วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สร้างภูมิคุ้มกันประเทศ

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส “ใช้อำนาจพิเศษ”

เคยเข้าคลุกวงในการเมืองเป็นถึงระดับรองหัวหน้าพรรคเก่าแก่ ก่อนแตกวงก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ขยับขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และโลดแล่นอยู่แวดวงวิชาการด้านรัฐศาสตร์ระดับแถวหน้า

มาวันนี้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จับสัญญาณการเมืองไทยผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์ 65 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในฐานะเคยเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนี้ ขอมองบริบทการเมืองไทยในช่วง 40 ปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพบว่า ประชาธิปไตยมีบทบาทน้อยกว่าอำนาจของคณะทหาร

เป็นการเมืองของทหารที่ยึดอำนาจบ่อย ยึดอำนาจทั้งในนามประชาธิปไตย ยึดอำนาจทั้งในนามกองทัพบก เพื่อให้เกิดความสงบหรือต่อต้านคอร์รัปชัน บางครั้งยึดอำนาจเพื่อให้เกิดปฏิรูปการเมือง

ส่วนการเมือง 40 ปีหลังตั้งแต่ปี 16 จนถึงปัจจุบัน เป็นการเมืองแบบ “ทวิลักษณ์” มีสองลักษณ์อยู่ในตัว บางช่วงเป็นลักษณ์ประชาธิปไตย

บางช่วงเป็นลักษณ์รัฏฐาธิปัตย์ มีกำลังทหารสนับสนุนและยึดอำนาจการปกครอง โดยมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

เดิมทีเข้าใจว่าการยึดอำนาจการปกครองเป็นเพียงระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ช่วงหลังนานๆเข้ามันน่าจะไม่ใช่ระยะเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการเมืองแบบทวิลักษณ์ที่ไปด้วยกัน ขึ้นอยู่ในแต่ละช่วงว่าเป็นประชาธิปไตย บางช่วงเป็นรัฏฐาธิปัตย์

ฉะนั้นต้องศึกษาทำความเข้าใจให้มากขึ้น ถึงสาเหตุการเมืองไทยที่เป็นแบบทวิลักษณ์ โดยเฉพาะในช่วงลักษณ์รัฏฐาธิปัตย์เราจะทำอะไรได้แค่ไหน อาจจะไม่ใช่เป็นการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และน่าจะตกอยู่ในสภาพนี้นานพอสมควร

นักการเมืองอย่าไปคิดว่า ช่วงที่เป็นประชาธิปไตย เป็นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากแล้วสบาย ขอเตือนว่าอย่าประมาท อย่าได้ตายใจ เมื่อได้อำนาจจากการเลือกตั้งจะต้องสร้างฐานการเมืองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คำนึงถึงทหาร นักวิชาการ และสุจริตชนที่เสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ

อำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่าแข็งทื่อตายตัว ขอให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า อาจจะมีการเมืองเปลี่ยนเป็นลักษณ์รัฏฐาธิปัตย์ได้ไม่ยาก

ยิ่งดูตามสถิติความถี่ของการยึดอำนาจในปี 35 และปี 49 ล่าสุดปี 57 ทิ้งช่วงห่างแค่ 7 ปีสามารถยึดอำนาจได้อีกครั้ง เพราะสภาพของประเทศไทยเอื้อให้เป็นการเมืองแบบทวิลักษณ์สลับไปมาเป็นวัฏจักร

โดยเฉพาะการใช้รัฏฐาธิปัตย์ครั้งนี้เข้มแข็งมาก หลังยึดอำนาจระดับปลัดกระทรวงอธิบดีไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง สามารถโยกย้ายเปลี่ยนแปลงข้าราชการ เหมือนทำตามประเพณีการปกครอง

ผมเคยเตือนพวกแกนนำ นปช.ไว้ตั้งแต่ต้น อย่าไปคิดว่าจะระดมคนมาต่อต้านทหารได้มากมาย เพราะรัฏฐาธิปัตย์ของประเทศไทยเก่ง มีโครงสร้างกระจายตามจังหวัดต่างๆ มีกองทัพภาค มีจังหวัดทหารบก มีทหารพราน สามารถสั่งการทั้งหมดจากกรุงเทพฯ

เมื่อเกิดรัฏฐาธิปัตย์อย่าไปโทษทหาร แต่ต้องโทษนักการเมืองที่ไม่สามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้ ขอให้นักการเมืองกลับไปทบทวนว่า ที่ผ่านมาบริหารประเทศบกพร่องอย่างไร ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อคุณธรรมอย่างไร

ขณะที่ทหารเมื่ออยู่ในอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ขอให้รู้หน้าที่ว่าเข้ามาทำอะไร ถ้าไม่รักษาคุณธรรมจะเหวี่ยงกลับไปเป็นประชาธิปไตยได้ยาก เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช.ระบุว่า ยิ่งมีอำนาจต้องยิ่งทำตัวให้เล็กๆ

ถ้าบรรดาลูกน้องมีคำขวัญแบบนี้เหมือนหัวหน้า คสช.จะดีมาก ที่สำคัญขอให้ใช้ความดีเอาชนะการต่อต้าน แต่ถ้าใช้อำนาจชนะการต่อต้าน จะได้ผลไม่ยั่งยืน ดังนั้นนโยบายที่ดีขอให้รีบเดินหน้า

แค่มีคุณธรรมไม่เพียงพอนำพาประเทศ จะต้องมีความฉลาดควบคู่ไปด้วย ขอแนะนำอย่าทำอะไรเองทั้งหมด อย่ารับฟังเฉพาะปลัดกระทรวง อธิบดี เพราะเป็นคนที่คิดอยู่ในกรอบเก่าๆ คิดอะไรไม่ได้มากมาย

จำเป็นต้องหาผู้รู้ ผู้ที่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง นำคนที่มีความรู้มาเป็นมันสมองช่วยประเทศ ขอเสนอให้ไปเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มาช่วยงาน คสช.

ในช่วงที่ไม่มีธรรมนูญชั่วคราว ขอเสนอ คสช.ใช้อำนาจพิเศษเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างประเทศไทย รีบทำตอนนี้ เพราะแค่มีประกาศของ คสช.ออกมาล้วนเป็นกฎหมายบังคับใช้

ฉะนั้น คสช.ควรดำเนินการวางรากฐานเป็นเงื่อนไขเอาไว้ เมื่อมีธรรมนูญชั่วคราว มีรัฐบาลจะได้ต่อยอดขับเคลื่อนประเทศต่อไปและควรมีสูตรการพัฒนาประเทศที่มองแบบรัฐศาสตร์ กำหนดธงเป้าหมายเอาไว้ว่า 5 ปีได้ผลแค่นี้ 10 ปีจะได้ผลแค่นั้น ทำให้เป็นเชิงปริมาณมีมาตรวัดความสำเร็จได้

โดยเริ่มจากการวางรากฐานทำให้รากหญ้าเป็นพลเมือง จะได้ไม่หวังอะไรจากนักการเมืองที่เป็นนโยบายเฉพาะหน้า แต่เขาจะเรียกร้องความต้องการจากนักการเมืองอีกแบบหนึ่ง

ขอให้ คสช.เริ่มกำหนดนโยบายทำให้รากหญ้า คนจนลืมตาอ้าปาก เป็นคนชั้นกลางที่มีคุณภาพให้ได้เร็วๆ รากฐานประชาธิปไตยมันอยู่ตรงนี้ เมื่อทลายกำแพงจุดนี้ได้ ในที่สุดการเมืองแบบทวิลักษณ์จะกลายเป็นการเมืองแบบเอกลักษณ์ที่เป็นประชาธิปไตย หากทลายกำแพงนี้ไม่ได้ ประเทศไทยจะมีการเมืองแบบทวิลักษณ์ไปเรื่อยๆ

วิธีการนำไปสู่จุดนี้ได้ต้องคิดเชิงโครงสร้าง เป็นชุดความคิด เริ่มจากเรื่องการศึกษา เรื่องที่ดิน จะต้องเดินควบคู่กันไป โดยการศึกษาควรมีลักษณะเป็นหน่วยงานอิสระเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย ทำไมต้องย้ำที่การศึกษา เพราะการศึกษาวันนี้เป็นคำเดียวกับคำว่าพัฒนา

เพื่อเร่งสร้างคนให้สนใจรับผิดชอบต่อบ้านเมืองมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ ให้คิดถึงชาติที่เป็นส่วนกลางและชาติที่เป็นท้องถิ่น

หลักสูตรการสอนเน้นให้ประกอบอาชีพได้ง่าย เช่น พยาบาล แพทย์ ช่าง ไม่ใช่สอนให้ได้ปริญญาโท ปริญญาเอกที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง อย่าทำหลักสูตรการสอนตามประเทศตะวันตก ขอให้ปรับหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับการเปิดเสรีอาเซียนและการบูรพาภิวัตน์

มองโลกเข้าสู่ยุคบูรพาภิวัตน์ ปรับโลกทัศน์ของคนทุกหน่วยงานว่า ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านหลังจากนี้หมายถึงบูรพาภิวัตน์ ผูกมิตรประเทศในเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ จีน อินเดีย

จับมือร่วมกันในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ วันนี้เรื่องต่างประเทศจะต้องปรับนโยบายครั้งใหญ่ โลกตะวันตกไม่ได้เป็นใหญ่ผู้เดียว มีแต่จะทรุดลงเรื่อยๆ ไม่ต้องไปฟังสหรัฐอเมริกา ยุโรป แค่แตะๆเอาไว้ ไม่ตอแยด้วย

ขณะเรื่องที่ดินต้องมีวิธีคิดทำอย่างไรไม่ให้ชาวนาชาวไร่ ขายที่ดินในระยะเวลา 5-10 ปีและวางระบบสินเชื่อให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่เพื่อให้เป็นคนจนกู้ยืมได้ แต่จะต้องให้คนรากหญ้ากู้ไปประกอบอาชีพพัฒนายกระดับเป็นคนชั้นกลางในภาคเกษตรในชนบทให้ได้

ส่วนการกระจายอำนาจ คสช.น่าจะใช้โอกาสนี้ดำเนินการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาท้องถิ่น

ผ่านการจัดเก็บภาษีและใช้ภาษีในท้องถิ่น ประชาชนจะสัมผัสได้ว่าเงินที่เสียไปในรูปของภาษี นำไปพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาชาติ
รูปแบบกระจายอำนาจที่ทำได้เลย เช่น เขตเมืองพิเศษตามแนวชายแดน เขตปกครองพิเศษที่ จ.ภูเก็ต โดยโอนงานของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคให้รับผิดชอบ

ขอย้ำให้ คสช.เร่งเดินหน้าเรื่องการศึกษา ที่ดิน อาชีพและการกระจายอำนาจทันทีก่อนมีธรรมนูญชั่วคราว เมื่อมีโอกาสทำได้ จะทำได้ในชั่วพริบตา ประเด็นเหล่านี้ทำได้ยากมากในช่วงลักษณ์ประชาธิปไตย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าเมื่อ คสช.ทำตามข้อเสนอมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่กลับไปสู่การเมืองแบบทวิลักษณ์อีก แต่จะพัฒนาเข้าสู่การเมืองแบบเอกลักษณ์ที่เป็นประชาธิปไตย นายเอนก บอกว่า ใช่ครับ เมื่อรากหญ้าเป็นพลเมืองเต็มรูปแบบ เป็นชนชั้นกลาง
จะเป็นฐานรากของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง.

ทีมข่าวการเมือง