วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยแชมป์เก่า จอดป้ายรอบแรกฟุตบอลโลก

ไม่มีใครเชื่อว่า ทัพ "กระทิงดุ" ทีมชาติสเปน จะสิ้นลาย พลิกล็อกตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล หลังเรืองอำนาจกวาด 3 แชมป์ทัวร์นาเมนต์ยักษ์ใหญ่ติดต่อกันอย่าง ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป "ยูโร" 2 สมัย (2008, 2012) และบอลโลก 1 สมัย (2010)


แต่อย่างน้อยก็ตอกย้ำถึงสัจธรรมได้ดีว่า "ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าตลอดไป" และสเปน ก็ไม่ใช่ทีมแรกต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ "ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ขอย้อนรอย ทีมแชมป์โลก ตกรอบแรก ในอดีตที่ผ่านมาให้ชมกันเป็นบทเรียนสอนใจ


เริ่มกันที่ ทัพ "อัซซูรี" อิตาลี หลังจากพวกเขาคว้าแชมป์โลก 2 สมัยติดต่อกัน ในปี 1934 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ และปี 1938 ที่ฝรั่งเศส การแข่งขันฟุตบอลโลก ก็ต้องว่างเว้นไปนานกว่า 12 ปี เพราะสงคราม ก่อนจะกลับมาแข่งกันอีกครั้งในปี 1950 ที่บราซิล ซึ่งมีแข่งกัน 13 ทีม

และปรากฏว่า อิตาลี ประเดิมสนามพ่าย สวีเดน 2-3 ก่อนชนะ ปารากวัย 2-0 (อินเดีย ถอนตัว) แต่ก็ไม่เพียงพอ เนื่องจาก สวีเดน ชนะ 2 นัดรวด และคัดเพียงแชมป์กลุ่มเข้ารอบ อย่างไรก็ตาม ทีมอิตาลีชุดนี้ถือว่าอ่อนลงไปมาก หลังจากสูญเสียผู้เล่นสำคัญไปถึง 8 คน จากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เมื่อปี 1949 


จากนั้นเป็นทีของ บราซิล บ้าง ในศึกฟุตบอลโลก ปี 1966 ที่อังกฤษ โดยหลังจากแข้งแซมบ้า ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ครองแชมป์โลกติดต่อกัน 2 สมัย ในปี 1958 ที่สวีเดน และ 1962 ที่ชิลี พวกเขายกทัพสู่เมืองผู้ดี ด้วยทีมเต็งแชมป์อย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม บราซิล ซึ่งเป็นชุดที่่ยังมีเปเล่ ตำนานนักเตะของพวกเขาร่วมทัพ แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

แม้จะคว้าชัยนัดแรก รอบแบ่งกลุ่ม ชนะบัลแกเรีย 2-0 แต่ก็ไปพลิกล็อกแพ้ ฮังการี และ โปรตุเกส สกอร์เดียวกัน 1-3 ทำให้มีเพียง 2 คะแนน (สมัยนั้น ชนะได้ 2 คะแนน) ตกรอบแรก พร้อมกับ บัลแกเรีย ขณะที่ โปรตุเกส ที่ชนะรวด มี 6 คะแนน และ ฮังการี มี 4 คะแนน เข้ารอบ 2 ต่อไป


นับตั้งแต่นั้นมา ผ่านฟุตบอลโลกมาอีกหลายครั้ง ก็ยังไม่มีเหตุการณ์น่าอับอายนี้ จนกระทั่งในปี 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วม และเป็นการจัดครั้งแรกในเอเชีย ฝรั่งเศส ในฐานะแชมป์เก่าเมื่อปี 1998 ซึ่งตัวเองเป็นเจ้าภาพ แถมยังเพิ่งคว้าแชมป์ยูโร 2000 มาหมาดๆ ด้วย ก็มีอันต้องกลายเป็นแชมป์โลกชาติที่ 3 ตกรอบแรก

แม้จะเต็มไปด้วยนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์อย่าง ซีเนอดีน ซีดาน, เธียร์รี อองรี, ยูริ จอร์เกฟ, โคล้ด มาเกเลเล, ลิลิยอง  ตูราม, ดาวิด เทรเซเกต์, ปาทริค วิเอรา และ มาร์กเซย เดอไซญี เป็นต้น หลังจากนัดแรกแพ้เซเนกัล 0-2, นัดที่สอง เสมอ อุรุกวัย 0-0 และนัดสุดท้าย แพ้ เดนมาร์ก 0-2 ปิดฉากทัวร์นาเมนต์ โดยยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลย และรั้งอันดับบ๊วยของกลุ่ม


ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในศึกบอลโลก ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ อิตาลี ก็ต้องเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่ออิตาลี ที่ได้แชมป์โลก ปี 2006 ที่เยอรมนี ทำช็อกร่วงรอบแรก แบบไม่มีใครคาดคิด ในฐานะอันดับสุดท้ายของกลุ่ม หลังทำผลงานเสมอ 2 แพ้ 1 เก็บได้แค่ 2 คะแน น้อยกว่าทีมนิวซีแลนด์ ที่ถูกมองว่าเป็นแค่ไม้ประดับเสียอีก ทั้งๆ ที่ทีม "อัซซูรี" มีผู้เล่นระดับพระกาฬหลายคน

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายก็มองว่า เป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ อายุเตะเลข 3 กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อันเดรีย ปิร์โล, เจนนาโร กัตตูโซ, เมาโร คาโมราเนซี, จิอันลูกา ซามบร็อตตา, อันโตนิโอ ดิ นาตาเล และ ฟาบิโอ คันนาวาโร เป็นต้น


ล่าสุด สเปน กลายเป็นชาติที่ 4 ในฐานะแชมป์เก่าที่ต้องโบกมือลาลูกหนังเวิลด์คัพ ตั้งแต่ไก่โห่ โดยนัดแรก สเปน ที่ส่วนใหญ่ยังมีผู้เล่นจากแชมป์โลก เมื่อปี 2010 อยู่กันหลายคน ทั้ง ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรียส อิเนียสตา, อีเกร์ กาซิยาส, ชาบี อลอนโซ, เกราร์ด ปิเก, เชส ฟาเบรกัส, เซร์คิโอ บุสเกต์, เฟอร์นานโด ตอร์เรส, ​เปโดร โรดริเกซ และ ดาบิด บีญา เป็นต้น แต่ก็กลับเล่นไม่ออก

ประเดิมสนามแบบช็อกคนทั้งโลก เมื่อแพ้เละเทะให้กับคู่ปรับเก่าในนัดชิงฯ 4 ปีที่แล้ว เนเธอร์แลนด์ 1-5 และสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ก็โดนชิลี เผาเครื่อง 0-2 ตกรอบแรกแน่นอนแล้วเช่นเดียวกับ ออสเตรเลีย ที่แพ้ 2 เกมรวดเช่นกัน จนแฟนบอลหลายคน วิจารณ์กันไปต่างๆ นานาว่า อาจเป็นสัญญาณถึงคราวอวสานสไตล์การเล่น "ติกิ ตาก้า" อันลือเลื่องของทัพกระทิงดุแล้ว.

ไม่มีใครเชื่อว่า ทัพ "กระทิงดุ" ทีมชาติสเปน จะสิ้นลาย พลิกล็อกตกรอบแรก ในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล หลังจากเรืองอำนาจกวาด 3 แชมป์ทัวร์นาเมนต์ยักษ์ใหญ่ติดต่อกัน 19 มิ.ย. 2557 13:53 ไทยรัฐ