วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มาราคานา

มาราคานา

โดย โต้ บ้านแหลม
18 มิ.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

ในที่สุด “โกลไลน์ เทคโนโลยี” ก็มีบทบาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ในจังหวะที่คาริม เบนเซมา ยิงข้ามเส้นประตูก่อนฝรั่งเศสถล่มฮอนดูรัส 3-0 ที่สนามเอสตาดิโอ ไบราริโอ เมืองปอร์โต อเลเกร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ตอนแรกสร้างความสับสนพอสมควร เพราะจอทีวียักษ์ในสนามโชว์ภาพยืนยันว่า เบนเซมายิงไปชนเสาไม่เป็นประตู ก่อนที่จะรีบเปลี่ยนเป็นได้ประตูในจังหวะที่โนเอล บายาดาเรส นายทวารฮอนดูรัส พยายามล้วงบอลออกมาจากเส้น อาจเป็นเพราะเซ็นเซอร์ที่จับภาพทำงานเร็วไปหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้วเมื่อดูภาพช้าบอลก็ข้ามเส้นไปแล้วจริงๆ

วันเดียวกันผมไปชมเกมกลุ่มเอฟ ระหว่างอาร์เจนตินา กับ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ที่สนามมาราคานา ในริโอ เด จาเนโร ซึ่งผลปรากฏว่า อาร์เจนตินาชนะไปหวุดหวิด 2-1 แม้ทีมฟ้าขาวจะโชว์ฟอร์มยังไม่เฉียบขาดนัก แต่ลิโอเนล เมสซี ก็ทำประตูสุดสวยเป็นขวัญตาได้ในนัดนี้

ระหว่างไปสนามเจอแต่แฟนอาร์เจนตินา กองเชียร์บอสเนียฯแทบนับหัวได้ บอลโลกที่บราซิลครั้งนี้เพื่อนร่วมทวีปอเมริกาใต้มีกองเชียร์มากเป็นพิเศษ เพราะอยู่ใกล้กัน เดินทางสะดวก เมื่อเข้าสนามอัฒจันทร์โดยรอบเต็มไปด้วยสีฟ้าขาว ล้อมแฟนบอสเนียฯกลุ่มเล็กๆไว้ แต่ก็มีกองเชียร์เจ้าภาพใส่เสื้อสีเหลืองแซมอยู่ทุกหย่อม

ฟังเสียงเชียร์แล้วจับประเด็นได้ว่า บราซิลและอาร์เจนตินาเขาไม่ถูกกัน ไม่ใช่โกรธเกลียดจะมีเรื่องทำร้ายกัน แต่เป็นกองแช่งซึ่งกันและกัน เมื่ออาร์เจนตินามาเยอะ เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม แฟนเจ้าถิ่นจึงส่งเสียงตอบโต้กลับไป ช่วยเป็นกองหนุนให้แฟนบอสเนียฯไปโดยปริยาย เวลาที่เมสซีได้บอล จะมีเสียงโห่เป็นระยะ นั่นแสดงว่า คนบราซิลมองอาร์เจนตินาเป็นคู่แข่งบารมีในเชิงลูกหนัง เตะกับใครต้องเชียร์ตรงข้ามไว้ก่อน

ในวัยเด็กผมได้ยินชื่อเสียงและดูภาพของสนามมาราคานาที่แต่ก่อนเรียกกันว่า “ชามอ่างยักษ์” เป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อแรกสร้าง มีบันทึกไว้ว่า เคยจุคนได้เป็นแสน ฟังแล้วทึ่งมาก สนามบอลอะไรจะใหญ่โตมโหฬารขนาดนั้น

มาราคานา ได้ชื่อมาจากริโอ มาราคานา หรือแม่น้ำมาราคานา เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1948 หรือ 66 ปีก่อน เพื่อใช้ในการจัดบอลโลก 1950 ที่บราซิลน้ำตาตกทั้งประเทศแพ้อุรุกวัยคาบ้าน 1-2 ในเกมพบกันหมดที่เปรียบเสมือนนัดชิงกลายๆ หลังจากนั้นก็ใช้ในเกมลีกของริโอที่มีทีมต่างๆใช้สนามร่วมกัน เช่น ฟลาเมงโก, ฟลู-มิเนนเซ, โบตาโฟโก และวาสโก ดา กามา นอกจากนี้ ยังใช้จัดคอนเสิร์ตและกีฬาชนิดอื่นๆด้วย

นัดที่พบกับอุรุกวัยในบอลโลก 1950 สนามมาราคานาทำสถิติจุคนดูถึง 199,854 คน เป็นสถิติคนดูบอลในสนามมากที่สุดตลอดกาล ที่เชื่อกันว่า ตัวเลขจริงในแมตช์นั้นน่าจะเกินหลัก 2 แสนคน ยุคปัจจุบันปรับปรุงเป็นที่นั่งทั้งหมด เหลือความจุ 78,838 คน เป็นสนามบอลที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และได้กลับมาจัดบอลโลกเป็นสมัยที่ 2 ในปีนี้ ประเดิมนัดแรกคู่อาร์เจนตินากับบอสเนียฯมียอดผู้ชมอย่างเป็นทางการ 74,738 คน

เมื่อได้สัมผัสสนามฟุตบอลสุดขลัง กลับพบว่า ไม่มีเค้าของความโบราณเก่าแก่หลงเหลืออยู่เลย กลายเป็นสนามที่ทันสมัย สวยงาม เข้าออกสะดวก หลังจบเกมระบายคนออกได้เร็วมาก ในส่วนของที่นั่งนักข่าวและแขกวีไอพี มีลิฟต์บริการ ไม่ต้องเดินขึ้นไปเกือบสิบชั้นเหมือนสนามบางแห่ง จากความทรงจำวัยเด็ก ได้มาเห็นของจริงแล้วประทับใจมากครับ เทียบกับสนามอารีนา เดอ เซา เปาโล ที่ใช้ในนัดเปิดสนามแล้ว มาราคานาสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ไม่ต้องเดินไกลเป็นกิโล

ผมปักหลักในริโอ เด จาเนโร เป็นหลัก ยังมีเกมรอบแรก รอบลึกๆอีกหลายนัดที่สนามมาราคานา รวมถึงจะเป็นสังเวียนนัดชิงชนะเลิศด้วย

มาราคานา ยืนยงมา 66 ปี ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า ทั้งกีฬาแพน อเมริกันเกมส์ ปี 2007, ฟุตบอลคอนเฟดเดอเรชันส์ คัพ 2013 จนถึงเวิลด์คัพ 2014 อีก 2 ปีข้างหน้าก็จะรับงานใหญ่อีกในมหกรรมโอลิมปิก 2016 ที่ริโอ เด จาเนโร จะเป็นเจ้าภาพ

ถึงตอนนั้นคงมีผู้คนจากทุกมุมโลกอีกมากมาย ที่จะได้มาเยือนสังเวียนในตำนานแห่งดินแดนแซมบ้า นามว่า “มาราคานา” หรือชามอ่างยักษ์อันเลื่องชื่อในอดีตนั่นเอง.

โต้ บ้านแหลม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้