วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปพลังงาน ระวัง!หลงทาง

โดย

วินาทีนี้...ทุกสายตากำลังโฟกัสไปที่กระแส “การปฏิรูปพลังงาน” ที่กำลังฝุ่นตลบ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังคืนความสุขให้คนในชาติด้านพลังงาน ด้วยการนั่งเป็นหัวเรือใหญ่ประธานบอร์ดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.

“การปฏิรูปพลังงาน”...ต้องทำด้วยมือบริสุทธิ์ ปราศจากผลประโยชน์ใดๆทั้งปวง นอกจากนี้ความจริงจะต้องมีความจริงเพียงด้านเดียว ไม่ใช่มีความจริงหลายด้านจากหลายแหล่ง

หลายกลุ่มพยายามจุดกระแสปฏิรูปพลังงานให้เป็น “เผือกร้อน” ในมือของ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น คสช.จะต้องพิจารณาฟังทุก
ฝ่าย และพิจารณาอย่างรอบคอบ...รัดกุม ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้การปฏิรูปพลังงานของประเทศหลงทิศหลงทางไปได้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงตามมา

ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงานของทุกกลุ่ม ไล่เรียงสาระสำคัญ...กลุ่มแรก “กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปพลังงานเครือข่ายเอ็นจีโอ” เสนอให้ คสช.รื้อสัมปทานปิโตรเลียมใหม่ยกกระบิ โดยมีการเสนอข้อมูลว่า “ประเทศไทยเป็นแหล่งพลังงาน มีปริมาณสำรองน้ำมันและแก๊สจำนวนมหาศาลพอๆกับตะวันออกกลาง” ถึงขั้นมีการใช้คำว่า “ประเทศไทยคือดินแดนซาอุแห่งเอเชีย”

แต่ที่ผ่านมา...ภาครัฐไม่ได้นำพลังงานของประเทศมาพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะเป็นระบบผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่ม?

ประเด็นนี้ได้ปลุกกระแสให้คนไทยที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อนถึงกับตื่นตะลึง ซ้ำร้ายมีการหยิบยกข้อมูลการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมน้ำมันและแก๊สของประเทศมากเป็น 1 ใน 5 ของสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก พร้อมตอกย้ำอีกว่า ระบบสัมปทานปิโตรเลียมของประเทศถูกผ่องถ่ายผลประโยชน์ก้อนโตไปยังต่างประเทศและกลุ่มทุนการเมืองมานานหลายสิบปี

นัยว่า ถึงขั้นมีการเตรียมประเคนสัมปทานระลอกใหม่ให้กับต่างชาติ ก่อนจะมาถึงบทสรุปที่ว่า...ถึงเวลาที่จะต้องชงเรื่องนี้ให้ คสช.ลุกขึ้นมาสังคายนาระบบสัมปทานปิโตรเลียมใหม่ เลิกระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนหรือที่เรียกว่า “Thailand3”

โดยเชื่อว่า ระบบสัมปทาน... “Thailand3” ประเทศชาติได้ผลประโยชน์น้อยนิด...พุ่งเป้าไปสู่ระบบ “แบ่งปันผลผลิตหรือ PSC” ตามรอยเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ล้วนใช้ระบบนี้

นอกจากนี้ยังมีความพยายามหยิบยกราคาน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “มาเลเซีย” ที่ใช้ระบบ PSC ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันบ้านเขาถูกกว่าในบ้านเราเป็นเท่าตัว ยิ่งทำให้คนไทยหูผึ่ง

ข้อเท็จจริงประเด็นแรกที่ต้องไขความกระจ่างมีว่า ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งพลังงานปิโตรเลียมประเทศไทย ที่ถึงขั้นว่าเป็น “ซาอุแห่งตะวันออกไกล” นั้นเป็นจริงหรือไม่ เราจะโชติช่วงชัชวาลกันอีกคราแบบปี 2525 ได้หรือเปล่า...หรือจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา?

ข้อมูลที่ชัดเจนและเปิดเผยจากกระทรวงพลังงาน ยืนยันมาโดยตลอดว่าบ้านเราไม่ได้มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมมากมายอะไร

เราเหลือก๊าซในอ่าวไทยให้ใช้อีกเพียงแค่ 7 ปี จากปริมาณสำรองที่พบเพียงประมาณ 9.04 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต...ส่วนคอนเดนเสทมีประมาณ 216 ล้านบาร์เรล เหลือใช้ได้ประมาณ 6 ปี ขณะที่น้ำมันดิบนั้น ถ้ายังไม่มีการสำรวจขุดเจาะเพิ่มหรือพบแหล่งใหม่ๆ น้ำมันดิบที่มีปริมาณสำรอง 232 ล้านบาร์เรล ก็จะหมดไปในอีกประมาณ 4 ปี...

ตัวเลขข้างต้นเป็นข้อมูลความจริง ไม่ใช่จินตนาการ

ขณะที่ “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ที่มี “ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน หนึ่งในนั้นยังมี “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน ออกมาตีแผ่เรื่องพลังงานในฐานะกูรูที่ติดตามเรื่องนี้มานาน...ควรต้องฟังเอาไว้เป็นความรู้

โดยเฉพาะเรื่อง “สัมปทานหรือแบ่งปันผลผลิต” หรือ “PSC” บรรยงฟันธง...ที่บอกว่า เพื่อนบ้านล้วนใช้ PSC ขอให้ดูต่ออีกนิดว่า ผลที่ได้เป็นอย่างไร กรณี “มาเลเซีย” ที่ชอบเอามาอ้างกันว่าดี ก็มีคำถามเรื่องความโปร่งใสกับเรื่องการเอื้อประโยชน์ทางเชื้อชาติ (Bumiputra Favoritism)

ส่วนที่ “บรูไน”... ก็เป็นประเทศเล็กนิดเดียว ประชากรและปริมาณการใช้น้ำมันน้อย ในขณะที่ฟิลิปปินส์กับเวียดนาม ก็ยังไม่มีความรู้

ถ้าเหลียวไปมอง “กัมพูชา” นั้นก็ยังไม่เจอ ยังผลิตอะไรไม่ได้ และถึงจะเจอก็ต้องเลือกระบบที่ผู้นำเห็นว่าได้ประโยชน์สูงสุด

พุ่งเป้าไปที่ประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่ใช้ระบบ PSC ที่สุ้มเสียงเครือข่ายเอ็นจีโอในบ้านเราชี้ว่าเป็นระบบที่ทำให้ประชาชนใช้พลังงานในราคาสุดถูกนั้น เมื่อกลางปีที่แล้ว “รัฐบาลอินโดนีเซียต้องใช้ยาแรงปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินเป็นลิตรละ 20 บาท...ดีเซล 18 บาท จากเดิมแค่ 15 และ 14 บาท ทำให้เกิดประท้วงวุ่นวายไปครึ่งประเทศ”

คำถามมีว่า...ที่เขาขายถูก เพราะความสำเร็จของระบบ PSC หรือเปล่า? เท่าที่ทราบคือ ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะรัฐอุดหนุน (Subsidy) พลังงานอย่างมหาศาล ปีหนึ่งๆก็ทำให้เกิดการสูญเสียมหาศาล จนกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดตลอดมา

รู้แล้วยังไม่ต้องเชื่อ บรรยง แนะให้ลองเข้าไปในกูเกิล (Google) แล้วหา “Fuel Subsidy in Indonesia” ดูก็ได้ จะมีบทความเป็นร้อย และร้อยทั้งร้อยระบุว่า เป็นเรื่องสุดห่วย ถ่วงความเจริญทุกๆด้าน ไปจนถึงเร่งทำลายสภาพแวดล้อม แทบทุกทฤษฎีระบุตรงกันว่า...ต้องลดต้องเลิกระบบ PSC อย่างเร่งด่วน

ที่แย่ไปกว่านั้น...อินโดนีเซีย จากที่เคยเป็นประเทศในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือ “โอเปก”...ที่เคยส่งออกน้ำมัน จากนโยบายบิดเบือน การใช้พุ่งขึ้น การหาลดลง เพราะแนวทางของ PSC ไม่จูงใจให้ทำธุรกิจ จากเคยส่งออกวันละ 1 ล้านบาร์เรล ในช่วงปี 2523 ต้องมาเริ่มนำเข้าในปี 2546

ปัจจุบันอินโดนีเซียต้องนำเข้าประมาณ 300,000 บาร์เรลต่อวัน ต้องไปลาออกจากโอเปกมาหลายปีแล้ว...ส่วนที่เคยขุดหาผลิตได้วันละ 1.5 ล้านบาร์เรล ก็เหลือแค่วันละ 900,000 บาร์เรลเท่านั้น

เราจะเจริญรอยตามหรือไม่? บรรยง พงษ์พานิช ตั้งข้อกังขา หากเรามีปริมาณสำรองน้ำมันและแก๊สมากมายมหาศาล จะเอาระบบสัมปทาน แบ่งปันผลผลิต...แบ่งอัตรากำไร หรือระบบอะไรก็คงไม่มีใครว่า

หากนโยบายเปลี่ยน...แล้วไม่มีใครมาลงทุนการขุดเจาะสำรวจ อีกไม่นานเราจะเจอวิกฤติพลังงาน ถือเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป เรื่องนี้จะเอากันอย่างไร ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ เพราะในปี 2565 และ 2566 สัญญาสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมตาม พ.ร.บ. ปี 2514 กำลังจะหมดลง

อย่าคิดว่าอีกตั้งเกือบ 10 ปี...ยังมีเวลา ธุรกิจผลิตปิโตรเลียมไม่เหมือนการลงทุนอื่น ต้องลงทุนเพิ่มในการขุดเจาะอยู่เสมอ ยิ่งแหล่งน้ำมันในบ้านเราเป็นแหล่งเล็กๆ ยิ่งต้องลงทุนต่อเนื่อง

คงไม่มีใครเสี่ยงทำ ถ้าไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนว่าจะเอายังไง...เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ต้องเริ่มกันแต่วันนี้ เพราะเมื่อถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไป.

16 มิ.ย. 2557 12:20 ไทยรัฐ