วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มุมข้าราชการ 21/06/57

โดย

ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าขั้นตอนการจัดการประเทศไทยในช่วงนี้มีลำดับเวลาที่วางไว้คือมี ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ในเดือนกรกฎาคมจากนั้นในเดือนสิงหาคมจะมี สภานิติบัญญัติ ควบคู่ไปกับ สภาปฏิรูปการเมือง ที่แบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจนในเรื่องของการออกกฎหมายและการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์

อีกขั้นตอนหนึ่งคือการจัดตั้ง รัฐบาล มี คณะรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินน่าจะไม่เกินเดือนกันยายน สำหรับ คสช. หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะดำรงคงอยู่หรือแปรสภาพไปอย่างไรก็สุดแท้แต่บทบัญญัติในธรรมนูญชั่วคราว แต่ที่แน่นอนคือแทบทุกกระแสเสียงในสังคมต่างเรียกร้องต้องการให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ด้วยตัวเอง โดยควบตำแหน่ง หัวหน้า คสช. ด้วย ก็ไม่มีปัญหาใดๆ

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งขอแสดงความเห็นด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจว่าไม่ควรทำคือ การต่ออายุราชการ ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก รวมไปถึงตำแหน่งของท่านอื่นใน คสช.ทั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารเรือ และ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ด้วย

เหตุการณ์ทำนองนี้มิใช่ไม่เคยเกิดขึ้นหากแต่มีมาแล้วหลายครั้งหลายหนและสุดท้ายเหตุการณ์ที่ตามมาก็เกิดผลกระทบในวงกว้างโดย เฉพาะอย่างยิ่ง 2 ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือเหตุการณ์ต่ออายุราชการในตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของ จอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี 2514-2515 เป็นชนวนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และการต่ออายุราชการในตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2523 ทำให้เกิดเหตุการณ์เมษาฮาวายขึ้นในเดือนเมษายน 2524

อีกอย่าง การต่ออายุราชการ มิใช่จะทำกันได้ง่ายๆเพราะ ข้าราชการ ทุกคนต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระบุไว้ในวรรคแรกของมาตรา 19 ว่า “ข้าราชการซึ่งมีอายุ ครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้วเป็นอันพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์” โดยมีข้อยกเว้นในวรรคสองวรรคสามสำหรับ ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ฯลฯ และข้าราชการซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นเช่น ตุลาการ อัยการ

ถ้าจะทำกันจริงๆก่อนอื่นต้องมีการแก้กฎหมายดังกล่าวจะด้วยอำนาจ คสช. หรือด้วย สภานิติบัญญัติ ก็ตามทีซึ่งก็คงไม่พ้นข้อครหาว่ากระทำเพื่อคนเดียวหรือกลุ่มเดียวในกรณีที่มีการต่ออายุราชการให้ผู้นำทั้งสามเหล่าทัพและกองทัพไทยด้วย แต่ถ้าหากมีเหตุผลและความจำเป็นชนิดที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือการแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 19 จากคำว่า หกสิบปีบริบูรณ์ เป็น หกสิบเอ็ดปีบริบูรณ์ หรือ หกสิบสองปีบริบูรณ์ หรือแม้กระทั่ง หกสิบห้าปีบริบูรณ์ ก็ยังได้ เพราะอานิสงส์นี้จะตกแก่ ข้าราชการ ทุกผู้คนในแผ่นดินไม่เลือกประเภทเลือกฝ่ายโดยพร้อมหน้ากัน

นั่นหมายความว่าสิ้นปีงบประมาณนี้จะไม่มี ข้าราชการ คนใดเกษียณอายุไม่ว่าจะเป็นจ่าเป็นนายร้อยนายพันนายพลและไม่ว่าจะเป็นเสมียนหรืออธิบดีหรือปลัดกระทรวงในฝ่าย พลเรือน รวมตลอดถึง ครูบาอาจารย์ และ ตำรวจ เพราะว่ากันจริงๆแล้ว คนวัย 60 ในยุคนี้ก็มีกำลังวังชาและความสามารถตลอดจนประสบการณ์ชนิดไร้เทียมทานด้วยกันทั้งนั้น ประเด็นนี้มีคนกล้าคิดแต่ไม่มีใครกล้าเสนอ ก็ขอเสนอไว้ในที่นี้เสียเลย ก็ในเมื่อมีโครงการเกษียณก่อนกำหนดได้ ทำไมจะมีรายการเกษียณหลังกำหนดไม่ได้ เพียงแต่ขอให้ฝนตกทั่วฟ้าเท่านั้นเองเป็นพอเอาไหม...เอาไหม

“ซี.12”

20 มิ.ย. 2557 13:42 ไทยรัฐ