที่เกิดในเยอรมนีเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 หากโลกเราไม่มีไอสไตน์ ความก้าวหน้าด้านฟิสิกส์คงเชื่องช้าลงอีกหลายสิบปี ไอส–
ไตน์ท่านนี้เองที่เป็นผู้ให้กำเนิดทฤษฎีสัมพัทธ์ ซึ่งเกี่ยวกับ “ควอนตัม” และกฎแห่งมวลสารกับพลังงานที่โด่งดังไปทั่วโลก E=mc2 ซึ่งนำไปใช้ได้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันจักรวาลอันกว้างใหญ่ ฟังดูยุ่งยากหัวใจใช่ไหมครับ แต่ปราชญ์อย่างไอสไตน์อธิบายให้เป็นเรื่องง่ายๆได้โดยให้ “พลังงาน” กับ “สสาร” นั้นสามารถสลับกันไปมาได้ ยกตัวอย่าง “ระเบิดนิวเคลียร์” ที่เกิดจากสสารอณูเล็กจิ๋วมาทำปฏิกิริยากันจนเกิดเป็น “พลังงานมหาศาล” ระเบิดได้ทั้งเมือง เป็นต้น ซึ่งการอธิบายเรื่องยากซับซ้อนให้เข้าใจง่ายก็เป็นความพิเศษประการหนึ่งในตัวของไอสไตน์ ที่ตอกย้ำความเป็นอัจฉริยะของเขาที่ทำให้คนทั้งโลกเข้าใจ นอกจากนั้น ไอสไตน์ยังเป็นผู้ที่ “เข้าใจโลก” เป็นอย่างยิ่ง สิ่งพิสูจน์ข้อนี้ก็คือการที่เขาให้ข้อคิดอันเป็นปรัชญาแก่โลกไว้ในหลายกรณี

หากมองย้อนไปในเส้นทางอันยาวไกลของประวัติศาสตร์มนุษย์ ก็ดูราวกับว่าฟ้าได้ประทานคนเก่งลงมาเป็นชุดๆ ดังเช่นสมัยเรอเนสซองส์ของยุโรปก็มีนักเขียน นักคิด ศิลปิน จิตรกร เกิดขึ้นอย่างมากมาย แล้วจากนั้นก็หายไปราวกับหมดสวรรค์

ครั้นต่อมาก็มีอัจฉริยะคนใหม่เกิดขึ้นมาอีกเป็นชุดเช่นเดิม ท่านที่รักที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้อาจสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใส่อัจฉริยะอีกหลายต่อหลายท่านที่เป็นขวัญใจลงไป ไม่ว่าจะสุนทรภู่, โมสาร์ท, เชคสเปียร์, สตีเฟ่น ฮอว์กิน ฯลฯ ก็ขอกราบเรียนจากใจว่ามิได้ลืมเลือนแต่อย่างใด หากแต่เพราะอัจฉริยบุคคลทุกท่านเมื่ออยู่ในใจของผู้ที่รักและชื่นชมแล้วก็ย่อมคงอยู่อย่างเป็นนิรันดร์ตลอดไป และงดงามอยู่ในหัวใจโดยมิพักต้องใช้คำบรรยายใดๆ
เพราะหัวใจของท่านจะเป็นผู้เล่าได้ดีที่สุดครับ.

โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

21 มิ.ย. 2557 10:53 ไทยรัฐ