วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คู่มือคนเมือง : ทาสีเอง เก๋ไก๋ไม่เปลืองเงิน

คุณเป็นคนขี้เบื่อไหม คุณเป็นคนที่รักการสร้างสรรค์ด้วยการลงมือทำเองไหม กระทั่งคุณขี้เหนียวในการจ้างค่าแรงวันละเป็นพันบาทในการทาสีไหม คู่มือคนเมือง ไทยรัฐออนไลน์พาไปเปลี่ยนผนังด้วยการทาสีแบบมือใหม่ เสียเงินไม่กี่บาทด้วยตัวเอง

อันดับแรกต้องให้แน่ใจก่อนว่า กำแพงห้อง กำแพงบ้านของคุณเก่าและสีชำรุดทรุดโทรมไหม หรือว่าถ้าคุณอยู่กับกำแพงสีขาวมาหลายปี อยากลองอะไรใหม่ๆ ถ้าใช่ ขั้นตอนต่อไปก็เร่ิมได้

อุปกรณ์

1. สี แนะนำว่าควรเลือกสีที่ชอบ และคุมโทนสีให้ดี ไม่เช่นนั้นเมื่อทาออกมาแล้วไม่ชอบแทนที่จะประหยัดกลับต้องมานั่งแก้ไขอีก ซึ่งไม่ใช่เรื่อง ปัจจุบันสีทาภายในมีมากมายในท้องตลาด แต่แนะนำสีที่แห้งเร็วมาก และกลิ่นไม่แรง โดยส่วนใหญ่สีจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

สีอ่อนบางขาวตามธรรมชาติ เหมาะกับห้องที่พื้นที่เล็ก

สีเจือเทา ใช้ร่วมกับสีอื่นได้ดี หรือจะใช้ในกลุ่ม Neutral ด้วยกันเอง ให้บรรยากาศสไตล์โมเดิร์นเท่ๆ

สีสดใส สดชื่น เหมาะกับห้องค่อนข้างมืด

สีโฉบเฉี่ยว ร้อนแรง สีสด เข้มจัดจ้าน เพิ่มความร้อนแรงชวนฝัน เหมาะที่จะใช้เป็นผนังเด่น 

สีสงบ เรียบหรู สีเข้มขรึม เจือสีเทา สีสุขุมนุ่มลึก ให้ความรู้สึกเงียบสงบ เหมาะกับห้องที่แดดส่องทั้งวันทางทิศใต้ 

สีอบอุ่น สบาย ใช้ง่าย เข้ากับวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น

2. ลูกกลิ้งมีราคาตั้งแต่ 70 บาท ไปจนถึง 100 กว่าบาท แต่แนะนำว่าให้เลือกลูกกลิ้งที่มีหน้ากว้างเข้าไว้ เพราะจะได้พื้นสัมผัสที่กว้าง ครอบคลุม ส่วนอุปกรณ์ต่อลูกกลิ้ง หรือไม่ต่อเพ่ิมความยาวเพื่อที่จะทาในบริเวณสูงได้นั้น ปัจจุบันมีขาย แต่ถ้าไม่ซีเรียสอะไรพูดง่ายๆ ลดค่าใช้จ่ายในการประหยัด ก็นำไม้มาต่อกับด้ามก็สามารถทาสีให้เรียบเหมือนกัน ถาดผสมสีราคาก็มีตั้งแต่ร้อยกว่าบาทขึ้นไป แต่แนะนำว่า ถ้ามีอุปกรณ์ที่ใส่สีผสมกันได้ก็นำมา ตามคอนเซปต์ไม่เปลืองเงิน

ทั้งนี้ อุปกรณ์ทาสี แปรงทาสี และลูกกลิ้งมีความแตกต่างกัน แปรงทาสีสามารถเข้าได้ทุกซอกมุมของพื้นที่ที่ต้องการทา จึงเหมาะกับในกรณีที่เตรียมพื้นผิว แบบหยาบๆ หรือผิวที่ไม่เรียบ การใช้แปรงทาจะทำให้สีสัมผัสกับผิวผนังในซอกมุมต่างๆ ได้ดี ลูกกลิ้งเหมาะสำหรับการทาในพื้นที่กว้างๆ ซึ่งสามารถทำให้การทาสีทำได้เร็วกว่า แต่ลูกกลิ้งจะใช้ปริมาณมากกว่าการทาด้วยแปรง นอกจากนี้ แปรงทาสีตัดขอบก็จะเป็น เคล็ดลับก็คือควรจะเอาหนังสติ๊กผูกปลายเอาไว้ จะทำให้ขนแปรงจัดขอบได้ง่ายและสวยงามกว่าแปรงปลายฟูๆ 

ส่วนอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย คือผ้าปูพื้นกันเปื้อน เพื่อป้องกันสีกระเด็นหรือตกหล่นพื้น บันไดสำหรับทาที่สูงและเพดาน (ใช้เก้าอี้แทนได้ ไม่เปลือง) อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ

3. เตรียมพื้นผิว ก่อนจะลงมือทาสี ควรทำความสะอาดฝุ่นละออง และใช้แปรงแซะสีเก่าที่หลุดลอกออกเช็ดให้สะอาด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท การเตรียมพื้นผิวที่ถูกต้องจะช่วยให้สีที่ทาติดนานยิ่งขึ้น

4. ทาสีรองพื้น การทาสีรองพื้นก่อน จะช่วยยึดเกาะกับผนังได้ดี ไม่หลุดออกง่ายๆ เลือกสีรองพื้นชนิดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว เพราะสีรองพื้น สำหรับพื้นที่ยังไม่เคยทาสีมาก่อน ควรใช้สีรองพื้นที่สามารถป้องกันด่าง หรือการใช้สีรองพื้นสำหรับพื้นผิวเนื้ออ่อน และไม้เนื้อแข็งที่อาจมียางซึมออกมาได้ ควรทาสีรองพื้นที่สามารถกันยางและเชื้อรา

5. เก็บรายละเอียด เมื่อทาเสร็จแล้ว ควรตรวจสอบหาข้อบกพร่อง เช่น สีที่ทาอาจจะไม่สม่ำเสมอกัน หรือยังไม่ได้ทาในส่วนที่เป็นซอกเป็นมุม จากนั้นเก็บรายละเอียดของงานให้เรียบร้อย

6. การเก็บรักษาสี หากใช้สีไม่หมดแต่เหลือจำนวนสีไม่มาก และอยากเก็บสีไว้ใช้ต่อครั้งหน้า ควรจะเทสีใส่กระป๋องที่มีขนาดเล็กปิดฝาให้แน่น เพื่อป้องกันการแข็งตัวของสีบนพื้นผิว

อย่างไรก็ดี งบประมาณหากจ้างคนอื่นจะตกมากกว่า 2 พันบาท (กรณีวันเดียว) ค่าสี 800 บาท ค่าแรง 1,000 บาท ค่าอุปกรณ์ 1,000 บาท และค่าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกยิบย่อย แต่ถ้าทำตามเคล็ดลับนี้คุณจะเสียเงินแค่ 1,000 บาท เท่านั้น เห็นไหมล่ะ ประหยัดไปกว่าครึ่ง

ท้ายที่สุดแนะนำว่า มาทาสีบ้านกันเองเถอะ! 

 

13 มิ.ย. 2557 17:47