วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประเทศไทย? หลังมหาวิกฤติ

โดย

พระพุทธองค์ตรัสว่า สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง...คือเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรคงที่อยู่เหมือนเดิมเป็นนิจนิรันดร์...

วิกฤตการณ์ของชีวิตก็ตาม ของบ้านเมืองก็ตาม ล้วนตกอยู่ภายใต้ “กฎอนิจจัง”...เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนไป สภาวะหนึ่งๆซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยนั้นๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ชี้ว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจ่ออยู่ที่ความรุนแรงอาจถึงขั้นมิคสัญญีกลียุคเป็นมหาวิกฤติ แม้ยังไม่มีทางออกก็ควรที่คนไทยจะคิดเลยไปถึงประเทศไทยหลังวิกฤติ คนไทยคงจะต้องรวมตัวกันสร้างประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม

ประเทศไทยอย่างเดิมๆ คือ สาเหตุที่นำประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์

สรรพสิ่งล้วนมีลักษณะสองด้าน ถึงวิกฤติจะมีผลเสียนานัปการ แต่วิกฤติก็เป็นโอกาส โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานซึ่งตามปกติเปลี่ยนแปลงไม่ได้...บางประเทศที่ผ่านวิกฤติหนักกลับเจริญขึ้นรวดเร็ว เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนตายเป็นล้านๆ
คน บ้านเมืองเสียหายยับเยิน แต่หลังจากนั้นกลับเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่าประเทศที่ชนะสงครามบางประเทศ เช่น อังกฤษและจีน (ก๊ก
มินตั๋ง)

ในระหว่างที่มีการต่อสู้กันทางการเมืองอย่างยังไม่มีทางลงตัว ขณะนี้ แต่ทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าน่าจะต้องมีการเปลี่ยนใหญ่ประเทศไทย โดยจะเรียกว่า “ปฏิรูปประเทศ” หรืออะไรก็ตามที การเห็นตรงกันนี้เป็นทุนที่สำคัญ ที่ควรหล่อเลี้ยงให้เติบโตขึ้นและมีคุณภาพ

“การที่ว่า...หลังวิกฤติคนไทยคงจะต้องรวมตัวกันนี้ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ไม่ว่าคนหรือสัตว์เมื่อวิกฤติจะรวมตัวกัน ตัวอะมีบาซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว ยามปกติอาจต่างตัวต่างอยู่ แต่ในสภาวะวิกฤติจะกระจุกตัวกันเพื่อช่วยกันทำหน้าที่...”

สังคมประเทศใดประเทศหนึ่งเมื่อเผชิญภัยร่วม เช่นสงครามจะผนึกกำลังกัน ที่จริงสังคมปัจจุบันเผชิญศัตรูแบบใหม่ที่รุนแรงกว่าศัตรูแบบโบราณ เป็นศัตรูที่มองไม่เห็น...เห็นได้ยาก จึงไม่เกิดการรวมตัวกันต่อสู้

เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ศ.นพ.ประเวศ ได้เขียนและพูดหลายครั้งถึง คลื่นวิกฤตการณ์ลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ว่ายุคกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ใหญ่มา 3 ครั้ง แต่คลื่นลูกที่ 4 นี้รุนแรงและแก้ไขได้ยากที่สุด เพราะซับซ้อนมากจนมองไม่เห็นว่าศัตรูคือใคร เมื่อไม่รู้ว่าศัตรูคือใครก็ไม่สามารถมียุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง จึงยากที่จะหนีการนองเลือดได้ นั่นเป็นคำพยากรณ์เมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว

หวังว่ามหาวิกฤตการณ์จะทำให้คนไทยได้คิดใคร่ครวญกันอย่างลึกซึ้งว่า ไฉนประเทศของเรา ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามีอะไรดีๆอยู่มากมาย จึงวิ่งเข้าสู่สภาวะวิกฤติที่ไม่มีใครหรือสถาบันใดในประเทศสามารถแก้ไขได้ จนเกิดการนองเลือด มากหรือน้อยเท่าไหร่ยังไม่ทราบ...ในสภาวการณ์ขณะนี้

“เราเป็นเมืองพุทธ แต่เราไม่ค่อยใช้หลักการที่ดีๆของพุทธศาสนามาใช้ในการมองหรือเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ต่างๆของบ้านเมือง...เรามักใช้อารมณ์มากกว่าปัญญา”

พุทธศาสนาเป็นปัญญานิยม ที่เรียกว่าทางสายกลางนั้นคือ ทางสายปัญญา ความเป็นเหตุเป็นผลนั้น บางทีท่านก็เรียกว่า “ธรรมะ”

เช่นว่า “ธรรมะคือการรู้ว่าอะไรทำให้เกิดอะไร” เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี ไม่มีอะไรมีหรือไม่มีโดยตัวของมันเอง แต่เป็นเพราะมีเหตุหรือไม่มีเหตุเป็นแดนเกิด

กระแสเหตุปัจจัยหนุนเนื่อง...ไม่แยกเป็นข้างเป็นขั้ว การแยกเป็นข้างเป็นขั้วเกิดเพราะการมองแบบตายตัว จึงแยกส่วนและสุดโต่ง ฝรั่งนั้นมองอย่างตายตัว จึงนำไปสู่การแยกข้างแยกขั้ว ขัดแย้งและรุนแรง

ทางพุทธนั้นมองแบบอนิจจัง คือทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผล ดังกล่าวแล้ว...แต่ชาวพุทธไทยก็ไม่เข้าใจวิธีคิดแบบพุทธ และเมื่อคบกับฝรั่งก็ได้วิธีคิดแบบตายตัวแยกส่วนเข้ามาครอบงำวิธีคิดจนหมดสิ้น

วิธีคิดแบบนี้นำไปสู่สงคราม ประวัติศาสตร์ของยุโรปคือประวัติ-ศาสตร์สงคราม ชนวนของสงครามโลก 2 ครั้ง ก็เกิดขึ้นในยุโรป เพิ่งจะหยุดรบกันเพราะเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด...

เมื่อมีปัญหาอะไร วิถีแห่งปัญญาคือ พยายามเข้าใจสาเหตุของปัญหา วิถีแห่งอารมณ์ คือความโกรธ ความเกลียด ความโกรธ ความเกลียดนำไปสู่การประทุษร้ายทางวาจา และทางกาย เกิดความรุนแรงขึ้น

ประเทศไทยมีความอยุติธรรมเชิงระบบที่ฝังลึก ที่คนทั่วๆไปยังไม่เข้าใจ

เสรีภาพที่ปราศจากความยุติธรรม ทุนนิยมที่ปราศจากความยุติธรรม ยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำให้กว้างใหญ่ ความเหลื่อมล้ำมีหลายมิติที่เชื่อมโยงกัน เช่น ความเหลื่อมล้ำทางศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสุดๆ...ความเหลื่อมล้ำที่มากเกินทำให้เกิดความรุนแรง เช่น ก้อนเมฆบางก้อนมีประจุไฟฟ้ามากเกิน ธรรมชาติพยายามปรับสมดุล จึงเกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ซึ่งรุนแรงยิ่ง หรือเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เมื่อมีความเหลื่อมล้ำของพลังในแต่ละส่วนของแผ่นดิน

ศ.นพ.ประเวศ บอกอีกว่า ในสังคมไทยใช่ว่าจะไม่เคยมีความตื่นตัวเรื่องความอยุติธรรมในสังคมในยุคสมัยที่เรียกว่า 14 ตุลาคม คนหนุ่มสาวมีความตื่นตัวเรื่องความอยุติธรรมในสังคมขนานใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ความตื่นตัวนั้นไม่ได้รับการสานต่อด้วยทางแห่งปัญญา แต่เป็นทางแห่งความรุนแรง

ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะความขัดแย้งมาเป็นวิกฤตการณ์ปัจจุบัน ตามกฎที่ว่าผลทุกชนิดย่อมมาแต่เหตุ

คนไทยเป็นทรัพย์สมบัติที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย...หลังมหาวิกฤติ เราต้องสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่าเดิม สิ่งแรกที่ต้องการคือ “จิตสำนึกใหม่”...

สังคมไทยสมัยใหม่ใหญ่โตและซับซ้อน สังคมใหญ่กับจิตใจเล็กไปด้วยกันไม่ได้ เราโตมาจากสังคมโบราณ ซึ่งเป็นสังคมอำนาจนิยม ซึ่งเป็นสังคมทางดิ่งที่ใช้อำนาจจากบนลงล่าง สังคมทางดิ่งบีบให้คนมีจิตเล็ก ที่เห็นแก่ส่วนเล็กๆเท่านั้น ไม่เห็นแก่ทั้งหมด

“สังคมใหญ่แต่จิตเล็กทำให้สังคมไทยไม่สามารถรักษาบูรณภาพและดุลยภาพของตัวเองได้ การไม่สามารถดำรงบูรณภาพและดุลยภาพของประเทศคือ สภาวะวิกฤติ...การจะหายวิกฤติได้ต้องการจิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นจิตใหญ่ ที่มีมิติแห่งการรู้สึก รู้คิด และทำเพื่อส่วนรวม นอกเหนือไปจากตัวเองด้วย”

ข้อดีอย่างหนึ่งของวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมาคือ มันได้ปลุกให้คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองหรือกิจการบ้านเมืองอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเรียกว่าสีอะไรหรือไม่มีสีอะไรก็ตาม เมื่อเรื่องของบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของคนจำนวนน้อยอีกต่อไป ประเทศไทยก็ไม่เหมือนเดิม

“จิตสำนึกใหม่” จะเป็นประตูเปิดไปสู่การร่วมกันสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่าเดิม...คืออนาคตของประเทศไทย.

18 มิ.ย. 2557 09:50 ไทยรัฐ