วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินทองต้องสิงคโปร์ ท่องเที่ยวพักฟื้นต้องไทย!

หลายคนมักพูดถึงสิงคโปร์อย่างนั้น สิงคโปร์อย่างนี้ เมืองไทยอย่างนั้น เมืองไทยอย่างนี้ ได้ยินแล้วทำให้มีคำถามว่า ทำไม เกาะเล็กๆ ที่มีขนาดไม่ได้แตกต่างจากเกาะภูเก็ตของไทย ถึงได้เก่งกาจเกือบจะทุกเรื่อง และก็มีหลายเรื่องที่เมืองลอดช่องก็ไม่เก่งเท่าเมืองไทย คำตอบอยู่ที่คุณภาพคน คุณภาพการศึกษา ประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย สำคัญที่สุด คือ วิธีคิด ที่มีความแตกต่างกันของคนทุกระดับในทั้ง 2 ประเทศ แต่ผลสำรวจของทั้งสิงคโปร์ และไทยล่าสุด คงบอกอะไรได้หลายอย่าง

ผมได้อ่านผลการสำรวจล่าสุดในรายงานที่มีชื่อว่า กองทุนบริหารจัดการความมั่งคั่งโลก ซึ่งเปิดเผยโดย บริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ พบว่า ในการสอบถามผู้จัดการการเงิน ผู้จัดการกองทุนกว่า 200 คน ใน 51 ประเทศทั่วโลก ทั้งหมดยอมรับว่า สวิตเซอร์แลนด์ จะสูญเสียตำแหน่งศูนย์กลางการเงินโลกให้กับสิงคโปร์ภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ อย่างแน่นอน สิงคโปร์ทำได้อย่างไร? สิงคโปร์มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานการเงิน กฎหมายและระเบียบการเงิน รวมถึงความโปร่งใสด้านการบริหารศูนย์กลางการเงิน ในขณะที่ ผลสำรวจดังกล่าวระบุต่อไปว่า หากศูนย์กลางการเงินของโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ลอนดอน และนิวยอร์ก ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านศูนย์กลางการเงินนั้น จะต้องมีการปรับปรุงหลายด้าน เช่น การบริการด้านการเงินเฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพสูง นโยบายความโปร่งใส การเพิ่มมาตรฐานการให้บริการ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์แบบ ทุกวันนี้ สวิตเซอร์แลนด์ ครองอันดับ 1 ศูนย์กลางการเงินขอโลก ตามด้วยอันดับ 2 คือ สิงคโปร์ ส่วนอันดับ 3 คือ กรุงลอนดอน อันดับ 4 เป็นของฮ่องกง และอันดับที่ 5 คือ นิวยอร์ก ในขณะเดียวกัน ผลการศึกษาดังกล่าว ระบุว่า ศูนย์กลางการเงินในตลาดเกิดใหม่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และน่าจับตามอง คือ เซี่ยงไฮ้ ดูไบ ตามด้วย บราซิล และเม็กซิโก แน่นอนว่า ลุ้นกรุงเทพมหานครไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อยในรายงานนี้ หรือแม้แต่ในอุตสาหกรรมประเภทนี้! 


ผมได้มีโอกาสอ่านนิตยสารที่มีชื่อว่า เพเทียนส์ บียอนด์ บอร์เดอร์ หรือ Patients Beyond Borders ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำที่จัดพิมพ์คู่มือการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระหว่างประเทศประจำปี 2013 ก็ทำให้รู้สึกเป็นปลื้มขึ้นมาว่า ประเทศไทยได้รับการจัดให้ครองอันดับ 1 ตลาดท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพทั่วโลกประจำปีนี้ เพราะไทยมีความหลากหลายด้านการบริการรักษาสุขภาพที่คุ้มค่ากับที่สุดของโลกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หัวใจเลยอยู่ที่ ไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนด้านการรักษาดูแลสุขภาพถูกกว่าสหรัฐฯประมาณ 50-70% นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนเพื่อใช้บริการด้านท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ 1.2 ล้านคน จากตลาดรวมทั้งหมดที่มีคนเดินทางถึงปีละ 7 ล้านคนทั่วโลก มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.24 ล้านล้านบาท อันดับ 2 เป็นของเม็กซิโก ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพเข้าไปกว่า 1 ล้านคนในปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันทางตะวันตก อันดับ 3 ของโลกเป็นของสหรัฐอเมริกา มีจำนวนนักท่องเที่ยวไปใช้บริการดูแลรักษาสุขภาพประมาณ 800,000 คน ท่ามกลางค่าใช้จ่ายสูง แต่สหรัฐฯก็ยังครองอันดับ 3 ในแง่ประเทศที่นักท่องเที่ยว หรือผู้ป่วยเดินทางเข้าไปบ่อยครั้งที่สุดในปีที่ผ่านมา มาดูสิงคโปร์ ที่ครองอันดับ 4 ในการจัดครั้งนี้ โดยในปีที่แล้วต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการดูแลรักษาสุขภาพราว 610,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย แต่ความน่าสนใจของสิงคโปร์มีความหมายมากกว่าอันดับ 4 ของโลกในปีนี้ คือ ครองอันดับ 4 ในปีที่แล้วอีกต่างหากในฐานะนักท่องเที่ยวพักผ่อนเพื่อสุขภาพย้อนกลับมาใช้บริการบ่อยครั้งที่สุด! ส่วนไทยไม่ติดอันดับประเภทนี้เลย

คนไทยมักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” แปลว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คนต่างชาติมักสอนความจริงที่ว่า ต้องหาเงิน(เป็น) ต้องเก็บเงิน(เป็น) และต้องใช้เงิน(เป็น) เพื่อให้เงินทำงานแทนชีวิตเรา วิธีคิดผ่านคำสอนเหล่านี้ จึงน่าจะสะท้อนผลสำรวจที่ว่า ศูนย์กลางการเงินของโลกต้องสิงคโปร์ ตลาดท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพของโลกต้องไทย !!! 

บัญชา ชุมชัยเวทย์ 

บัญชา ชุมชัยเวทย์

หลายคนมักพูดถึงสิงคโปร์อย่างนั้น สิงคโปร์อย่างนี้ เมืองไทยอย่างนั้น เมืองไทยอย่างนี้ ได้ยินแล้วทำให้มีคำถามว่า ทำไม เกาะเล็กๆ ที่มีขนาดไม่ได้แตกต่างจากเกาะภูเก็ตของไทย... 16 มิ.ย. 2557 07:02 16 มิ.ย. 2557 08:10 ไทยรัฐ