วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


CHEVROLET CAPTIVA ใหม่ ไปไกลกว่าที่คิด

ความเปลี่ยนแปลงคือสัจธรรมของทุกสิ่ง ล่าสุด Chevrolet ทำการปรับโฉมปรุงแต่งรายละเอียดของยนตรกรรมรุ่น Captiva ในแบบ Minor change เพื่อเพิ่มความสดใหม่และกระตุ้นยอดขาย สำหรับรุ่นปรับโฉมประจำปี 2014 ของ SUV หรูรุ่น Captiva เกิดขึ้นท่ามกลางความนิยมชมชอบในรถยนต์ประเภท SUV แบบลุยก็ได้หรูก็ดี โดยเพิ่มเติมอุปกรณ์ที่เสริมสภาพการขับขี่ให้ดีขึ้น รวมถึงการปรุงแต่งรูปลักษณ์ที่ดูดีอยู่แล้ว ให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น รถยนต์อเนกประสงค์แบบกึ่งหรูกึ่งลุยรุ่นนี้ ออกขายมานานกว่า 3 ปี เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มันจึงต้องสื่อให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบ ประสิทธิภาพ และความสวยงามไปพร้อมๆ กันทั้งหมดในทุกๆ ตำแหน่งแห่งที่


ไฟหน้าและกระจังหน้าแบบสองชั้นที่ดูดีอยู่แล้วของ New Captiva ยังคงอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนสปอยเลอร์หน้าหรือกันชนหน้าแบบใหม่ หน้าตาท่าทางแบบรถลุยสไตล์อเมริกันยังมีการปรุงแต่งในส่วนของไฟตัดหมอก ด้วยการเพิ่มฝาครอบโครเมี่ยมในบริเวณกรอบของไฟตัดหมอก


ไฟท้าย สปอยเลอร์หลังและท่อระบายไอเสียในส่วนปลายท่อกลายเป็นของใหม่ใน New Captiva 2014 ไฟท้ายแบบใหม่ใช้หลอด LED เพิ่มความชัดเจนในด้านมุมมองและความเฉียบคมของงานดีไซน์ลายละเอียดของไฟท้ายที่คล้ายคลึงกับยนตรกรรม SUV ของพวกเยอรมัน ความงดงามลงตัวของสัดส่วนที่บั้นท้ายยังมีปลายท่อไอเสียทรงเหลี่ยมกับกันชนหลังหรือสปอยเลอร์หลังที่เสริมเติมเต็มให้ส่วนท้ายของ Captiva มีความแปลกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


มิติตัวถังยังคงเดิมทุกอย่าง สัดส่วนความยาว 4,673 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร และสูง 17,56 มิลลิเมตร เรือนร่างที่สูงบึกบึนตามสไตล์รถลุยจากอเมริกันยังมีตัวยึดแร็คหลังคาติดตั้งมาให้สำหรับการขนสัมภาระ ระบบกุญแจแบบ Passive Entry Passive Start-PEPS ปลดล็อกประตูและสตาร์ตเครื่องยนต์โดยไม่ต้องถือกุญแจในมือ สำหรับรุ่นสูงสุด LTZ และรุ่น LSX ใส่ล้ออัลลอยขอบ 19 นิ้วเลยห้าก้านตันทึบเหมือนเดิม แก้มข้างทั้งสองด้าน มีชิ้นงานพลาสติกทำเป็นโป่งซุ้มล้อเพื่อขยายแนวของซุ้มล้อให้ดูใหญ่และมีความสวยงามลงตัว การออกแบบในลักษณะดังกล่าว ทำออกมาเพื่อให้เข้ากับความใหญ่โตของล้ออัลลอยลายห้าก้านขอบ 19 นิ้ว กระจกมองข้างปรับไฟฟ้ามีเลนส์ไฟเลี้ยวอยู่ภายใน


งานออกแบบตัวรถด้านข้างของ New Captiva LTZ มีแนวรางของแร็คหลังคาซึ่งใช้พลาสติกสีเงินที่มีความแข็งแรง ประตูบานโตทั้งสี่เหมาะกับรูปแบบของตัวรถ ซุ้มโป่งล้อหลังและแนวของกาบบันไดสื่อให้เห็นถึงรถลุยสไตล์อเมริกันมีความสอดคล้องกับรูปแบบโดยรวมกับความอเนกประสงค์ของตัวรถได้เป็นอย่างดี New Captiva รุ่น LTZ เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด ใส่ล้ออัลลอยลาย 5 ก้านขนาด 19 นิ้ว ห่อรัดเอาไว้ด้วยยาง Hankook ขนาด 235/50/R19 ของบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จากเกาหลียี่ห้อ Kumho เมื่อสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่าฝากระโปรงหน้ากับกันชนหน้ามีแนวสันที่ผสมผสานไป กับแนวด้านข้างของตัวรถไปจนถึงเสาหน้า และเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าฝากระโปรงหน้าถูกยกนูนขึ้นเล็กน้อย เกิดจากความจงใจในขั้นตอนของการออกแบบยานยนต์ยุคใหม่แทบจะทุกค่ายในปัจจุบัน ที่มักนิยมใช้การออกแบบโดยยกสันนูนของแนวด้านข้างฝากระโปรงหน้าเพื่อความสวยงาม


บั้นท้ายคือสัดส่วนที่กลมกลืนของ Captiva 2014 มันถูกปรับเปลี่ยนสีของเลนส์ไฟท้ายกับหลอดไฟท้ายแบบใหม่ LED จากที่เคยเป็นสีขาวมาเป็นสีแดง หลอด LED ช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มมุมมองที่ชัดเจน ตามแบบรถยนต์ยุคใหม่ทั่วไป ฝาท้ายบานใหญ่เปิดออกได้ด้วยการยกบานฝาท้ายขึ้นในมุมสูงสุด ภายในมีการติดตั้งมือจับเพื่อความสะดวกเวลาใช้งาน ฝาท้ายคาดกลางด้วยงานพลาสติกโครเมี่ยมใจกลางมีตราสัญลักษณ์โบว์ไท กระจกบานหลังฝาท้ายใช้มุมที่เกือบจะตั้งฉากซึ่งมีความลงตัวไปกับแนวของเสาท้าย กระจกบังลมบานฝาท้ายมีใบปัดน้ำฝนติดตั้งมาให้ มุมบนมีไฟเบรกดวงที่สามซึ่งใช้หลอดไฟเบรกแบบ LED จำนวน 5 หลอดอยู่ในชิ้นกรอบเลนส์พลาสติกสีแดง มุมด้านบนของตำแหน่งติดตั้งแผ่นป้ายทะเบียนซ่อนที่เปิดฝาท้าย ส่วนสปอยเลอร์หลังติดตั้งโลหะสีเงินซึ่งเป็นแผ่นกันกระแทกเมื่อต้องยก กระเป๋าหรือสิ่งของเข้า-ออกจากบริเวณฝาท้าย ขอบด้านข้างทั้งสองของสปอยเลอร์หลัง มีกรอบไฟสะท้อนแสงสีแดง ชายล่างของสปอยเลอร์หลังตรงกลางเป็นชิ้นพลาสติกกันกระแทกสีเงิน โดยถูกออกแบบให้เข้ากับชิ้นพลาสติกกันกระแทกที่ด้านหน้า ท่อระบายไอเสียทรงกลมสองตำแหน่งในมุมซ้าย-ขวา ภายในชุดสปอยเลอร์หลังยังติดตั้งเซนเซอร์ถอยหลังที่จะส่งสัญญาณเสียงเตือน เมื่อผู้ขับถอยรถเข้าใกล้วัตถุที่กีดขวาง


ห้องโดยสารของ New Captiva 2014 ผสมผสานความอเนกประสงค์ของการใช้งานใน Cockpit ให้เข้ากับความหรูหราของวัสดุและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แผงคอนโซนแนวตรงเน้นสันเหลี่ยมตรงคอนโซลกลางเพื่อวางตำแหน่งจอแสดงผล ใช้พลาสติกสีเงินตัดกับสีเทา-ดำแบบทูโทนของหนังที่ใช้หุ้มภายใน ตำแหน่งของเบาะคนขับปรับทิศทางท่านั่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงแค่ตำแหน่งเดียว ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าใช้การปรับด้วยมือแบบแมนนวล จอแสดง ผลขนาด 7 นิ้ว รวบรวมฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายเอาไว้ภายในพร้อมด้วยเมนูภาษาไทยเพื่อ เอื้ออำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกจากโปรแกรมการสั่งงาน ซึ่งมีทั้งระบบแสดงข้อมูลของการเดินทางด้วย GPS ระบบบันทึกและเรียกดูสถานที่ต่างๆ ตามเส้นทางที่จะผ่านระบบโทรศัพท์ไร้สายแบบ Bluetooth เครื่องเล่น DVD/CD/MP3 วิทยุ AM/FM พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB แจ้งเตือนอุณหภูมิภายนอก+ภายในพร้อมตำแหน่งทิศทางของตัวรถและระดับความสูง จากน้ำทะเล ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล ระบบ Driving Mode แสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ความเร็วเฉลี่ย อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่อระยะทางและน้ำมันที่เหลืออยู่ในถัง รวมถึงเข็มทิศแบบดิจิตอล


ห้องโดยสารเน้นโทนสีอ่อนเพื่อเพิ่มมิติมุมมองด้านความโอ่โถง เบาะหุ้มหนังแท้ เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า สิ่งท่ี่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใน Captiva Minor Change คือกรอบมาตรวัดรอบและความเร็วที่มีการเพิ่มชิ้นงานพลาสติกโครเมี่ยมสีเงินกรุล้อมกรอบมาตรวัดทั้งสองตำแหน่ง คอนโซลสองชิ้น ด้านบนเป็นโฟมขึ้นรูปหุ้มด้วยไวนิล ด้านล่างเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป ชุดควบคุมอุณหภูมิ ชุดเครื่องเสียง คันเกียร์และ ที่วางแก้วน้ำรวมไปถึงพนักเท้าแขนยังคงเหมือนเดิมทุกตำแหน่ง จอภาพมอนิเตอร์ในรุ่น LTZ ควบรวมการทำงานโดยแจ้งข้อมูลผ่านภาพของระบบปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ระบบนำทางด้วยดาวเทียมพร้อมการระบุตำแหน่งจุดหมายปลายทาง หรือตำแหน่งขณะที่รถกลังเคลื่อนที่ รวมกับการแจ้งข้อมูลของเครื่องเสียงกับระบบที่รองรับเช่น CD/MP3/AUX/USB


ชุดเครื่องเสียงหรือระบบให้ความบันเทิงเริงรมย์ใน Captiva พัฒนาและออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับการใช้งาน มีชื่อเรียกว่า 3 Dimensional Sound Staging ให้รูปแบบสามมิติ เครื่องเสียงและจอมอนิเตอร์ผลิตในประเทศฝรั่งเศสและใช้ระบบประมวลผล Microprocessor ซึ่งทางวิศวกรของ Chevrolet คุยว่าเป็นชุดเครื่องเสียงติดรถยนต์ที่ดีที่สุดคันหนึ่งในยุคปัจจุบัน ระบบเสียงใน New Captiva ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 E85 และดีเซลเน้นความละเอียด คมชัดสมจริงในทุกมิติ ซึ่งปรับ Sound Staging ให้อยู่ในระดับหูของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร จัดทิศทางของเสียงที่ออกจากลำโพงทั้ง 8 ตัวให้อยู่ในบริเวณด้านหน้าของ Cockpit พวงมาลัยแบบสี่ก้านหุ้มหนังสีดำปรับทิศทางขึ้น-ลงได้แต่ปรับระยะใกล้-ไกลไม่ได้ พวงมาลัยติดตั้งสวิตช์ปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ควบคุมการทำงานของเครื่องเสียง ตั้งค่าครูสคอนโทรล สวิตช์ควบคุมโทรศัพท์ไร้สายแบบ Bluetooth สวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศฯ ส่วนคอนโซลกลางซึ่งเป็นที่อยู่ของจอแสดงผลมีชุดนาฬิกาดิจิตอลอยู่ด้านล่าง พร้อมด้วยปุ่มไฟขอทาง ปุ่ม On-Off ระบบควบคุมการทรงตัว สวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบ HDC-Hill Descent Control หรือระบบป้องกันและควบคุมความเร็วขณะขับลงทางลาดชัน (เป็นระบบที่จะสั่งการให้เครื่องยนต์และเบรกทำงานสัมพันธ์กันโดยอัตโนมัติ เพื่อจำกัดความเร็วของรถในขณะที่ขับขี่ลงจากทางลาดชัน)


เบาะผู้โดยสารตอนหลังสามารถพับเก็บในแนวราบเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการขนสัมภาระ ส่วนเบาะทั้งตำแหน่งผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารด้านหลังมีเข็มขัดนิรภัย ติดตั้งมาให้ครบ เบาะผู้โดยสารบริเวณตอนหลังสุดที่สามารถพับได้ยังมีช่องแอร์พร้อมสวิตช์ ควบคุมปรับตั้งความเร็วของพัดลมแอร์มาให้อีกด้วย ทำให้การใช้งานมีความสะดวกสบาย และเหมาะสมมากกับอุณหภูมิในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน เบาะที่นั่งในทุกตำแหน่งหุ้มหนังแท้และตัดเย็บอย่างประณีตโดยใช้โทนสีอ่อน เพื่อลดอุณหภูมิเมื่อจอดรถตากแดด ด้านหลังของชุดเบาะคู่หน้ายังมีตาข่ายใส่ของกระจุกกระจิก ช่องวางแก้วน้ำที่แผงประตู รวมถึงกล่องเก็บเครื่องมือ ฝาท้ายมีมือจับให้ใช้งานยามเปิด-ปิด พร้อมโช้คค้ำยันฝาท้ายที่เปิดออกได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก


ระบบความปลอดภัย ถุงลมนิรภัยรอบคัน Curtain Airbag โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อก เสริมความแข็งตั้งแต่พื้นถึงห้องโดยสาร ลดปัญหาการเสียรูปทรงเมื่อเกิดการชนหรือพลิกคว่ำ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ม่านถุงลมนิรภัยบริเวณด้านข้าง เพื่อป้องกันศีรษะของผู้ขับขี่และผู้โดยสารหากเกิดอุบัติเหตุ ระบบดิสเบรกแบบ 4 ล้อ มีครีบระบายความร้อนที่เบรกคู่หน้า พร้อมด้วยระบบป้องกันล้อล็อกหรือ ABS ระบบเสริมแรงเบรกไฮดรอลิก HBA ระบบกระจายแรงเบรกแบบอัตโนมัติ EBD ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control ระบบควบคุมเสถียรภาพของการทรงตัว ESP ชุดเบรกมือไฟฟ้าและระบบป้องกันการพลิกคว่ำ ARPbreak เสริมคานเหล็กนิรภัยด้านข้างป้องกันการชนกระแทกในทิศทางของบานประตู ทั้ง 4 บานหรือ Side Door Impact Beam เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ Hi-power pretensioner safety Belt


ระบบควบคุมการทรงตัวในรถ New Captiva ประกอบไปด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD หรือ Active On Demand 4WD ควบคุมและสั่งการด้วยระบบไฟฟ้า ในสภาวะปกติระบบส่งกำลังที่ทำงานเชื่อมต่อกับชุดสมองกล Active On Demand 4WD จะถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อคู่หน้าเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น ต่อเมื่อสภาพถนนแปรเปลี่ยนไปเช่นอยู่ในเส้นทางที่ขรุขระ ลื่นไถลหรือเป็นหล่มโคลน ตัวจับสัญญาณจะสั่งให้ชุดเฟืองท้ายแบบแม่เหล็กไฟฟ้า Active Coupling ทำการถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อคู่หลังแบบอัตโนมัติในอัตราส่วน 50:50/60:70/70:30 ตามความเหมาะสมของสภาพถนนจากการคำนวณของกล่องควบคุม เฟืองท้ายลักษณะดังกล่าว ทำงานร่วมกับชุดเสริมแรงบิด Active Torque On Demand ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมกำลังให้กับระบบขับเคลื่อนทั้งหมด โดยจะทำการกระจายแรงบิดที่เหมาะสมและสมดุลไปยังล้อทั้ง 4 ผ่านเพลาขับ ช่วยทำให้การควบคุมตัวรถมีการยึดเกาะกับเส้นทางแบบออฟโรดได้ดียิ่งขึ้น


Chevrolet New Captiva 2014 คันทดสอบทั้งสองรุ่น เป็นรุ่นสูงของเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน วางเครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ติดตั้งระบบเชื้อเพลิงแบบใหม่เพื่อเพิ่มเติมสมรรถนะในการรองรับเชื้อเพลิงเอทานอล เครื่องยนต์เบนซินตัวนี้ถูกพัฒนามาเพื่อให้กำลังตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำไปจนถึงรอบกลาง ปริมาตรความจุที่ 2,384 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแรงดันสูงแบบมัลติพอยต์ ให้กำลังสูงสุด 168 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 229 นิวตันเมตร หรือ 23.5 กิโลกรัมเมตร ที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที


สำหรับ Chevrolet New Captiva 2014 รหัส LTZ รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล วางเครื่องยนต์แบบดีเซลแถงเรียง 4 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ปริมาตรความจุ 1,998 ซีซี ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาร์บ 4 วาล์วต่อสูบ กระบอกสูบคูณช่วงชักเท่ากับ 86.0 มิลลิเมตร x 86.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.3:1 กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์หรือ 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร หรือ 40.7 กิโลกรัมเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น


ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เวอร์ชั่น 2 ที่ได้รับการปรับปรุงในด้านการทดกำลังใหม่หมด พร้อมระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ DSC (Driver Shift Control) ชุดส่งกำลังของ New Captiva ใช้เกียร์อัตโนมัติแบบเฟืองที่มีโหมดการทำงานร่วมกันกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อหรือ 2 ล้อหน้า ใช้คันเกียร์แบบ Driver Shift Control (DSC) โดยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ที่สามารถเข้าเกียร์เอง หรือจะให้สมองกลเกียร์ ทำงานปรับเปลี่ยนอัตราทดไปตามระดับความเร็วรถ ความเร็วรอบและแรงบิดของเครื่องยนต์ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้ง ส่วนระบบขับเคลื่อนสองรูปแบบ ทั้งการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าหรือขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบ AWD -All Wheel Drive ระบบรองรับ ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพแก๊สและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระ 4 จุดยึดมัลติลิงก์ พร้อมระบบ Self Levelizer หนึ่งในเทคโนโลยี Self Balancing Integration ช่วงล่างหลังยกตัวอัตโนมัติเมื่อทำการบรรทุกสิ่งของ โช้คอัพด้านหลังจะช่วยปรับระดับโดยการยกตัวให้สูงขึ้น เพื่อรักษาสมดุลที่ดีระหว่างล้อหน้าและหลัง ป้องกันอาการท้ายห้อยเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้านการทรงตัว ชุดเบรกของ New Captiva ใช้ดิสเบรกทั้ง 4 ล้อพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS


Chevrolet Captiva 2.4L AT Gas LSX 1,298,000 บาท
Chevrolet Captiva 2.4L AT Gas LTZ 1,595,000 บาท
Chevrolet Captiva 2.0L DSL AT 2x4 LTZ 1,425,000 บาท
Chevrolet Captiva 2.0L DSL AT 4x4 LTZ 1,719,000 บาท


Chevrolet Thailand ขนสื่อมวลสายยานยนต์บินลงไปยังจังหวัดภูเก็ต เพื่อลงทดสอบ New Captiva Minor Change 2014 โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ร่วมพิสูจน์สมรรถนะของ Captiva Minor Change 2014 ซึ่งมีให้ลองทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน E85 ขนาด 2.4 ลิตร 167 แรงม้าและเครื่องดีเซล คอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น 2.0 ลิตร 163 แรงม้า สำหรับเส้นทางทดสอบจากสนามบินนานาชาติในจังหวัดภูเก็ตมุ่งหน้าสู่เข้าหลักในจังหวัดพังงา รวมระยะทางที่ใช้ในการทดสอบทั้งหมด 200 กิโลเมตร รถทดสอบทั้ง 10 คัน แบ่งออกเป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 5 คัน และรุ่นเครื่องยนต์เบนซินอีก 5 คัน ท่ามกลางภูมิประเทศของหัวเมืองท่องเที่ยวชายทะเลในฝั่งอันดามันที่ขึ้นชื่อในด้านความงามของธรรมชาติ


ในสภาพการขับเคลื่อนแบบปกติท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นของเขตเมืองภูเก็ต Captiva Minor Change 2014 จะขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าเท่านั้น สำหรับการขับเคลื่อนแบบสี่ล้อหรือ AWD จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของสมองกลที่ใช้ควบคุมระบบขับเคลื่อนเมื่อเซนเซอร์ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตรวจพบว่าทางที่กำลังวิ่งมีความลื่นหรือขาดกำลังในการผลักดันตัวรถให้ไปข้างหน้า ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของ Captiva จะสั่งให้เพลาถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อคู่หลัง การทำงานประสานกันทั้งระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อน ระบบช่วยทรงตัว และระบบรองรับมีคอมพิวเตอร์ควบคุม คอยรับผิดชอบให้ทุกระบบของการขับเคลื่อนมีความสมดุล บนถนนในเมืองภูเก็ต เรือนร่างที่โตกว่า CRV หรือแม้แต่ Fortuner ทำให้ต้องคอยระมัดระวัง ทั้งเวลาจะถอยจอดหรือวิ่งอยู่บนสภาพการจราจรที่คับคั่ง ตำแหน่งท่านั่งแบบรถลุยขับสี่สูงโด่งจนคุณสามารถมองเห็นรอบๆ ตัวได้หมดและมองได้ไกลมากขึ้นจากสัดส่วนของความสูง ความรู้สึกที่เหมือนนั่งอยู่บนตำแหน่งที่สูงโย่งใน Captiva ทำให้รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน เบาะคันขับในรถรุ่น LTZ ทั้งรุ่นดีเซลและรุ่นเบนซิน ปรับด้วยไฟฟ้าเพียงแค่ตำแหน่งคนขับ ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าต้องปรับด้วยมือเอาเอง สำหรับการขับในเมืองก็เหมือนกับรถออฟโรดทั่วไปที่มีเรือนร่างใหญ่โต การจะเปลี่ยนทิศทางหรือถอยหลังเดินหน้าควรจะมีการมองระยะเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้ด้วย เซนเซอร์ถอยหลังช่วยได้บ้าง แต่ะจะดีเลิศกว่านี้มากหากมีกล้องถอยหลัง ผมเห็นเจ้าของ Captiva บางท่านเอากระจกมองหลังซึ่งเป็นชุดแต่งติดตั้งไว้ที่ฝาท้ายเพื่อเพิ่มมุมมอง ช่วยได้มากพอสมควรหากต้องการถอยโดยไม่ไปล่อเข้ากับกระถางต้นไม้หรือขอบฟุตปาท


แรงบิดของเครื่องยนต์ดีเซล 400 นิวตันเมตร ในช่วงออกตัวเป็นไปอย่างเนิบๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากถึง 1.8-1.9 ตัน กำลังมีพอเพียงต่อความต้องการในการเคลื่อนตัวแบบฉับไว ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน E85 น้ำหนักเกือบๆ 2 ตัน กับแรงบิด 229 นิวตันเมตรใน และ 400 นิวตันเมตรในรุ่นดีเซล ทำให้ Captiva ไม่ใช่เป็นรถที่มีกำลังล้นเหลือ กำลังในรูปของแรงบิดมีให้ไม่ได้แรงจนกระชาก วิศวกรของ Chevrolet ปรับแรงบิดเพื่อให้มีความเหมาะสมกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ การส่งถ่ายกำลังทำได้แบบเรื่อยๆ เมื่อขับขี่ใช้งานในเมืองที่เกียร์เปลี่ยนขึ้น-ลงอยู่ตลอดเวลา


พวงมาลัยที่ความเร็วต่ำหรือขณะหยุดนิ่งมีคาแรกเตอร์แบบ SUV ซึ่งต้องหนักแน่นแข็งแรงมากกว่าเบาหวิวจนไร้สัมผัสที่ดี พวงมาลัยเพาเวอร์สายพานให้ความรู้สึกที่ดีทั้งการเลี้ยวและการควบคุมในทางตรง ระยะของวงเลี้ยวหรือการกลับรถค่อนข้างกว้างไปสักนิด แต่การเปลี่ยนเกียร์จากเดินหน้าสลับถอยหลังทำได้เร็วดั่งใจ บนเส้นทางที่วิ่งขึ้น-ลงทางลาดชัน ในแถบเขาหลักของจังหวัดพังงา พวงมาลัยสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้ดีและดูเหมือนจะดีกว่าพวงมาลัยไฟฟ้าใน SUV บางรุ่นอีกด้วย ระบบบังคับเลี้ยวของมันให้ความมั่นใจในการควบคุมโดยส่งถ่ายความนิ่งและแม่นยำออกมาเป็นระยะๆ การตอบสนองต่อการหักเลี้ยวหรือควบคุมทิศทางอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สำหรับระบบส่งกำลังซึ่งใช้เกียร์ออโต้ 6 สปีดใน Captiva Minor Change 2014 หากคุณผลักมันไปทั้งด้านซ้ายสุดจะเป็นตำแหน่งของการชิฟเกียร์เอง โดยมีตัวเลขตำแหน่งเกียร์ถูกแสดงอยู่ใต้หน้าปัดมาตรวัดเพื่อป้องกันความสับสน เกียร์ 6 สปีด เวอร์ชั่นล่าสุด เปลี่ยนได้เร็วทันทีที่ลดหรือเพิ่มเกียร์ ด้วยการใช้โหมดแมลนวล จะมีอาการหน่วงเล็กๆ ให้ได้สัมผัสรับรู้ถึงการทำงานของเกียร์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ สำหรับการเร่งความเร็วเพื่อแซง มันจะไหลขึ้นไปเนิ่บๆ การเข้าเกียร์ด้วยการโยกคันเกียร์หนักแน่นตามสไตล์รถอเมริกันที่เน้นความคงทน


ความขรุขระของผิวทางถูกขจัดออกไปได้บ้างจากระบบรองรับ ช่วงล่างของ Captiva 2014 ทำหน้าที่ในการดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นได้ดี มุมไต่และมุมเฉียงบวกความสูงของใต้ท้องรถทำให้หลุมบ่อปลักควายไม่ก่อปัญหาให้มันมากนักหากไม่ลึกจนเกินไป ล้อที่โตถึงขนาด 19 นิ้ว ยังยึดเกาะกับผิวทางแบบลาดยางได้ดีถึงแม้จะมีน้ำฝนปกคลุมในบางช่วงบางตอน ฐานล้อที่ถูกขยายยังเสริมด้วยความแข็งแกร่งจากจุดยึดของช่วงล่าง ในกรณีของการขับสี่ อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่ารถคันนี้จะตัดสินใจด้วยตัวของมันเองว่าจะถ่ายแรงบิดไปยังล้อคู่หลังเมื่อใด การออกแบบซอฟต์แวร์ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานจริง และครอบคลุมทุกสภาพเส้นทาง แม้จะสั่งให้ขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยตัวคุณเองไม่ได้ ขีดความสามารถในการลุยของมันยังอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ไปได้ทุกที่ทุกท่าเหมือนรถปิกอัพขับสี่ยกสูง ซึ่งเจ้า Captiva ตอบโต้กลับด้วยการนั่งขับและโดยสารที่สบายเนื้อสบายตัวมากกว่า คุณต้องเป็นคนที่ชอบเดินทางไปในที่สวยงามซึ่งเต็มไปด้วยทางโหดๆ และชอบการผจญภัยใช้ชีวิตกลางแจ้ง คุณอาจรักความใหญ่โตของมันที่ช่วยให้มั่นใจยามอยู่บนไฮเวย์ อย่างไรก็ตาม Captiva 2014 รุ่น Minor Change สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้ หากอยากเปลี่ยนรถชาติของการขับขี่แบบลุย มันก็สามารถทำได้ในระดับที่น่าพอใจ จากราคาค่าตัวและสมรรถนะที่ได้รับ


โดยภาพรวมแล้ว ทั้งรุ่นเบนซิน E85 ขนาด 2.4 ลิตร 167 แรงม้า และดีเซล คอมมอลเรลไดเรคอินเจคชั่น ขนาด 2.0 ลิตร 163 แรงม้า ทำตัวได้ดีบนถนนเรียบหรือแม้แต่การขับตะลุยไปบนทางขรุขระ มันอาจไม่ใช่รถที่สามารถลุยเข้าไปได้ทุกพื้นที่จากระบบของการขับเคลื่อน 4 ล้อที่ตัดสินใจด้วยตัวของมันเอง แทนที่จะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา รถ Captiva Minor Change 2014 มีพวงมาลัยเพาเวอร์แบบสายพาน แทนที่แบบไฟฟ้า ซึ่งให้สัมผัสที่หนักแน่นและให้ความรู้สึกแบบรถลุยสไตล์อเมริกัน รวมถึงการเข้าเกียร์ก็ยังให้ความรู้สึกแข็งแรงเที่ยงตรงตามสไตล์รถออฟโรด SUV ขนานแท้ เบาะนั่งออกแนวนุ่มนั่งสบาย ขนาดความกว้างของเบาะทำให้ขับทางไกลได้ดีพอสมควร กำลังของเครื่องยนต์อยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรจากน้ำหนักตัวที่หนักถึง 1.8-1.9 ตัน เมื่อรวมเชื้อเพลิงกับสัมภาระเต็มคัน ระบบส่งกำลังซึ่งเป็นเกียร์อัตโนมัตแบบ 6 สปีด เวอร์ชั่นที่ 2 ทำงานได้ดีทั้งในโหมดออโต หรือการยัดเกียร์เองในโหมดแมนนวล บนทางแบบทุรกันดาร กับประสิทธิภาพของการลุยให้ความเชื่อมั่นได้ดี กินเชื้อเพลิงอยู่ในคาบที่สามารถรับได้ จุดขายสำคัญอยู่ที่โฉมและความสดของรุ่น Minor Change การทรงตัวที่ย่านความเร็วเดินทาง 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถมีอาการนิ่งและมั่นคง ส่วนการถ่ายเทน้ำหนักเมื่อเข้าโค้ง เนื่องจากขนาดความสูงจึงทำได้ด้อยกว่าซีดานขนาดกลางที่ตัวเตี้ยกว่า อาการโคลงตัวจากสัดส่วนของความสูงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แม้จะออกขายมานานพอสมควรแต่การปรับปรุงเพื่อเติมความสดจะทำให้มันกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง


หากคุณสนใจอยากได้รถยนต์คันโตตัวสูงที่ใช้ลุยน้ำท่วมได้ดีกว่ารถเก๋ง รวมถึงการวิ่งทางฝุ่นที่โดดเด่นกว่ารถเก๋ง ก็ลองไปหาขับทดสอบตามโชว์รูมของ Chevrolet ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda CRV / Toyota Fortuner / Mitsubishi Pajero Sport / Subaru XV 4x4 แล้วมีดีมีด้อยกันไปคนละแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวว่าจะตัดสินใจเอาคันไหน ข้อสำคัญคือคุณต้องลองให้หมดหากต้องควักกัน 1,595,000 บาท ในรุ่นสูงสุดของเครื่องเบนซิน และ 1,719,000 บาท ในรุ่นสูงสุดของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นเงินไม่ใช่น้อยสำหรับการเลือกหาพาหนะลุยก็ได้เรียบก็ดีแบบเจ้า Captiva 2014 ทั้งสองศรีพี่น้อง รักใครชอบใคร ไปจัดเอาเองสักคันครับ.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

New Captiva Minor Change 2014 เติมเต็มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปรับโฉมเพิ่มความสดทั้งดีเซลและเบนซิน ทดสอบทางไกลในจังหวัดภูเก็ต พิสูจน์ประสิทธิภาพยานยนต์กึ่งหรูกึ่งลุยสไตล์อเมริกัน บนราคาค่าตัว 1,595,000 - 1,719,000 บาท... 20 มิ.ย. 2557 16:02 23 มิ.ย. 2557 11:25 ไทยรัฐ