วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แค่เปลือก หรือ ถึงแก่น

สำรวจดาบ “อำนาจพิเศษ” ฟันขบวนการคอร์รัปชัน

ครบรอบ 1 เดือนเต็มพอดี

จากวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม

และถึงตอนนี้ ผู้คนในสังคมก็คุ้นชินแล้ว กับสถานการณ์ภายใต้ “อำนาจพิเศษ”

เรื่องของเรื่อง ปฏิเสธไม่ได้กับยุทธวิธีของทหารในมาดใหม่ที่สามารถครองใจผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง ตามท้องเรื่องแบบที่มีรายการคืนความสุขสู่ประชาชนคนไทย ทั้งจัดให้ดูบอลโลกฟรี แจกตั๋วหนังฟรี จัดเวทีคอนเสิร์ตให้ฟังเพลง

กระตุกกระแส “คสช.นิยม” โพลให้คะแนนติดลมบน

แต่นั่นก็แค่ปัจจัยเสริมเท่านั้น ประเด็นสำคัญจริงๆ มันอยู่ที่ความคืบหน้าของเนื้องานที่สัมผัสได้มากกว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.ทำงานแบบไม่มีวันหยุด

ผุดงานต่อเนื่องได้เป็นชิ้นเป็นอัน

เริ่มจากมิติทางสังคม เบื้องต้นเลย ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายสถานการณ์ขึงพืด คสช.สามารถหยุดวิกฤติการเผชิญหน้าของคู่ขัดแย้งที่กำลังจ่อสงครามกลางเมือง ยุติความสูญเสียที่เกิดขึ้นแบบรายวันจากสถานการณ์ม็อบระอุเดือด

เหมือนกรรมการแยกคู่มวยออกจากกัน

กับยุทธศาสตร์ล็อกแกนนำ 2 ขั้วขัดแย้ง รวมถึงบุคคลที่อยู่ในข่ายเข้าไปทำความเข้าใจในค่ายทหาร อบรมให้รู้ถึงความจำเป็นในการยึดอำนาจเพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติสุข

ทั้งขู่ทั้งปลอบให้หัวโจกทั้งหลายหยุดพฤติกรรมปลุกปั่น

ทำให้การเคลื่อนไหวในเกมมวลชนของทั้ง 2 ฝ่ายเบาบางลงไปถนัดตา

ต่อเนื่องกับปฏิบัติการที่ทหารสนธิกำลังกับตำรวจทำการกวาดล้างอาวุธสงคราม ตามรูปการณ์ที่โยงกับคดีไอ้โม่งก่อเหตุสร้างสถานการณ์ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆทำให้ประชาชนบาดเจ็บเสียชีวิต

เน้นงานความมั่นคง คสช.รีบคืนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกลับสู่สังคมไทย

พร้อมๆไปกับการเดินหน้าจัดการกับปัญหาปลีกย่อยแบบลงลึกรายละเอียด ไล่ตั้งแต่การจัดระเบียบวินรถตู้โดยสารประจำทาง การสะสางวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง การแก้ไขปัญหาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ไปจนถึงการลุยล้างมาเฟียสนามบินสุวรรณภูมิ

ทหารให้ความสำคัญกับปัญหาหญ้าปากคอกที่ถูกละเลยมานาน โดยที่รัฐบาลของนักการเมืองแก้ไขไม่ได้หรือไม่ตั้งใจแก้ ปล่อยให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด

ไล่เคลียร์ปมหมักหมม คืนความเป็นธรรมให้ผู้คนในสังคม

ขณะที่มิติทางเศรษฐกิจ ยิ่งเห็นได้ชัดกับเนื้องานที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกับการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าของ คสช. สามารถจ่ายเงินค้างจ่ายให้ชาวนาได้ครบทั่วประเทศแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ปลดล็อกวงจรเศรษฐกิจของเกษตรกรรากหญ้าให้เดินต่อไปได้

เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมก็มีการกดปุ่มเดินหน้าเต็มตัว ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช.ในอีกสถานะนั่งเป็นประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุนจำนวน 18 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 122,837 ล้านบาท

ล้างท่อโครงการลงทุนที่อุดตันในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา

ไม่นับรวมความคืบหน้าในการพิจารณาเห็นชอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ไฟเขียวเมกะโปรเจกต์รถไฟรางคู่หลายเส้นทาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ระดมเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ

พร้อมๆไปกับการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2557 และการวางกรอบงบประมาณประจำปี 2558

คสช.ทำได้ตามโจทย์กระตุ้นชีพจรทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระเทือนจากวิกฤติความขัดแย้ง

สำหรับมิติทางการเมือง ก็เป็นความคืบหน้าตามโรดแม็ปที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยืนยันผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ทางสถานีโทรทัศน์ ระบุจะมี
การตั้งรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนประเทศในเดือนกันยายน ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ต้องเกิดขึ้นพร้อมการประกาศใช้ธรรมนูญชั่วคราว

เดือนตุลาคมเป็นต้นไปจะเป็นการบริหารโดยคณะรัฐมนตรี

ตามรูปการณ์ทหารยึดเวทีจากนักการเมือง เข้าบริหารแทนในรูปแบบรัฐบาลพลเรือน เพื่อภารกิจขับเคลื่อนประเทศไปสู่การปฏิรูป ภายใต้เงื่อนเวลาปีครึ่งถึงสองปี
และเหมือนจะเข้าใจตรงกัน บรรดาป้อมค่ายการเมืองต่างอยู่นิ่ง

ตามเงื่อนไข คสช.ยังให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองยังบังคับใช้ต่อไป พร้อมกับสถานะพรรค การเมืองที่ดำรงอยู่ แต่ไม่ให้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมใดๆ

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งภารกิจการเดินหน้าสร้างความปรองดองตามยุทธศาสตร์ของ คสช.ก็เดินหน้าต่อเนื่อง มีการกระจายงานไประดับจังหวัด

ผุดศูนย์ปรองดองขึ้นทั่วประเทศ

โดยการส่งทหารและข้าราชการฝ่ายพลเรือนลงพื้นที่แบบเข้าถึงทุกหมู่บ้านทุกตำบล เดินงานมวลชน สลายสีเสื้อ จัดเวทีให้แนวร่วมของคู่ขัดแย้งมาจับมือร่วมวงพูดจาปราศรัย สร้างบรรยากาศให้สังคมไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม

แม้จะยังเป็นสมานฉันท์ในแบบฉบับทหาร แต่ก็ได้คะแนนไปในเรื่องของความพยายาม

คสช.ทำได้สมบทของกรรมการกลาง “หย่าศึก” เบรกสงครามไทยปะทะไทย

ทั้งหมดทั้งปวง ประเมินจากมิติสังคม มิติเศรษฐกิจ และมิติการเมือง ประเมินเนื้องานภายใต้การทำงานของ คสช.ในห้วงหนึ่งเดือนของการยึดอำนาจการปกครอง

ได้สร้าง “จุดเปลี่ยน” ให้เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างน้อยก็ทำให้บรรยากาศของประเทศไทยเปลี่ยนไปในทิศทางบวก เสียงส่วนใหญ่ขานรับ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ นักลงทุนต่างสะท้อนความมั่นใจมากขึ้น
จากสภาพที่เละเทะ วิกฤติการเมืองขึงพืดไร้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

วันนี้ คสช.ช่วยผ่าทางตัน ทำให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้

และก็อย่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. พูดออกตัวเป็นทำนองว่า คสช.ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะบันดาลอะไรได้ ทุกอย่างต้องใช้เวลา

แต่ภายในระยะเวลา 1 เดือน ทำได้ขนาดนี้จึงถือว่าเก่งแล้ว

ที่สำคัญมันสะท้อนว่าทหารทำการบ้านมาเป็นอย่างดี และเหนือสิ่งอื่นใดเป็นการบ่งชี้ในเบื้องต้นว่า การใช้ความเบ็ดเสร็จของ คสช.ภายใต้อำนาจพิเศษ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันใจ

ได้เนื้อได้หนังมากกว่าการบริหารภายใต้อำนาจของรัฐบาลพลเรือนตามวิถีปกติ

อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีอีกจุดน่าสนใจในมิติของการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ประเมินจากแอ็กชั่นของ คสช.ดูท่าหวังผลค่อนข้างสูง

เพราะนอกจากการออกประกาศ คสช.ให้องค์กรอิสระและหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังคงอำนาจหน้าที่

เดินงานในสารบบปราบคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) โดยมีปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธาน เพื่อตรวจสอบโครงการต่างๆตามคำสั่งของ คสช.

ใช้ทีมงานทหารตรวจสอบตีคู่ขนานไปอีกทาง

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ยังได้มีคำสั่ง คสช.เรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ เน้นให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ดำเนินการแสวงหา รวบรวม และดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐ

อัดมาตรการปราบโกงกันแบบเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นอะไรที่สังเกตว่าการรัฐประหารโดย คสช.ครั้งนี้ มีสิ่งที่แปลกไปจากการยึดอำนาจการปกครองที่ผ่านๆมาที่มักจะมีรายการอายัดทรัพย์นักการเมือง

ยึดทรัพย์พวกที่อยู่ในข่ายทุจริตคอร์รัปชัน

แต่รอบนี้ต่างกันตรงที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม (คสช.) พูดระหว่างเป็นประธานมอบนโยบายกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงิน

ระบุเลยว่า หลัง คสช.เข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ตนเองได้ดำเนินการตรวจสอบบ้านพักของบุคคลหลายแห่งและพบกระเป๋าเปล่า จำนวน 40 ใบ

คาดว่าเป็นกระเป๋าที่ใช้ขนเงินสด จึงต้องให้สถาบันการเงินช่วยตรวจสอบ

พร้อมทั้งได้มีการปรารภถึงแนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในกลุ่มที่นำเงินสดเก็บไว้ที่บ้าน เป็นนัยหากยกเลิกธนบัตรแบบเดิมและเปลี่ยนเป็นธนบัตรแบบใหม่ จะเป็นการบังคับให้ผู้ครอบครองธนบัตรเหล่านี้นำเงินสดมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรชุดใหม่ ทางสถาบันการเงินจะสามารถตรวจสอบและแก้ปัญหาเงินที่มาจากคอร์รัปชันได้หรือไม่

โดยอารมณ์เหมือนยังแค่ปรามๆ

เตือนให้พวกที่อยู่ในข่ายได้หยุดพฤติกรรมไม่โปร่งใส

ไม่อย่างนั้นจะโดนไม้แข็งเป็นมาตรการหนักต่อไป

แน่นอน โดยความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการเอาจริงกับคอร์รัปชัน คสช.ได้แสดงให้เห็นแล้ว แต่กระนั้นก็ยังเป็นแค่ขั้นยุทธศาสตร์ ยังไม่เห็นผลในเชิงปฏิบัติจริง

ถ้าสำเร็จจะถือว่า คสช.ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เรียกว่า “ปฏิวัติ” ได้เต็มภาคภูมิ

แต่เรื่องของเรื่อง ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร

จุดนี้จะเป็นปัจจัยแปรผัน ส่งผลตรงกับมาตรการปราบโกงภายใต้อำนาจพิเศษจะเป๋หรือไม่

ลุยแก้กัน “ถึงแก่น” หรือ “แค่เปลือก”.

“ทีมการเมือง”

21 มิ.ย. 2557 08:57