วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนาคตไทยเราเลือกได้ ระดมแนวคิดเร่งพลิกฟื้นประเทศ

ลุ้นยุทธศาสตร์ใหม่...ขับเคลื่อนไทย นำประชาชนหลุดกับดัก

มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา กำเนิดขึ้นหลังการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 โดยการรวมตัวกันของนักธุรกิจจากหลากหลายสาขา ภายใต้วัตถุประสงค์สำคัญที่จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการตัดสินใจว่า อนาคตประเทศไทยควรดำเนินไปในทิศทางใด

ด้วยเห็นว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม และถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะร่วมมือกันในการศึกษา ทำการวิจัย และให้ข้อเสนอแนะต่อสังคม รัฐบาล รวมถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานไทย ซึ่งพอเหมาะพอดีกับช่วงเวลาที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังระดมสรรพกำลังในการเข้าบริหารราชการแผ่นดินแทนที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว

ฟังความเห็นของพวกเขาเหล่านี้ดู

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ประธานกรรมการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา

“มีคนเคยบอกว่าอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าความคิด ความคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่างแม้กระทั่งโลกใบนี้ โลกที่ไม่มีความคิดใหม่ๆ จะเป็นโลกที่หยุดนิ่ง และนับวันแต่จะถดถอยด้อยพัฒนา ประเทศชาติบ้านเมืองก็เฉกเช่นเดียวกัน ประเทศใดยามที่รุ่งเรืองบ้านเมืองสมานฉันท์ อุดมด้วยปัญญา ประเทศเหล่านั้นก็มีแต่จะเจริญรุ่งเรืองอย่างไร้ขีดจำกัด”

ให้ดูตัวอย่างความสำเร็จของจีน ดูการพุ่งทะยานของเกาหลีใต้ ดูการปรับฐานเศรษฐกิจของบราซิล ดูการก้าวเข้าสู่เมืองระดับโลก (Global city) ของสิงคโปร์เป็นตัวอย่างทั้งหมดล้วนเริ่มมาจากความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงประเทศให้ดีขึ้นในประเทศ ในบ้านเมืองที่แตกร้าว ความคิดไม่มี ปัญญาไม่ปรากฏ หมกมุ่น งมงาย ลุ่มหลง อยู่กับผลพวงแห่งความสำเร็จในอดีต วุ่นวายอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้า ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ประเทศเหล่านั้นก็เริ่มจะหยุดนิ่งและถดถอย

ให้ดูเปรียบเทียบฟิลิปปินส์ในอดีตที่รุ่งเรืองกับฟิลิปปินส์ในวันนี้ ให้ดูความตกต่ำของยุโรป ใครจะเชื่อว่าจะมีวันนี้ ให้ดูความวุ่นวายที่ตะวันออกกลางที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน แต่ทุกวันนี้หาความสงบไม่ได้เลย ให้ดูความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ให้ดูการตกอับของญี่ปุ่น ใครจะเชื่อว่าจะมีอย่างวันนี้

ทั้งหมดมีจุดร่วมกันที่คล้าย คลึงกันก็คือความอ่อนด้อย การหยุดนิ่งและความบกพร่องเชิงความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

ประเทศไทยนั้นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ในหลาย 10 ปีที่ผ่านมานั้น จริงๆ แล้วประเทศไทยก้าวมาไกลมาก เราเป็นประเทศแนวหน้าในเอเชีย แต่จริงๆ แล้วในผลพวงแห่งความสำเร็จ แห่งการพัฒนา มันยังมีจุดอ่อน จุดด้อย ที่เราต้องพัฒนาสมรรถนะของประเทศ มีอีกหลายจุดที่ต้องเติมเต็มเพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนของโลกในอนาคตข้างหน้า

อนาคตไทยนั้นเลือกได้ จะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมไม่มีความคิด ไม่มียุทธศาสตร์ ทั้งๆ ที่พายุกำลังจะมา โลกกำลังเปลี่ยน หรือจะเลือกคิดวันนี้ ขับเคลื่อนวันนี้ เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีในอนาคตข้างหน้าในยามที่เรายังเข้มแข็งอยู่และเลือกที่จะเปลี่ยนได้

สิ่งแรกเลยก็คือ ภาครัฐมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ต่อประชาชน ประเด็นอยู่ที่ว่าภาครัฐจะเป็นอย่างไรที่จะทำให้ตนเองมีสมรรถนะสูงสุด มีการกำกับที่มีธรรมาภิบาล มีความคิดเชิงยุทธศาสตร์ จะต้องเอาสติปัญญา เอาใจใส่ กับสิ่งที่เป็นอนาคตของประเทศมากกว่าปัญหาความวุ่นวายเฉพาะหน้า มากกว่าประโยชน์เฉพาะตน สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่ง

1.โลกข้างหน้านั้นเป็นโลกยุคดิจิตอล ไม่ว่าพฤติกรรมของคน ไม่ว่าอนาคตของบริษัทในทุกๆเรื่องต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอล ฉะนั้น การตัดสินใจครั้งใหญ่ๆต้องมีในสิ่งเหล่านี้ว่าอนาคตไอที อนาคตดิจิตอลของเราจะเป็นอย่างไร จะลงทุนอย่างไร มีแผนการอย่างไรที่ชัดเจน รวดเร็ว ไม่ใช่ขยักขย่อน เพราะว่าทุกนาทีที่ขยักขย่อน ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศมหาศาล

2.เราจะต้องแข่งขันกันด้วยนวัตกรรม (Innovation) แข่งขันกันด้วยการเพิ่มมูลค่า (value added) สิ่งเหล่านี้จะต้องมียุทธศาสตร์อย่างไรที่จะทำแบบนั้นได้ การศึกษาใช่ไหม การศึกษาอะไร การวิจัยใช่ไหม มหาวิทยาลัยใช่ไหม เราจะมีทางอย่างไรที่จะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้ เข้าด้วยกัน

3.นักรบประเทศก็คือนักธุรกิจ ซึ่งได้แก่ทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และองค์กรขนาดใหญ่ เราจะทำอย่างไรที่จะวางกรอบวางทิศทางให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ช่วยแนะนำ ช่วยสร้างให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ไปบั่นทอนชะลอเขา ฉะนั้น เชื่อว่าทุกคนอยากจะเห็นภาพของยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะไปอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และเศรษฐกิจโลกในอนาคตข้างหน้า

ขณะเดียวกัน การก้าวออกไปสู่ต่างประเทศ จะทำอย่างไรให้เมืองไทยนั้นเป็นจุดศูนย์รวมของเออีซี สามารถก้าวและใช้ประโยชน์ที่เปิดกว้างของเออีซี โดยที่ทุกๆ ฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย แต่อย่าลืมเรื่องของความเท่าเทียมกัน อย่าลืมเรื่องของการบูรณาการที่ครบวงจรไม่ต้องไปเอาอย่างใคร ทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา

ในความคิดของผม ถ้าภาคเอกชนไม่ริเริ่มไม่ขยับไม่เขยื้อนเชื่อว่าเมืองไทยจะถดถอยอย่างช่วยไม่ได้ ภาคเอกชนคือกำลังที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในวันนี้ หลายอย่างเดินไปข้างหน้าได้ด้วยเอกชน เป็นผู้ริเริ่ม ชี้นำ ผลักดัน ทำคนเดียวนั้นทำได้ลำบากขีดจำกัดมีสูง แต่ถ้ารวมพลังกันแล้ว พลังการขับเคลื่อนจะแรงมาก เสียงของเอกชนจะดัง สิ่งที่เรียกร้องจะได้การตอบสนอง.

ดร.ทนง พิทยะ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ผมคิดว่า ประเทศไทยเรากินบุญเก่ามาจนหมดแล้วตั้งแต่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ หรือป่าไม้ เพื่อเอาไปขายให้ต่างชาติ กระทั่งถึงจุดหนึ่ง มันหมด

และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ระยะที่ 4 คือ ถามตัวเองว่า บุญเก่าหมดไปแล้ว จะทำอย่างไรต่อ ก็โชคดีที่หลังจากนั้น มีการวางกลยุทธ์ต่างๆขึ้นโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นคนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีแผนและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก

และสิ่งที่เราเริ่มต้นทำมี 5-6 อย่าง คือ สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันกับโลกได้ ผ่อนผันเรื่องภาษี ดูแลอุตสาหกรรมการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ อาจจะสำเร็จไม่หมดทุกอัน แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้ประเทศ ไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริงได้อีกครั้ง แต่โชคไม่ดีที่มีการปฏิวัติขึ้น สิ่งที่วางแผนไว้ทุกอย่างล่าช้าไป 10 ปี โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ ซึ่งวางแผนการใช้เงินไว้ราว 1.5 ล้านล้านบาท

กระนั้นก็ตาม ภาคธุรกิจเอกชนก็ต้องต่อสู้กับสิ่งที่มีอยู่ แม้จะล้าหลัง ไม่เดินหน้า ก็ต้องพยายามกระเหม็ดกระแหม่ และสร้างประสิทธิภาพให้ตนเอง และช่วยเหลือตัวเองกัน แต่มาถึงจุดนี้ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งผมเชื่อว่าทำให้ภาคเอกชนเริ่มหวั่นใจเรื่องเออีซีที่กำลังจะเกิด เรื่องของเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรปทั่วโลก

เรามองชัดเจนว่า จะเกิดภาพเศรษฐกิจในภาวะที่เติบโตน้อยมาก และหลายประเทศเริ่มเจอปัญหาที่เรียกว่า Double-dip recession คือการถดถอยทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่าเอกชนจะต้องยอมรับว่าการส่งออกไปยุโรปต้องลดลง จะปรับตัวอย่างไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง infrastructure เรื่อง logistics หรือทรัพยากรมนุษย์

“ผมว่าเรามีการบ้านต้องทำเยอะมากๆ แต่เอกชนมีความพร้อมกว่าภาครัฐเยอะมาก เพราะมีช่องว่างหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และทักษะของการใช้เครื่องไม้เครื่องมือในระบบสารสนเทศ สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คือ ข้าราชการระดับล่างที่มีความรู้ เรียนมามาก และเก่ง ไม่มีโอกาสได้ใช้ หรือพัฒนาเทคโนโลยีเพราะนายไม่มีความรู้ และทักษะเรื่องนี้ เช่นเดียวกัน รัฐมนตรีก็ไม่มี เพราะฉะนั้น เมื่อคิดจะทำโปรเจกต์ใดขึ้นมา จึงปฏิบัติได้ยาก และกว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลานาน เช่น รถไฟฟ้า 10 สายคิดมานานเป็นสิบๆปีแล้ว รถไฟฟ้าบีทีเอส คิดมา 40 ปี สนามบินสุวรรณภูมิคิดมามากกว่า 30 ปี เป็นต้น”

เช่นเดียวกันกับการคิดที่จะสร้างระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Logistic) ซึ่งสามารถลดต้นทุนการขนส่งได้กว่า 15-20% และจะทำให้เอกชนสามารถนำต้นทุนที่ลดลงนี้ไปเพิ่มค่าแรงให้แก่พนักงานได้ แต่ประเทศเรายังทำไม่ได้ และรัฐบาลไม่ตัดสินใจ และเรายังขาดการส่งเสริมเรื่องของ R&D ซึ่งทำให้ไม่สามารถไปถึงอุตสาหกรรมที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำได้ด้วย เช่น โรงงานผลิตเหล็กกล้า เป็นต้น

“ผมเป็นห่วงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใครบอกว่า มันจะต้องโต แต่ผมคิดว่า มันมีข้อจำกัดตรงที่ไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กกล้าครบวงจรพอที่จะส่งผลิตภัณฑ์ให้เป็นตัวถังรถยนต์ได้ ขณะที่โรงงานมีสเกลที่ทำได้แค่เครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจะหา Infrastructure ที่ให้เขาทำได้ และไม่มีรัฐบาลใดกล้าตัดสินใจทำให้มันเกิดขึ้น นั่นจึงเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้ผู้ลงทุนย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น ที่เขาสามารถใช้ถ่านหินในโรงงานได้ด้วย”

สำหรับผม ผู้ใหญ่วันนี้ต้องวางมือปล่อยให้เด็กทำแล้ว และผมมองว่าทักษะในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อการพัฒนาประเทศของคนรุ่นใหม่มีสูงมาก ถ้าผู้ใหญ่แค่กำหนดนโยบาย และปล่อยให้เด็กทำประเทศไทยจะเจริญอย่างมหาศาล.

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา

เรามีดีทุกวันนี้เป็นเพราะการตัดสินใจในอดีตหรือพูดง่ายๆ คือเรากำลังกินบุญเก่า แต่ปัญหาก็คือบุญเก่าของเรามันกำลังจะหมดไป และค่อยๆหมดไปเรื่อยๆ เห็นได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างบุญใหม่ ต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆวันนี้ เพื่อที่จะมีอนาคตที่ดีในวันหน้า เหมือนกับรุ่นก่อนเรา เขาตัดสินใจเรื่องดีๆ เรื่องสำคัญๆมาในอดีต เพื่อให้เราได้ดีมาทุกวันนี้

ถามว่าการตัดสินใจพวกนี้มีอะไรบ้าง ขออนุญาตนำเสนอ 8 ตัวอย่าง

เรื่องแรกคงหนีไม่พ้น การเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันของภาคเอกชน ซึ่งถ้าเป็นพวกบริษัทกลางกับบริษัทใหญ่ โจทย์อันสำคัญคือทำอย่างไรที่จะสนับสนุนให้การลงทุนเข้ามาในไทย แล้วสนับสนุนให้บริษัทไทยมีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ถ้าให้ตรงนี้เกิดขึ้น ต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน เรื่องภาษีอยู่ที่กระทรวงการคลัง เรื่องกฎระเบียบอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ความสัมพันธ์อยู่ที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องยกระดับขีดความสามารถของการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเรามักจะคิดว่า การที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ได้เป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แต่ทำอย่างนี้อย่างไรๆก็ไม่เวิร์ก เพราะต้องสนับสนุนให้ระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมสามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ในการที่จะปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี รวมถึงการที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นบูรณาการ ดูถึงเรื่องระบบการจัดการ ระบบบัญชี

เรื่องที่สาม ก็กลับมาภาครัฐและโจทย์สำคัญที่สุดทำอย่างไรให้การลงทุนของไทยฟื้นกลับมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ประเทศไทยเป็นประเทศที่ค่อนข้างเด่น เป็นประเทศเดียวที่ระดับมูลค่าการลงทุน ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่ำกว่าระดับที่มันเคยอยู่ก่อนวิกฤติปี 2540 ประเทศอื่นเขาเจอวิกฤติเอเชียการลงทุนเขาลดลง แต่ทีหลังเขาก็ไต่กลับขึ้นมาได้ จนสูงกว่าที่มันเคยเป็นอยู่ แต่ในประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่การลงทุนยังไม่ฟื้นกลับมา สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นคือเรื่องของการลงทุนของภาครัฐ ในโครงการพื้นฐานต่างๆ ถ้ามีการสร้างถนน รถไฟ การลงทุนของเอกชน การก่อสร้างอะไรต่างๆที่ตามมามันก็จะเพิ่มขึ้น

เรื่องที่สี่ โจทย์อันสำคัญหนึ่งของบ้านเรา ทำอย่างไรให้การบริหารจัดการของภาครัฐดีขึ้น ระยะการดำรงอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ อย่างเรื่องของผู้ว่าฯ หรือรัฐมนตรี และถ้าเราไม่ปรับตัวเรื่องของบริหารจัดการ โอกาสที่งบประมาณที่ใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพก็ต่ำ ซึ่งถ้าดูในตัวเลขการจัดอันดับที่ธนาคารโลกทำ ดูประสิทธิภาพของภาครัฐพบว่า สิงคโปร์อันดับ 1 ของโลก ประเทศไทยอยู่อันดับ 88 รองจากคูเวตลำดับที่ 86 และนามิเบีย ลำดับที่ 87

เรื่องที่ห้า คือ การเริ่มพัฒนาพวกหัวเมืองมากขึ้น ประเทศไทยมีลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง คือว่ากรุงเทพฯ ใหญ่มากๆ และเมืองที่สองที่สามมันเล็กมากๆต่างกัน ถ้าเราดูประเทศอื่นอย่างเช่น เกาหลีเขาจะมีเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือโซล เมืองอันดับสองของเขาคือเมืองปูซาน เป็นเมืองท่า มีเมืองสามแดกู มีความพิเศษเกี่ยวกับพวกยานยนต์ และเมืองที่สี่ อันซัน มีความพิเศษด้านไอทีพวกคอมพิวเตอร์ แต่บ้านเราหลักๆอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆก็จะเล็ก ไม่มีความสำคัญในด้านใดด้านหนึ่ง

เรื่องที่หกก็เป็นเรื่องของพลังงาน บ้านเราพึ่งพาการนำเข้าของพลังงานค่อนข้างสูงถึง 60% แต่เราใช้พลังงานอย่างเปลืองมากๆ ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ฉะนั้น ทำอย่างไรให้เราลดเรื่องของการอุดหนุนพลังงาน ซึ่งทำให้พวกเราใช้พวกพลังงานสิ้นเปลือง แต่ปัจจุบันถ้าเราดูงบประมาณที่เราใช้อุดหนุน เฉพาะเรื่องก๊าซแอลพีจี 5 เท่าของงบประมาณที่เรามีสำหรับการประหยัดพลังงาน

เรื่องที่เจ็ด ทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนความคิด จากการที่จะแข่งด้วยราคา มาเป็นแข่งด้วยมูลค่าเพิ่ม บ้านเรามีของดีๆเยอะ ทำอย่างไรที่เราจะเพิ่มมูลค่าให้ของพวกนี้มันเป็นสินค้าพรีเมียมขึ้นมาได้ ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยการทำแบรนด์ สร้างมูลค่าและสร้างเรื่องราวประกอบ ถ้าเราเริ่มแข่งขันอย่างนี้คนอื่นก็จะก๊อบปี้ไปไม่ได้

เรื่องที่แปด ทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนจากการเรียนเพื่อสอบ มาเป็นเรียนเพื่อทำงาน ตัวอย่างที่เราจะดีใจอยู่เรื่อยแล้วตบหลังตัวเองว่า ตอนนี้ประชากรของเราจบการศึกษาปริญญาตรีมากขึ้น แต่ถ้าเราไม่ดูว่าเขาจบมาแล้วเป็นอย่างไร เห็นชัดยิ่งว่าคนที่จบปริญญาตรีและออกไปทำงานเป็นเสมียนมีมากขึ้น

ทั้งหมดที่พูดไปเป็นเรื่องระยะยาว เป็นเรื่องที่เราทำคงไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่ถ้าเราไม่ตัดสินใจในเรื่องยากๆเหล่านี้ อนาคตเราก็คงค่อยๆฝ่อไปเรื่อยๆ เหมือนฟิลิปปินส์ที่เมื่อก่อนรายได้ต่อหัวเคยสูงกว่าไทย แต่การที่เขาซึมนาน ทำให้ประเทศไทยสามารถแซงไปได้ ในปัจจุบันรายได้ต่อหัวของเราสูง 2.5 เท่าของฟิลิปปินส์ แต่ถ้าเราไม่ระวัง ปล่อยไปตามยถากรรม โอกาสที่เราจะหน้าตาเหมือนฟิลิปปินส์สูงมาก ที่มีความเหลื่อมล้ำสูง การลงทุนต่ำ ระบบธรรมาภิบาลต่ำ

แต่ถ้าเรากล้าตัดสินใจทำในสิ่งยากๆ อนาคตของเราก็อาจจะหน้าตาเหมือนไต้หวันได้ ที่แม้ว่ามีแค่บริษัทเล็กๆ ไม่ได้มีบริษัทใหญ่ๆ สไตล์อย่างเกาหลีกับญี่ปุ่น แต่บริษัทเล็กๆสามารถที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้ สามารถที่จะพัฒนาเป็นแบรนด์โลกได้ เช่น Acer, HTC เพราะเขาใส่ใจเรื่องของการศึกษา เรื่องงานวิจัย

ถ้าเราตัดสินใจดีในเรื่องยากๆ วันนี้ผมก็หวังว่าคนรุ่นต่อไปของไทยก็จะมองกลับมาและก็ขอบคุณเรา ที่กล้าตัดสินใจทำเรื่องยากๆ เหมือนกับที่วันนี้เรามีดี และขอบคุณคนรุ่นก่อนๆที่ได้ตัดสินใจในเรื่องยากๆ ทำให้เรามีดีทุกวันนี้

ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์
อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ไม่มีประเทศใดที่จะสามารถสร้างความมั่นคงให้กับภาคประชาชนได้ หากขาดซึ่งภาคเอกชนที่เข้มแข็ง มีศักยภาพในการแข่งขัน และก็ไม่มีภาคธุรกิจของประเทศไหนที่จะเข้มแข็งและมีศักยภาพในการแข่งขันได้ ถ้าขาดซึ่งภาคสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล สาธารณูปโภคที่เพียงพอ และกำลังแรงงานที่มีทักษะ

ความสนใจในตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มุ่งไปยังตัวเลขทางมหภาคระยะสั้น อาทิ อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี หรืออัตราการว่างงานเพียงไม่กี่ตัว จึงทำให้นโยบายการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมามุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง

ทำให้อาจละเลยนโยบายการพัฒนารากฐานของประเทศในระยะยาว ทั้งภาคประชาชน ภาคสาธารณะ ภาคเอกชน ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต ซึ่งจากตัวเลขทางเศรษฐกิจและการคลังหลายตัวในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายในทิศทางดังกล่าว เป็นการกัดกร่อนฐานรากของอนาคตไปทีละเล็กทีละน้อย จนทำให้ความห่วงใยในอนาคตของประเทศไทยเริ่มมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหลากหลายภาคส่วนของสังคม

สำหรับอนาคตของประเทศไทยนั้น ผมเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งที่จะผลักดันให้ประเทศเจริญก้าวหน้า คือคุณ– ภาพของคนไทย ในแง่มุมของการเป็นทรัพยากรที่สนับสนุนการผลิต เรายังต้องการแรงงานที่มีคุณภาพอยู่มาก และเรามีโอกาสขาดแคลนแรงงานฝีมือในอนาคต เนื่องจากเรากำลังก้าวย่างเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่นิยมทำงานอิสระมากกว่าในอดีต ในที่สุดเราอาจต้องพึ่งพิงแรงงานจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประชาคมอาเซียน (เออีซี) เกิดขึ้น

อีกมิติหนึ่งของคุณภาพของคนไทยก็คือ การเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศและสังคมโลก มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีความปรองดองที่จะร่วมกันสนับสนุนความก้าวหน้าของประเทศ การสร้างคนไทยให้มีคุณภาพจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยเรียน อนาคตของไทยจะขึ้นอยู่กับเด็กไทยที่เติบโตขึ้นมาเป็นคนเก่งเป็นคนดี คิดเป็น ทำเป็น มีความทันสมัย มีนวัตกรรม ซึ่งหมายความว่าในกระบวนการเรียนการสอนจะต้องเน้นความรู้ทั้งในเชิงลึก เพื่อให้มีวิชาชีพไปทำงาน และเชิงกว้างเพื่อให้เข้าใจสังคม เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ ซึ่งจะอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า

นอกจากนั้นยังต้องมีการเรียนรู้จากการทำงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชน ภายใต้การชี้แนะส่งเสริมและสร้างตัวอย่างที่ดี เพื่อที่จะทำให้เขาเหล่านั้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าสูงขึ้น นี่คือโจทย์ที่ท้าทายข้อหนึ่งของสังคมไทย

ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

สถานการณ์ประเทศไทยวันนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงยกเครื่องยุทธศาสตร์ประเทศกันอีกครั้ง ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา แน่นอนที่สุดว่าย่อมส่งผลกระทบถึงประเทศไทยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง เศรษฐกิจหรือสังคม

ลำพังไทยในวันนี้ต้องถือว่าเรามีทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เพียงแต่เราจะเลือกแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม หรือไม่เท่านั้น

ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพรวม เราต้องมองจากที่สูง โดยเริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเองว่าทุกวันนี้เราอยู่ในสถานภาพใด และประชาคมโลกมีการขับเคลื่อนอย่างไร มีอะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษต่อเรา ก่อนจะกำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนเป็นภาพรวมของประเทศ
เวลานี้ เรื่องสำคัญที่เรามองเห็นกันอยู่แต่ยังไม่ดำเนินการ คือ การนำประเทศไทยออกจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) ให้ได้ เพราะตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา เรามียุทธศาสตร์การพัฒนาที่มุ่งเน้นการส่งออกและการใช้แรงงานขั้นต่ำ ถึงแม้จะประสบความสำเร็จ ทำให้ไทยยกระดับจากประเทศ “รายได้น้อย” ขึ้นมาอยู่ในระดับ “รายได้ปานกลาง”

แต่จนถึงปัจจุบัน เรากลับย่ำอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการ “ถอยหลัง” ด้วยซ้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ที่กำลังจะผ่านพ้นกับดักนี้ไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาระดับสูงขึ้น

ประเด็นสำคัญของเรื่อง “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ว่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย รวมทั้งอาจเป็นต้นตอของปัญหาหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ระหว่างคนรวยกับคนจนห่างชั้นกันมาก และล่าสุดคือ ความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทย

ฉะนั้น การผลักดันให้ประเทศไทย หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง เราจึงต้องมียุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แบบเดิมๆ ที่ทำกันอยู่ในเวลานี้

โดยปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้เกิดความสำเร็จ คือ การสร้างปัญญา ความรอบรู้และปลูกฝังจิตสำนึกในคุณธรรม จริยธรรม ให้คนไทยไปพร้อมกัน ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แต่เพียงการเข้าเรียนหนังสือแล้วจบออกมา แต่หมายถึงคุณภาพของการศึกษาที่เหมาะสมและทันสมัยด้วย เพราะจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิด “นวัตกรรมสมัยใหม่” การมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง การวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการ งานภาครัฐ และภาคเอกชนที่ดี ที่สำคัญเร่งด่วน คือ “ละลายพฤติกรรมคอร์รัปชัน” ลง

วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ต่างก็รู้ถึงปัญหาของชาติ เพียงแต่เรา “ขาดผู้นำในการขับเคลื่อน” และ “ชี้ทางที่ถูกต้อง” เท่านั้น

ปัญหาในปัจจุบันและอดีตที่เกิดขึ้นมาน่าจะเป็นเครื่องเตือนใจว่า ที่ผ่านมา ไทยยังจมปลักอยู่กับปัญหาเดิมๆ ทั้งที่เราต้องมียุทธศาสตร์และแนวทางการปรับโครงสร้างที่ชัดเจน รองรับกับการขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้สภาวะของโลกที่การแข่งขันสูงและรุนแรงขึ้นทุกขณะ

วันนี้หลายประเทศในภูมิภาคเดียวกับไทยได้ยกระดับขึ้นเป็นประเทศที่มี “รายได้สูง” แล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ยากจนกว่าเรา ก็กำลังเริ่มขยับมาประชิดเราแล้ว

ในจังหวะเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยครั้งนี้ ขอเพียงแค่อย่าให้เพื่อนรอบบ้านแซงหน้าเราไปก็แล้วกัน.

ทีมเศรษฐกิจ

15 มิ.ย. 2557 12:15 15 มิ.ย. 2557 14:00 ไทยรัฐ