วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไต่ผา..ป่าหินงาม ลอดถ้ำใต้บาดาลที่"คุนหมิง"

โดย

ช่วงวันหยุดพักผ่อนลองวีกเอนด์ หากใครเลือกไม่ถูกว่าจะไปทอดน่องที่ไหนดี เพราะในเมืองไทยที่ไหนๆก็ไปมาหมดแล้ว ลองทอดสายตามองไกลออกไปสักหน่อย คิดถึงเมืองนอกเมืองนาดูบ้าง เพื่อหลีกหนีความจำเจ ยิ่งถ้ามีเวลาแค่ 2-3 วัน และไม่อยากไปไกลเกิน เราขอแนะนำ คุนหมิง ไว้ในอ้อมใจมิตรรักนักเที่ยวอีกสักแห่ง

การเดินทางไปคุนหมิงไม่ยุ่งยาก แถมยังสะดวกกายและสบายกระเป๋า มีโรงแรมที่พักราคาไม่แพง จากเมืองไทยบินง่ายๆด้วยสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย ที่บินตรงจาก สนามบินดอนเมือง สู่ สนามบินคุนหมิง ทุกวัน วันละหนึ่งเที่ยวบิน ออกจากเมืองไทย 9 โมงเช้า ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงครึ่งนกเหล็กสีแดงแจ๊ดของแอร์เอเชียก็แตะรันเวย์แผ่นดินมังกรแล้ว

แอบกระซิบบอกคุณผู้อ่านเบาๆไม่ให้ใครได้ยินว่า ถึงจะเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ แต่ก็สะดวกสบายและบริการเป็นกันเอง ที่สำคัญเครื่องบินใหม่เอี่ยม ไม่ต้องกลัวไปนอนหนาวใต้ท้องทะเลลึก

คุนหมิง เมืองเอกในมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของจีน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,800 เมตร นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมที่นี่อากาศจึงเย็นสบายตลอดทั้งปี หน้าหนาวก็ไม่หนาวจัดเหมือนเมืองอื่นๆ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-18 องศาเซลเซียส

จนได้รับสมญานามว่า “เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ”...

วันนี้ คุนหมิงพัฒนาไปมาก เป็นเมืองใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตึกรามบ้านช่องสวยงามแปลกตา ถนนหนทางเต็มไปด้วยทางยกระดับและอุโมงค์ลอดภูเขา การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนแออัดพอควร แต่ยังห่างชั้นกรุงเทพฯเยอะ คนที่นี่ไม่นิยมถีบจักรยานกันแล้ว บนถนนจะเห็นจักรยานไฟฟ้าที่มีเลนเฉพาะให้วิ่งกันขวักไขว่ แต่หากออกพ้นตัวเมือง ทัศนียภาพจะเปลี่ยนไปทันที บ้านเรือนจะปลูกสร้างตามแบบคนชนบทเรียงรายไปตามหุบเขา ชาวบ้านยังเพาะปลูกทำการเกษตรกันแบบขั้นบันได

ไฮไลต์ของทริปนี้ มุ่งหน้าไปทางตอนใต้ห่างจากตัวเมืองคุนหมิง ราว 90 กิโลเมตร เพื่อชม “ป่าหินงามฉือหลิน” (Shilin Stone Forest) อุทยานหินปูนธรรมชาติที่งดงามที่สุดในโลก อายุกว่า 270 ล้านปี ซึ่ง “ยูเนสโก” ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่มีเสาหินรูปร่างสวยงามแปลกตาตามแต่จะจินตนาการ โผล่ยอดทอดยาวบนเนื้อที่กว้างขวางกว่า 350 ตารางกิโลเมตร เฉพาะจุดที่เยี่ยมชมได้มีกว่า 12 ตารางกิโลเมตร ภายในป่าหินมีทางแยกกว่า 400 สาย และมีจุดให้เที่ยวชมกว่า 200 จุด หากจะเดินให้ครบ คงต้องใช้เวลา 3 วัน 3 คืน

เรารวบรวมแรงกายแรงใจไต่บันไดสูงชันขึ้นไปบนเก๋งจีนที่อยู่บนยอดสูงสุด เพื่อชมวิว 360 องศาฯ พร้อมถ่ายรูปอัพเฟซตามธรรมเนียม แต่กว่าจะได้ช็อตถูกใจเล่นเอาเหนื่อยหอบไม่น้อย เพราะต้องเบียดเสียดผู้คนแออัด มากกว่า 90% เป็นนักท่องเที่ยวท้องถิ่น หลังจากเดินเก็บภาพตามจุดต่างๆได้ไม่นาน เราก็ดูจะหมดเรี่ยวหมดแรง เลยขอไปนั่งรถไฟฟ้าที่มีไว้บริการ ตระเวนชมป่าหินรอบนอกที่มีแท่งหินน้อยใหญ่ ตั้งเรียงรายระเกะระกะดุจทะเลเสาหินกว้างไกลสุดสายตา ดูจะเหมาะกับอายุมากกว่า

สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งของคุณหมิง คือ “ถ้ำจิ่วเซียง” (Jiuxiang Scenic Area) ที่อยู่ไม่ไกลจากอุทยานป่าหินฉือหลินมากนัก ถ้ำจิ่วเซียงเป็นถ้ำมหัศจรรย์ติดอันดับท็อปไฟว์ของจีน ต้นกำเนิดของถ้ำแห่งนี้เกิดจากการกัดเซาะของภูเขาไฟจนเกิดเป็นโพรงถ้ำ ระยะทางยาว 3-4 กิโลเมตร เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังจีนกำลังภายในชื่อดังหลายเรื่อง

หลังผ่านประตูทางเข้า เราต้องลงลิฟต์แก้วเพื่อไปสัมผัสสายน้ำตกด้านล่างที่มีความสูงราวตึก 3-4 ชั้น โดยมีเจ้าหน้าที่พานั่งเรือล่องแก่งเหนือน้ำตกที่ไหลเซาะไปตามหลืบถ้ำ หลายคนกดชัตเตอร์เสียงดังระรัวเก็บบรรยากาศความประทับใจไว้ทุกช็อตท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว หลังจากขึ้นเรือก็เดินลอดถ้ำ ลัดเลาะไปตามไหล่เขาใต้ดิน มีลำธารและน้ำตกเล็กๆไหลคดเคี้ยวให้ชมตลอดทาง ขอย้ำว่าทั้งหมดนี้อยู่ใต้ดิน นับเป็นโลกใต้บาดาลสุดแสนอัศจรรย์ที่ธรรมชาติรังสรรค์เกินบรรยาย

ภายในถ้ำจิ่วเซียง ยังมีถ้ำใหญ่น้อยสารพัดชื่อ เช่น ถ้ำช้างเผือก ถ้ำค้างคาว วังเทพธิดา ถ้ำเทวดา และ ถ้ำนาขั้นบันได แต่ละถ้ำสวยงามต่างกันไป บางจุดมีหิน งอกหินย้อยรูปทรงแปลกตา ตอนกลางของถ้ำจะมีน้ำตก 2 สายไหลลงจากหน้าผามาบรรจบกันชื่อว่า “น้ำตกผัวเมีย”ถือเป็นจุดไฮไลต์ในการถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

ถ้ำจิ่วเซียง ถือว่าเป็นทั้งไฮไลต์และไคลแม็กซ์ ของทริปนี้ เพราะมีความมหัศจรรย์สมดั่งคำเปรียบ เปรยที่ว่า “บนดินชมป่าหินงาม ใต้ดินชมจิ่วเซียง” แต่กว่าจะมุดไปจนสุดทางออกช่วงโค้งสุดท้ายของถ้ำได้สำเร็จ ก็ต้องออกแรงกันเหงื่อตก ตะเกียกตะกายปีนบันไดสูงชันไปยังยอดเขาบนสุด รวมระยะทางกว่าร้อยเมตร ใครที่หมดกำลังวังชาก้าวขาเดินต่อไม่ไหว ก็มีบริการเสลี่ยงให้นั่ง แลกกับค่าแรงลูกหาบไม่กี่หยวน หลายคนเลือกคำตอบข้อนี้ เพราะหากให้ไต่ขึ้นไปเอง อาจมีแถมพระเดินสวดนำหน้าตอนกลับบ้านด้วย

พอขึ้นไปถึงยอดเขาได้สูดอากาศบริสุทธิ์กันยังไม่ทันฉ่ำปอด ก็ต้องลุ้นหวาดเสียวอีกยก เพราะต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าลงมาด้านล่าง ขอเตือนว่าไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับคนกลัวความสูง เพราะขากลับถือเป็นไฟลท์บังคับต้องนั่งกระเช้าวัดใจอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งกระเช้าที่นี่เป็นแบบเก้าอี้เปลือยเปล่าให้นั่งห้อยขาโต้ลมหนาว ทุกด้านไม่มีกระจกหรือผนังกั้น นั่งได้กระเช้าละ 2 คน กระเช้าจะเลื่อนไปตามสายสลิงโรยตัวผ่านวิวภูเขาและถ้ำที่เราเพิ่งลอดผ่านมา

ก่อนถึงทางลง จะมีช่างภาพไม่ได้รับเชิญคอยแชะช็อตเด็ดแต่ละคนที่แสดงสีหน้าแววตาโล่งอกรอดตายมาได้หวุดหวิด ใครอยากมีภาพกลับไปเป็นที่ระลึกก็ควักตังค์แลกได้เลย แต่ส่วนใหญ่ขอบายโดยอ้างเหตุผลกิ๊บเก๋

“จะขอเก็บความประทับใจไว้ในความทรงจำดีๆของชีวิต”

แต่ในความจริง คือ “ข้าฯไม่อยากให้ใครเห็นสีหน้าเหยเก ช่วงลุ้นระทึกจนฉี่แทบเล็ดต่างหาก”.

20 มิ.ย. 2557 13:09 ไทยรัฐ