วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
21 มิ.ย. 2557 05:01 น.
ปฏิรูปจริยธรรม มาดใหม่งานวิจัย

ปฏิรูปจริยธรรม มาดใหม่งานวิจัย

โดย
21 มิ.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

ห้วงเวลาที่ผู้คนต่างเอือมระอากับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และหันมาโหยหาคุณธรรม จริยธรรมอย่างหิวโหยกันอีกหนโผล่ ไปทางไหน มีแต่ผู้หยิบยกเอาเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมขึ้นมาปัดฝุ่น หรือยกเครื่องกันไปทั่ว

วันก่อน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็เช่นกัน ได้หยิบยกเอาประเด็นเข้ายุคเข้าสมัยกับการปฏิรูปสังคมไทย โดยจัดให้มีการสัมมนาครูบาอาจารย์ และผู้ที่ข้องเกี่ยวกับการอบรมบ่มนิสัยเด็กและเยาวชนของชาติ ในหัวข้อว่า “จะปฏิรูปและพัฒนาจริยธรรมของเยาวชนไทยอย่างไรให้ได้ผล?”

ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “เด็กและเยาวชนในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า” ถ้าวันนี้พวกเขามีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ โตไปในวันข้างหน้า พวกเขาก็น่าจะเป็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติ

จุดเด่นของการสัมมนาครั้งนี้อยู่ที่คณะผู้ศึกษาวิจัย นำโดย ศ.ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน รศ.ดร.โกศล มีคุณ รศ.งามตา วนินทานนท์ และ รศ.ดร.บังอร โสฬส

ได้ร่วมกันนำงานวิจัยและพัฒนาเรื่องจริยธรรม คุณธรรม และพฤติกรรมของทั้งในไทยและต่างประเทศ มาเรียบเรียงใหม่ ให้ตกผลึกอ่านเข้าใจง่าย รวมเล่มไว้ในรูปของหนังสือที่มีเนื้อหา 100 หน้า ใช้ชื่อว่า “ครูกับการเสริมสร้างจริยธรรมแก่นักเรียน”

ฟังชื่อหนังสือผิวเผิน หลายคนอาจรู้สึกว่า อ่านแล้วคงชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนชะมัด แต่ถ้าได้ลองพลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาภายในแล้ว จะรู้สึกว่า ผิดคาด...หนังสือเล่มนี้ เปิดประเด็นแยกแยะให้เห็นถึงความต่างระหว่างสิ่งที่เรียกว่า “ค่านิยม” “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” เอาไว้ว่า

ค่านิยม คือ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นว่าสำคัญ เช่น สังคมไทยมีค่านิยมในการรักษาหน้า ความมีอาวุโส และความเกรงใจ เป็นต้น

คุณธรรม คือ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นว่าดี เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความประหยัด

จะเห็นว่า บางสิ่งเป็นได้ทั้งค่านิยมและคุณธรรมพร้อมกัน เช่น ความกตัญญู ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย เห็นว่าเป็นลักษณะที่สำคัญ และดีงาม

ส่วน จริยธรรม คือ แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักธรรม หรือเหตุผลขั้นสูง

จริยธรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าดีหรือสำคัญเสมอไป แต่เป็นหลักการขั้นสูง หรือสิ่งที่ควรกระทำเพื่อรักษาและเสริมสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

น่าสังเกต จริยธรรม มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างคุณธรรม หรือค่านิยม ตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป ทำให้บุคคลจำต้องเลือก หรือตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ฝ่ายต่างๆ

ยกตัวอย่าง ครูซึ่งมีลูกเป็นนักเรียนในชั้นของตน พบว่าลูกของตนทุจริตในห้องสอบ ครูจะลงโทษและรายงานความผิดให้อาจารย์ใหญ่ทราบหรือไม่ ขณะนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาจะต้องตัดสินใจ

หากเลือกลงโทษลูกของตนตามระเบียบ ก็นับได้ว่าครูผู้นั้นเป็น

ผู้มีจริยธรรมสูงกว่าผู้ที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะรักลูก ปกป้องลูก กลัวว่าลูกและตัวเองจะต้องอับอายขายหน้า เป็นต้น

ในหนังสือบอกว่า ส่วนใหญ่แล้ว คนเรามักพบเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างความเห็นแก่ตัว กับการเห็นแก่คนอื่น หรือเห็นแก่ส่วนรวม ถ้าตัดสินใจทำไปเพราะเห็นแก่ตัวเมื่อใด แสดงว่าเราเป็นผู้ที่มี

จริยธรรมต่ำ ดังนั้น การสอนเรื่องค่านิยม หรือคุณธรรมทีละตัว จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนตัดสินใจกระทำอย่างมีจริยธรรมสูงได้

แต่ควรสอนว่า เมื่อค่านิยมหรือคุณธรรม 2 อย่างเกิดขัดแย้งกันขึ้น เด็กจะตัดสินใจปฏิบัติอย่างไร จึงจะถูกต้องเหมาะสม เพราะนี่คือ การสอนให้รู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ รู้จักแก้ปัญหา ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการศึกษาในปัจจุบัน และเป็นเป้าหมายของนักวิจัยทางด้านจริยธรรม

อีกปัญหาที่มักพบอยู่เสมอ ก็คือ เหตุใดผู้ใหญ่จึงอบรมสั่งสอนเด็กไม่ค่อยได้ผล

คำเฉลยก็คือ การปลูกฝังลักษณะทางจริยธรรมให้แก่เด็กและเยาวชน มักเกิดจากการสอนอย่างไม่จงใจของผู้ใหญ่ มากกว่าจากการสอนอย่างจงใจ

หรือพูดอีกอย่าง การสอนเด็กและเยาวชนที่ดีที่สุด โดยพวกเขาพร้อมจะทำตามมากที่สุด อยู่ที่การกระทำของผู้ใหญ่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นตัวอย่างแก่เด็กโดยไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่าง ครูหรือพ่อแม่สอนเด็กว่า เวลาล้างมือแล้วอย่าสะบัดมือ ให้ใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง แต่พอครูหรือพ่อแม่ล้างมือเสร็จ ก็สะบัดมือทันที หรือสอนเด็กว่า การพนันเป็นสิ่งไม่ดี แต่พอถึงวันหวยออก แทงหวยให้เด็กเห็นกันสะบั้นหั่นแหลก จากการวิจัยพบว่า เด็กมักจะเลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่ มากกว่าจะทำตามคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น

“จริยธรรมเป็นลักษณะขั้นสูงสุดทางจิตใจของบุคคล เปรียบเหมือนหลังคาบ้าน คนที่ไม่มีจริยธรรม คือคนที่ไม่มีหลังคาบ้าน เมื่อจะพัฒนาจริยธรรม จึงเหมือนเอาหลังคาไปครอบบ้าน ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีตัวบ้าน พื้นบ้าน และฝาผนังอยู่ก่อนแล้ว” ศ.ดร.ดวงเดือน เปรียบเทียบ

“แต่บางคนที่ยังขาดหลังคาบ้าน...แม้แต่ฝาบ้าน พื้นบ้าน หรือเสาเข็ม ก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ จะเอาหลังคาบ้านไปครอบลง จึงทำไม่ได้ จำเป็นต้องสร้างตัวบ้าน หรือพัฒนาจิตใจในระดับพื้นฐาน และระดับกลางก่อน จึงจะสามารถพัฒนาจริยธรรมต่อไปได้”

ดังนั้น คนที่ขาดจริยธรรม จะไปพัฒนาจริยธรรมให้เขาทันทีไม่ได้ เพราะว่าเขายังขาดลักษณะพื้นฐานทางจิตใจ ที่จะเป็นพื้นรองรับนั่นเอง

ความรู้ว่าอะไรดีและชั่ว ไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมชั่วของคนเราได้ อาชญากรที่ทำผิดกฎหมาย ทำไปทั้งๆที่รู้ว่าผิด จึงพยายามปิดบังและวางแผน ไม่ให้ถูกจับได้ มีน้อยรายที่ทำผิด โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นความผิด แต่คนทำผิดมักจะบอกว่า เขาจำเป็นต้องทำ เขาไม่มีทางเลือก หรือทำไปเพราะมีประโยชน์แก่เขา เหล่านี้คือ ส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในหนังสือดังกล่าว

อย่างน้อยยามใดที่ตัดสินใจไม่ได้ หรือเกิดความสับสนในการแยกแยะชั่ว-ดี ให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ ท่านเจ้าคุณปัญญานันทภิกขุ กับ พระพรหมคุณาภรณ์ หรือ ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ มักสอนให้จำหลักง่ายๆไว้ว่า
เกณฑ์หลักให้พิจารณาดูถึงมูลเหตุว่า สิ่งนั้นเป็นเจตนาที่เกิดจากกุศลมูล เช่น ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง หรือเกิดจากอกุศลมูล คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ถัดมาให้ดูจากเกณฑ์ร่วม ด้วยการใช้มโนธรรม (ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเอง) พิจารณาว่า การกระทำนั้น ทำแล้วตนเองติเตียนตนเองได้หรือไม่ หรือ เสียความเคารพในตนเองหรือไม่

อีกสูตร ให้พิจารณาง่ายๆจากลักษณะและผลของการกระทำ หากสิ่งนั้นทำแล้วไม่เบียดเบียนตนเอง หรือตนเองไม่เดือดร้อน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือ ผู้อื่นไม่เดือดร้อน และ สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ นั่นแหละคือ สิ่งที่เรียกว่า

ความดี...ให้รีบลงมือทำ อย่าได้ลังเล.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้