วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'วรวิทย์'ไขก๊อก ปธ.บอร์ดกรุงไทย

คสช.ปฏิเสธ บีบ‘ปานปรีย์’พ้นจากปตท.

“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะมอบ สคร. รื้อสิทธิประโยชน์ 56 รัฐวิสาหกิจ สั่งรวบรวมเม็ดเงินโบนัส เบี้ยประชุม ค่าใช้จ่ายจิปาถะ หวังปรับลดงบฯ อู้ฟู่ กำชับทุกหน่วยงานเร่งเคลียร์กลุ่มเห็นต่าง ให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยาแก้ต้นตอทำสังคมไทยอ่อนแอ ทีมโฆษก คสช.ปัดบีบ “ปานปรีย์” วางมือ ปตท. “วรวิทย์” ไขก๊อกยื่นใบลาพ้นประธานบอร์ดแบงก์กรุงไทย ก.คลังรับทำตามนโยบาย คสช. สร้างความโปร่งใส-เพิ่มประสิทธิภาพ ทอท.อ้างกำไรพุ่งเลยอัดโบนัสเพียบ สร.บินไทยขวางลำขอกำหนดเพดานขั้นต่ำ บวท.หลบโบนัสจ่ายเป็นรางวัลพิเศษแทน “ปนัดดา” แฉขบวนการงาบหัวคิวข้าวกล่อง อส. แก้หลักฐานหวังพ้นผิด แจ้ง ป.ป.ช.-ป.ป.ท.จัดการเด็ดขาด ปลัด มท.เด้งรับไม่ปกป้องคนผิด ทูตออสซี่ปรับท่าที ยันสัมพันธ์ไทยเดินหน้าต่อ ปลัดบัวแก้วแปลรหัสบิ๊กมาเลย์เยือนถี่ส่งสัญญาณดี

ประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ทยอยลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ลาออก จากประธานบอร์ด ปตท.ล่าสุดถึงคิวนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ยื่นใบลาออกพ้นประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย

“บิ๊กตู่” สั่งตีปี๊บ ปชต.แบบไทยๆ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน และรับทราบผลการดำเนินการตามนโยบาย คสช.ของคณะทำงานฝ่ายต่างๆ โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวในที่ประชุมแสดงความห่วงใยกำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย พร้อมย้ำให้ส่วนที่เกี่ยวข้องดูแลกำลังพลให้อยู่ในระเบียบวินัยพร้อมดูแลประชาชน ทั้งจุดตรวจ จุดประชาสัมพันธ์ ให้ปฏิบัติงานภายใต้กรอบการบังคับใช้ของกฎหมาย หากมีการจับกุมให้ นำผู้ที่ถูกหมายจับหมายเรียกส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับทำความเข้าใจกลุ่มที่เห็นต่างอย่าให้มองประชาธิปไตยด้านเดียว

ไล่จี้เคลียร์ต้นตอทำชาติอ่อนแอ

พล.อ.ประยุทธ์ยังสั่งการต่อที่ประชุม ให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยาเร่งแก้ไขเหตุที่ทำให้สังคมไทยอ่อนแอ อาทิ เรื่องพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่เหมาะสม เน้นย้ำให้กรมการศาสนาและสำนักพระพุทธศาสนา ตั้งคณะกรรมการติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทำให้ศาสนาบริสุทธิ์ สำหรับเรื่องแรงงานต่างด้าวที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ คสช.ยืนยันการจัดระเบียบ โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำบัญชีควบคุมให้เรียบร้อยและเป็นไปตามกฎหมาย สำหรับการกำกับดูแลบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรีและส่วนที่เกี่ยวข้อง นำเสนอข้อมูลทั้ง 56 บอร์ด โดยให้เปรียบเทียบค่าตอบแทนเบี้ยประชุม โบนัส สิทธิประโยชน์อื่น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์

ให้ สคร.รื้อสิทธิประโยชน์ รสก.

ต่อมาเวลา 14.20 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ปถมาภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ทีมโฆษก คสช.ฝ่ายพลเรือน กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำงานคู่ขนานฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ทำการประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง รวบรวมผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วนเกินของกรรมการบอร์ด อาทิ โบนัส เบี้ยประชุม ค่าใช้จ่าย อื่นๆ จัดทำเป็นข้อเสนอมายังหัวหน้า คสช.เพื่อพิจารณาปรับลดตามเหมาะสมของหลักเกณฑ์การใช้เงิน เช่น หากเป็นกรรมการบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ คำนึงถึงขนาดรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชน เพราะมีขนาดใหญ่หรือเล็กไม่เท่ากัน ตามนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพกรรมการรัฐวิสาหกิจ

ปัดบีบ “ปานปรีย์” วางมือ ปตท.

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษก คสช.ฝ่ายพลเรือน กล่าวว่าเป็นดำริของหัวหน้า คสช.ที่ต้องการให้มีแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม เป็นธรรม โปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องสิทธิประโยชน์ของบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ส่วนการที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ลาออกจากประธานกรรมการบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (บอร์ด ปตท.) เป็นเรื่องที่นายปานปรีย์ตัดสินใจเอง คสช.ไม่ได้บีบให้ลาออกอย่างที่เป็นข่าวว่า คสช.ต้องการปรับเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่มาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา และที่ประชุมวันนี้ยังไม่ได้พิจารณาตัวบุคคลที่จะมาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งหัวหน้า คสช.ระบุต่อที่ประชุมว่าเรื่องของบอร์ดให้เป็นเรื่องที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจะไปพิจารณากันเอง

“วรวิทย์” ไขก๊อกพ้นบอร์ดกรุงไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการแต่งตั้งสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มทยอยลาออก เพื่อให้ คสช.เข้ามาจัดวางคนเข้ามาบริหารงานใหม่ ล่าสุดเป็นนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ยื่นใบลาออกจากประธานบอร์ด ปตท.นั้น ล่าสุดธนาคารกรุงไทยได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าได้รับหนังสือแจ้งขอลาออกจากการเป็นประธานกรรมการและกรรมการธนาคารของนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. เป็นต้นไป สำหรับนายวรวิทย์เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ถูกส่งเข้ามาเป็นประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย โดยกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่

ก.คลัง รับทำตามนโยบาย คสช.

นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ได้รับหนังสือลาออกจากนายวรวิทย์แล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งการลาจากตำแหน่งประธานและกรรมการของรัฐวิสาหกิจในช่วงนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก คสช. มีนโยบายที่ต้องการสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ส่วนจะมีประธานรัฐวิสาหกิจแห่งใดลาออกอีกหรือไม่ ก็อาจจะมีแต่ไม่สามารถระบุได้ เมื่อถามถึงผลตอบแทนของบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่ถูกวิจารณ์ว่าบางแห่งได้รับสูงเกินไปนั้น นายประสงค์ตอบว่า โดยหลักการแล้วบอร์ดรัฐวิสาหกิจควรได้รับผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสม ไม่ควรสูงเกินไป เพราะถือว่ามาด้วยความเสียสละ โดยการพิจารณาปรับปรุงผลประโยชน์ในครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ทอท.อ้างกำไรพุ่งโบนัสเลยเพียบ

มีรายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ว่าอำนาจการพิจารณาให้โบนัสพนักงานในแต่ละปี เป็นของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.โดยพิจารณาจากผลประกอบการของแต่ละปี รวมกับการประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละด้าน (เคพีไอ) หากเป็นไปตามเป้าหมายจึงจะคำนวณออกมาเป็นเงินโบนัสประจำปีให้พนักงานว่าได้เท่าไร โดยในปี 2556 ที่จ่ายโบนัสถึง 11 เดือน เพราะมีผลกำไรถึง 1.6 หมื่นล้านบาท แต่หาก คสช.ต้องการปรับลดโบนัสลงสามารถทำได้ โดยสั่งการไปที่บอร์ด ทอท.โดยตรง หรือสั่งการไปยังกระทรวงการคลัง เนื่องจากบอร์ดรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีตัวแทนจากกระทรวงการคลังร่วมเป็นกรรมการอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำเสนอโบนัสตามที่กำหนดได้

สร.บินไทยขวางคิดให้รอบคอบ

ว่าที่ร.ท.จตุรงคพล สดมณี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง ทอท.กล่าวว่า การพิจารณาเงินโบนัสประจำปี ระดับนโยบายจะพิจารณาว่าจะให้เท่าไร ซึ่งแล้วแต่ผลการประเมิน โดยท่าอากาศยานต่างๆเป็นฝ่ายปฏิบัติงานเท่านั้น หากมีการพิจารณาให้เท่าไหร่ก็ยินดีปฏิบัติตาม

นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย (สร.กบท.) กล่าวว่า การตัดสิทธิประโยชน์ของพนักงานต้องพิจารณารายละเอียด เพราะเป็นสิทธิการจ้างตามกฎหมาย เช่น เรื่องตั๋วฟรีสำหรับพนักงานที่ทำงานครบตามเกณฑ์ หรือตั๋วเดินทางจ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเงินโบนัสประจำปี ที่ผ่านมาการบินไทยเคยได้รับโบนัสสูงสุด 4.2 เดือน แต่ส่วนใหญ่เฉลี่ยที่ 1-2 เดือน หากขาดทุนก็จ่ายโบนัสไม่ได้ แต่จะมีการจ่ายเงินรางวัลแทน เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเท่านั้น ส่วนที่ คสช.จะเข้ามาจัดระเบียบเพราะบางรัฐวิสาหกิจมีจ่ายโบนัส 11 เดือนนั้น เห็นว่าควรกำหนดกรอบเพดาน เช่น อัตราเฉลี่ยไม่ควรเกิน 4 เดือน

บวท.หลบโบนัสจ่ายรางวัลพิเศษ

นางสาริณี แสงประสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ษริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า บวท.ไม่มีระบบการจ่ายโบนัสให้พนักงาน ปัจจุบันมีเพียงการจ่ายเงินรางวัลพิเศษประจำปีให้พนักงานเท่านั้น อยู่ในอัตรา 4 เดือนต่อปี ซึ่งตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่คิดคำนวณจากสภาพการจ้างงานที่แท้จริงของพนักงาน ดังนั้นจึงไม่สามารถปรับลดลงได้ เพราะหากปรับลดก็เหมือนกับไปปรับลดเงินเดือนพนักงาน ส่วนเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจอื่น หมายถึงเงินค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้พนักงาน เนื่องจากบริษัทมีผลประกอบการที่มีกำไรตามเป้าหมาย

รฟม.ขอแยกบัญชีลงทุน–ผลกำไร

แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่าที่ผ่านมา รฟม.ยังไม่เคยจ่ายเงินโบนัส แต่คาดว่าปี 2557 อาจเริ่มจ่ายเงินโบนัสไม่เกินครึ่งเดือนเป็นครั้งแรก เพราะผลดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย แต่ในหลักการควรมีการแยกบัญชีระหว่างส่วนการลงทุนกับผลการบริหารงาน ซึ่งต้องเป็นอัตราที่เหมาะสม เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานบริการเช่นเดียวกับระบบราชการ ที่มีการจ่ายเงินโบนัสในอัตราที่ใกล้เคียงกันทั้งระบบ

“ปนัดดา” แฉแก้หลักฐานงาบหัวคิว

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีร้องเรียนทุจริตค่าอาหารกล่องสมาชิกกองอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ในจังหวัดใหญ่ทางภาคเหนือ ที่มีการเบิกเงินค่าอาหารให้ อส.มื้อละ 60 บาทต่อนาย แต่หักหัวคิว 30 บาทต่อนาย ว่าได้รับแจ้งว่า มีความพยายามเร่งทำหลักฐานเท็จ และมีการสั่งการไม่ให้ อส.เป็นพยาน จึงขอความร่วมมือไปยังจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในส่วนภูมิภาค ฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นให้กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงจัง ตนประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ(ป.ป.ท.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขอให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่าปฏิบัติหน้าที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและยึดถือปฏิบัติตามแนวทาง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวไว้ว่า ข้าราชการจะต้องทำงานสนองแนวพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เร่งทำงาน สนองคุณแผ่นดิน

ปลัด มท.กำชับทำงบโปร่งใส

ด้านนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้กำชับหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย ทุกกรม ทุกรัฐวิสาหกิจ และระดับจังหวัดให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 โดยให้ปฏิบัติตามนโยบายของหัวหน้า คสช.และตามระเบียบสำนักงบประมาณ ยึดหลักประโยชน์สูงประหยัดสุดทุกโครงการ ต้องให้คุ้มค่ากับการดำเนินโครงการ สิ่งใดที่สามารถต่อรองลงได้ให้ต่อรอง การตั้งคำของบประมาณต้องเหมาะสม ราคาต่อหน่วยต้องไม่สูงกว่าความเป็นจริง สำหรับการทำงบประมาณปี 2558 ได้กำชับ ผวจ.ให้กำหนดตามมาตรการของสำนักงบประมาณและหัวหน้า คสช.ให้ทุกโครงการคุ้มค่า ไม่กระจุกตัว มีความเป็นธรรม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศ กับยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่สำคัญต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยวันที่ 17 มิ.ย. จะมีการประชุมสำนักงบประมาณกับหน่วยงานในสังกัดเพื่อสรุปการจัดทำงบประมาณ

ยันไม่ป้องคนผิดโกงข้าวกล่อง อส.

นายวิบูลย์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบในระดับจังหวัด กรณีการทุจริตข้าวกล่อง อส.แล้ว การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ปรากฏงบประมาณในเรื่องดังกล่าวที่ลงไปจากส่วนกลาง แต่หากเป็นงบประมาณระดับจังหวัดหรืองบพิเศษ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป เพื่อนำเรียน ม.ล.ปนัดดาต่อไป การทำผิดกฎหมายไม่มีใครสามารถปกป้องได้ จะตรวจสอบให้ได้ผลเร็วที่สุด คาดว่าน่าจะได้รับรายงานภายใน 1-2 วัน

พร้อมคืนเงินประมูลทีวีดิจิตอล

ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ.หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ถึงข้อเสนอของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้นำเงินจากการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง วงเงิน 50,862 ล้านบาท ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยมี พล.อ.อ. ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. และนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช.ร่วมหารือ โดย กสทช.ยืนยันว่าไม่ขัดข้อง แต่ขอให้นำเงื่อนไขการแจกคูปองเงินสดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลไปด้วย เพราะการแจกคูปองต้องใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 25,000 ล้านบาท ซึ่ง กสทช.ประกาศต่อสาธารณชนไปแล้วว่าจะแจกคูปองให้ครัวเรือนละ 1,000 บาท จำนวน 25 ล้านครัวเรือน ซึ่ง คสช.รับไปพิจารณา

ส่งแผนเมกะโปรเจกต์ 2 แสนล้าน

นายฐากรกล่าวอีกว่า ส่วนประกาศ คสช.ให้หน่วยงานรัฐส่งแผนงานโครงการใหญ่ๆให้ คสช. รับทราบนั้น กสทช.ส่งแผนงานโครงการใหญ่ให้ คสช.ทั้งสิ้น 4 โครงการ ได้แก่ 1.การประมูลใบอนุญาต คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ 2 ใบอนุญาต มีราคาตั้งต้นประมูลที่ใบอนุญาตละ 11,600 ล้านบาท 2.การประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ 2 ใบอนุญาต มีราคาตั้งต้นการประมูลที่ 11,260 ล้านบาท และ 8,445 ล้านบาท 3.โครงการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม มูลค่า 20,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบการดำเนินงาน 4 ปี และ 4.การแจกคูปองเงินสนับสนุนค่าอุปกรณ์การรับชมทีวีดิจิตอล มูลค่า 25,000 ล้านบาท โดยมูลค่าโครงการที่ชี้แจงไปยัง คสช.ยังไม่รวมเงินจากภาคเอกชนที่ต้องลงทุนต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอีก คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจโทรคมนาคมต่อเนื่องไม่ต่ำว่า 150,000 ล้านบาท ส่งผลให้โครงการใหญ่ที่ กสทช.ดำเนินการมีมูลค่ารวมกันไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท

ทูตออสซี่ยันสัมพันธ์ไทยเดินหน้า

ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท นายเจมส์ ไวส์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวเปิดอบรมเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ทางการวิจัยในประเทศไทยว่า ความร่วมมือของออสเตรเลียในการอบรมนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่า ถึงแม้ว่าออสเตรเลียจะมีความห่วงใยเป็นอย่างมากต่อการรัฐประหารในประเทศไทย ออสเตรเลียยังคงสานต่อความร่วมมือกับไทยอย่างแข็งขัน ออสเตรเลียได้ลดความร่วมมือทางการทหารกับไทย และกิจกรรมทางการทหาร 3 กิจกรรมได้ถูกเลื่อนออกไป แต่มีบางรายงานนำเสนอข้อมูลผิดจากความจริง โดยแท้จริงแล้วกิจกรรมอื่นในด้านความสัมพันธ์ทางด้านกลาโหม และกิจกรรมในด้านอื่นของสายสัมพันธ์ทวิภาคีนั้น ไม่ได้รับผลกระทบ การอบรมครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความร่วมมือที่ยังคงมีต่อไปของเรา และเป็นเครื่องยืนยันว่าออสเตรเลียต้องการดำเนินงานกับประเทศไทยในด้านต่างๆ ที่เราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอบรมนี้จัดขึ้นด้วยทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพื่อช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยพัฒนาผลลัพธ์ทางการวิจัย และเพิ่มพูนความร่วมมือทั้งภายในและระดับนานาชาติ โดยมีรองอธิการบดีและผู้แทนจากมหาวิทยาลัยวิจัยทั้ง 9 แห่งของประเทศไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมผู้กำหนดนโยบายรัฐบาลและนักวิจัยเข้าร่วมอบรม

ปลัดบัวแก้วยันพัฒนาการคืบหน้า

เมื่อเวลา 15.00 น.ที่กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบนายทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ สปป.ลาว เพื่อชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดและพัฒนาการต่างๆ ในการปฏิรูปการเมืองของไทย จากนั้นนายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ชี้แจงว่า คสช.ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในทุกด้าน อาทิ การปฏิรูปเศรษฐกิจและระบบภาษี รวมถึงการดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนายทองลุนแสดงความเข้าใจ พร้อมระบุว่าความสัมพันธ์ไทย-ลาวยังเป็นไปอย่างดี และพร้อมสนับสนุนไทยในเวทีการประชุม ตนยังชี้แจงถึงกระแสข่าวการปราบปรามแรงงานต่างด้าว ว่าเป็นข่าวลือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

สัญญาณดีบิ๊กมาเลย์มาเยือนถี่

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีนายดาโต๊ะ ซรีฮิชามมุดดิน บิน ตุน ฮุสเซน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-17 มิ.ย. เพื่อเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด รองหัวหน้า คสช. ดูแลงานฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศ ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ตัน ซรี ดาโต๊ะ ซรี ซูกิเฟรี ผบ.ทหารสูงสุดมาเลเซีย เคยมาเยือนไทยแล้ว การที่ รมว.กลาโหมมาเลเซียมาเยือนไทยติดต่อกันในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่ามาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ของไทย และคงต้องการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญให้ประชาคมโลกได้เห็นว่า มาเลเซียสนับสนุนประเทศไทย

15 ประเทศตอบรับประชุมในไทย

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (AMCDRR) ครั้งที่ 6 ซึ่งจะจัดที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 22-26 มิ.ย.2557 โดยการประชุมนี้จะช่วยย้ำบทบาทไทยในการบริหารจัดการภัยพิบัติเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติในอนาคต ขณะนี้มีรัฐมนตรีจาก 15 ประเทศตอบรับเข้าร่วมประชุม อาทิ จีน เมียนมาร์ กัมพูชา ศรีลังกา อัฟกานิสถาน ฟิจิ และเนปาล เป็นต้น

นักวิชาการนอกรุมวิจารณ์ คสช.

วันเดียวกัน สำนักข่าวเอพีรายงานบทวิเคราะห์การเมืองไทยว่า เป้าหมายของเหล่าผู้นำ คสช.ที่ทำรัฐประหารคือ ต้องการประชาธิปไตยในกติกาของตัวเอง เพราะเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ได้แก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองในรอบหลายปีหลัง ซึ่งมีนักวิชาการต่างชาติหลายคนแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง โดยนายดันแคน แม็คคาร์โก อาจารย์สาขาการเมืองในอาเซียนแห่งยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลีดส์ในอังกฤษ ระบุว่า ตามทรรศนะของฝ่ายตรงข้ามกับอดีตรัฐบาลที่ถูกทำรัฐประหาร มักเห็นว่าประชาชนเลือกรัฐบาลผิดเสมอ ขณะที่นายชาร์ลส คีส์ นักวิชาการแห่งยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วอชิงตันในสหรัฐฯ เห็นว่า สิ่งที่กองทัพต้องทำคือ พยายามทำให้เห็นว่ากำลังฟื้นฟูประชาธิปไตย แต่จะเป็นการฟื้นฟูประชาธิปไตยจริงๆ เหมือนที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่อยากเห็นหรือไม่ นั่นยังเป็นคำถาม

ด้านไมเคิล มอนเตซาโน นักวิชาการแห่งสถาบันอาเซียนศึกษาในสิงคโปร์ระบุว่า หลายสิ่งในไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว หลายมาตรการที่ยอมรับกันใน 2-3 ปีก่อน อาจไม่เป็นที่ยอมรับในวันนี้ ยิ่งถ้ามีมาตรการอะไรออกมาแล้วคนไทยหลายคนเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็มีแต่จะสร้างความไม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ฝ่ายนายไมเคิล คอนเนอร์ นักวิชาการในมาเลเซีย ระบุว่า เมื่อดูจากหลายๆกรณีแล้ว การรัฐประหารครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่หลายคนในกองทัพเห็นว่าล้มเหลวและไม่สามารถขจัดเครือข่ายทักษิณได้

ผู้ค้าจตุจักรร้อง คสช.จัดระเบียบ

ที่ บก.ทบ. กลุ่มสหกรณ์บริการผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร 20 คน เข้าร้องเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เพื่อขอความเป็นธรรมจากความเดือดร้อนเรื่องค่าเช่าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะเก็บเงินค่าแผงค้าขายในราคา 3,552 บาท ขณะที่ การบริหารจัดการมีการทุจริตคอร์รัปชัน อาทิ อนุญาตให้บุคคลภายนอกขายสินค้าบนผิวการจราจรในตลาดนัดจตุจักรโดยมีเจ้าหน้าที่เก็บค่าหัวคิว มีการนำการ์ดเสื้อแดงมารักษาความปลอดภัยและมีอดีตนายตำรวจเรียกเก็บเงิน ขอเรียกร้องให้ คสช.มีคำสั่งให้ รฟท.หยุดการบริหารงานพร้อมส่งมอบให้ กทม.เข้ามาบริหารตลาดนัดจตุจักร เพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลและควบคุมตลาดตาม พ.ร.บ.บริหาร กทม. และยังสอดคล้องถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) พ.ศ.2523

กกต.หารือจัดเลือกตั้งท้องถิ่น

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังนำคณะเจ้าหน้าที่ด้านการเลือกตั้ง เข้าหารือกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ถึงความชัดเจนในการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นว่า พล.อ.ไพบูลย์ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์อยากให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเดินหน้าต่อไปได้ ไม่อยากให้ความล่าช้าของงบประมาณกลายเป็นปัญหาให้การพัฒนาท้องถิ่นต้องหยุดชะงัก เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยท้องถิ่น รวมทั้งเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้การเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะสามารถจัดขึ้นได้ แต่จะนำข้อมูลไปประเมินกับฝ่ายความมั่นคงอีกครั้ง รวมทั้งพิจารณาการผ่อนผันการบังคับใช้ประกาศ คสช. เรื่องการห้ามการชุมนุมทางการเมือง หรือกำหนดกรอบการหาเสียงอย่างไร เพื่อไม่ให้ขัดต่อประกาศ คสช. โดย กกต.จะร่วมหารือด้วย คาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้า อีกไม่นาน คสช.คงให้เลือกตั้งท้องถิ่นได้

“นิพิฏฐ์” หนุนไทยปฏิวัติวัฒนธรรม

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปฏิวัติวัฒนธรรม โดยระบอบประชาธิปไตยอาจแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1.ระบอบการปกครอง 2.พฤติกรรมในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ซึ่งเรื่องของระบอบการปกครอง คนไทยรู้ดีเรื่องทฤษฎีว่าถ้าเป็นประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่หากเป็นพฤติกรรมในการอยู่ร่วมกัน ค่อนข้างจะเป็นปัญหา เพราะจากภาพข่าวกิจกรรมที่ประชาชนแย่งกันดูภาพยนตร์ฟรีเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร จนเกิดเหตุทะเลาะกันวุ่นวาย ขณะที่อีกภาพข่าวเป็นกิจกรรมที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าแถวชมคอนเสิร์ตฟรีอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งที่มีจำนวนคนมากกว่าของไทย ดังนั้นสิ่งที่เราต้องปฏิวัติกันจริงๆคือการปฏิวัติวัฒนธรรมประชาธิปไตย

ปรับเว็บฯปิดจุดอ่อนเข้าไม่ถึง ปชช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ได้ปรับปรุงโฉมเว็บไซต์ www.democrat.or.th ใหม่ โดยจะเริ่มเปิดวันที่ 18 มิ.ย. มีเนื้อหาเน้นการเสนอข่าวสารเป็นหลัก รายงานทุกความเคลื่อนไหว มี Breaking News ข่าวพรรค คอลัมน์ บทความ สกู๊ป บทสัมภาษณ์ และข่าวต่างประเทศ เนื้อข่าวมี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ พร้อมกับเชื่อมต่อไปยัง Facebook : Democrat Party,Thailand ให้ประชาชนติดตามความเคลื่อนไหวได้อีกช่องทาง ซึ่งการปรับปรุงเว็บไซต์ครั้งนี้ เป็นเพราะที่ผ่านมาการสื่อสารออกไปสู่ประชาชนและสื่อมวลชน ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยผู้ที่ดูแลจะเป็นทีมงานโฆษก และกรรมการบริหารพรรคบางคน โดยมีการหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

“นิคม” เมิน ป.ป.ช.ตามจิกแก้ รธน.

อีกเรื่อง นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยืนยันจะพิจารณาไต่สวน 308 ส.ส. ส.ว. กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า แม้รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้วแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. ยังอยู่ ถือว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่ ป.ป.ช. ต้องทำให้แล้วเสร็จ ส่วน ส.ส.และ ส.ว.บางคนที่โดนชี้มูลไปแล้วตามมาตรา 270 อาทิ ตน เพื่อน ส.ว.อีก 38 คน และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภานั้น ต้องดูว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกไปแล้ว ทั้งนี้เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วเสร็จ กระบวนการถอดถอนอาจให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะตั้งขึ้นตามโรดแม็ประยะที่ 2 ของ คสช. ดำเนินการก็ได้ แต่ต้องดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่จะกำกับการทำหน้าที่ จะให้อำนาจ สนช. ถอดถอนด้วยหรือไม่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอาจโละคดีทิ้งเลยก็เป็นไปได้ ตนเคารพทุกฝ่ายที่ทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่มี หากต้องถูกดำเนินคดีต่อก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงกังวล เพราะชี้แจงได้อยู่แล้ว

มาตรการช่วยชาวนายังถกไม่จบ

สำหรับการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการผลิตและการตลาด ของคณะกรรมการนโยบายบริหารและจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.เป็นประธาน ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงแนวทางการช่วยเหลือชาวนา ว่าจะช่วยเหลือจำนวนกี่ไร่ ระหว่าง 10 ไร่ หรือ 15 ไร่ รวมถึงตัวเลขต้นทุนการผลิตที่แต่ละภาค แต่ละชนิดข้าวไม่เท่ากัน โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ไปดูแลเรื่องราคาและคุณภาพปุ๋ย รวมถึงร้านค้าเมล็ดพันธุ์ข้าว และวันที่ 18 มิ.ย. คสช.จะเชิญผู้เกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนชาวนา ร้านค้าปุ๋ยและสารเคมี เจ้าของที่ดินให้เช่าทำนา โรงสีข้าว มารับฟังความเห็น เพื่อสรุปมาตรการช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพราะขณะนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลเพาะปลูกข้าวแล้ว

“วรงค์” ไม่ติดใจล้มจำนำ–ประกัน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ติดใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศยกเลิกทั้งโครงการประกันราคาข้าวและรับจำนำข้าว หาก คสช.มีมาตรการอื่นช่วยเหลือชาวนาที่ดีกว่า แต่อยากให้ช่วยเหลือทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้อยู่ในจุดที่สมดุลกับสถานภาพการเงินการคลังของประเทศ และชาวนาต้องอยู่ได้โดยที่ตัวเองไม่เป็นภาระด้วย เพราะการช่วยเหลือชาวนาแบบเฉพาะหน้า ยังมีความจำเป็นที่ต้องทำ ตนเกรงว่าคนที่ให้ข้อมูล คสช.เรื่องการประกันรายได้อาจเข้าใจเรื่องประกันรายได้ไม่ดีพอ อาจมองโครงการนี้แบบเข้าใจผิด

17 มิ.ย. 2557 07:52 ไทยรัฐ