วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เดินหน้าจัด 'อนามัยสิ่งแวดล้อม' คุมท้องถิ่น 2,000 แห่งทั่วไทย

"กรมอนามัย" จับมือ "กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น" รับรองคุณภาพเทศบาล 51 แห่ง ที่มีระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม พร้อมกระตุ้นอีกร้อยละ 20 จาก 2,000 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาให้ได้มาตรฐานในปี 58…

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 57 นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Environmental Health Accreditation :EHA) ว่า กรมอนามัยร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินงานพัฒนารับรองระบบคุณภาพบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเทศบาลนครและเทศบาลเมืองทั่วประเทศ ประมาณ 202 เทศบาล สมัครเข้าร่วมการประเมินรับรอง จำนวน 181 เทศบาล คิดเป็นร้อยละ 90

ทั้งนี้ ผ่านการประเมินพื้นฐานจำนวน 101 เทศบาล คิดเป็นร้อยละ 50 ผ่านการประเมิน ดีเยี่ยม จนได้รับเกียรติบัตร จำนวน 51 เทศบาล คิดเป็นร้อยละ 25 โดยในแต่ละเทศบาลมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ อาทิ เทศบาลเมืองวังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เด่นด้านการจัดการสุขาภิบาลอาหาร เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เด่นด้านการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค เทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เด่นด้านการจัดการสิ่งปฏิกูล เทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี เด่นด้านการจัดการมูลฝอยทั่วไป และเทศบาลเมืองกำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร เด่นด้านการจัดการเหตุรำคาญ

นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า มาตรฐานระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 9 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบการจัดการสุขาภิบาลอาหาร 2.ระบบการจัดการคุณภาพน้ำบริโภค 3.ระบบการจัดการสิ่งปฏิกูล 4.ระบบการจัดการมูลฝอย 5.ระบบการรองรับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ 6.ระบบการจัดการเหตุรำคาญ 7.ระบบการจัดการกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 8.ระบบการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ และ 9.ระบบการบังคับใช้กฎหมาย โดยในปี 2558 กรมอนามัยมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้เทศบาลทุกระดับสมัครเข้ารับการประเมินระบบคุณภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเทศบาลทั่วประเทศ ที่มีประมาณ 2,000 กว่าแห่ง

"กรมอนามัยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และร่วมกันพัฒนาระบบคุณภาพบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมตามหลัก 5 ยุทธศาสตร์ของกรมอนามัย ดังนี้ 1.การแยกขยะครัวเรือน หรือการแยกทิ้งขยะ ณ แหล่งกำเนิด 2.การเก็บค่ากำจัดขยะ ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุขท้องถิ่น สามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้เฉพาะค่าเก็บขนเท่านั้น ส่วนค่ากำจัดเก็บไม่ได้ และขณะนี้กรมอนามัยกำลังดำเนินการออกกฎหมาย เพื่อให้ท้องถิ่น หรือเทศบาล สามารถเก็บค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะได้

ส่วนข้อ 3.ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดการเคลื่อนย้ายขยะติดเชื้อ เน้นหลักการบำบัด หรือกำจัดที่แหล่งกำเนิด 4.การสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการจัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะ และเข้มงวดการทิ้งและกำจัดขยะอันตรายจากอุตสาหกรรมและบ้านเรือน และ 5.สำรวจกองขยะเก่าเพื่อทำสวนสาธารณะ กรมอนามัยจะเสนอให้เจ้าของ หรือท้องถิ่นดำเนินการฝังกลบทำเป็นสวนสาธารณะ โดยจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีสั่งการ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพประชาชนในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากระบบ EHA เป็นระบบที่คุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนตามสิทธิและกฎหมายกำหนด" รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพระบบอนามัยสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 800 คน จากเทศบาลต่างๆ ทั่วประเทศ โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการเทศบาลที่ผ่านการประเมินระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ในการดำเนินงานต่อไป.