วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการศึกษา

ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการศึกษา

โดย วานิชหนุ่ม
14 มิ.ย. 2557 05:01 น.
  • Share:

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “การศึกษา” เป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ประชาชนทั่วไปยังหันมาให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา, ดนตรี หรือกีฬา เป็นต้น

เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง ประกอบกับการแข่งขันในภาคธุรกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเปิดเสรีทางการค้า หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะ ฉะนั้นผู้ที่มีความพร้อมและศักยภาพสูงย่อมจะมีความได้เปรียบในตลาดแรงงาน

นายณพ ณรงค์เดช ประธาน บริษัท เคพีเอ็น อะคาเดมี จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจการศึกษามีค่อนข้างสูงและจะเป็นตลาดที่ใหญ่มากในอนาคต ซึ่งคนไทยนับเป็นผู้ที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรีหรือด้านกีฬา แต่ไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่

บริษัท เคพีเอ็น อะคาเดมี จำกัด

“ทางกลุ่มเคพีเอ็นได้เล็งเห็นถึงช่องว่างตรงนี้จึงจับมือกับกลุ่มอับราจ แคปปิตอล เอเซีย ด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า 600 ล้านบาท ปรับโครงสร้างธุรกิจด้านการศึกษาใหม่ให้มาอยู่ภายใต้การนำของบริษัท เคพีเอ็น อะคาเดมี จำกัด ซึ่งจะเป็นบริษัทแม่ และมีบริษัทลูกรวม 7 บริษัท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งกลุ่มเด็กเล็ก, กลุ่มนักเรียน–นักศึกษา และกลุ่มคนทำงาน โดยไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการศึกษาพื้นฐานเพียงอย่างเดียว หากยังรวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพด้านอื่นๆด้วย”

ทั้งนี้บริษัทในเครือที่จะเข้ามาอยู่ภายใต้การร่วมทุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.บริษัท เคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี จำกัด โรงเรียนสอนดนตรีที่มีจำนวนสาขามากกว่า 64 สาขา ทั่วประเทศไทย รวมทั้งจำหน่ายเครื่องดนตรีมากกว่า 40 แบรนด์ 2.บริษัท สยาม วิลสัน เลิร์นนิ่ง จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านฝึกอบรมทักษะการทำงานให้แก่บุคลากร 3.บริษัท อินโน–เวทีฟ เลิร์นนิ่ง แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน 4.บริษัท เพนต้า ซิสเต็มส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอีเลิร์นนิ่ง พัฒนาระบบไอทีอย่างเต็มรูปแบบเพื่อใช้กับการเรียนการสอน 5.บริษัท เคพีเอ็น ไชนีส อะคาเดมี จำกัด สถาบันสอนภาษาจีนภายใต้ชื่อ “KPN CCC” ที่มีสาขาจำนวน 4 สาขาในกรุงเทพฯ 6.บริษัท เคพีเอ็น ติวเตอร์ริง จำกัด สถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงภายใต้ชื่อ “JIA” ปัจจุบันมีจำนวนสาขากว่า 34 สาขาทั่วประเทศไทย และมีวิชาหลากหลายให้แก่นักเรียนวัยต่างๆได้เลือกเรียน เช่น ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, เคมี เป็นต้น และ 7.บริษัท สปอร์ต โซไซตี้ จำกัด ดำเนินธุรกิจพัฒนาและการจัดกิจกรรมด้านกีฬาหลากหลายชนิด เช่น เทนนิส, ฟุตบอล และกอล์ฟ เป็นต้น

“คนทั่วไปอาจรู้จักเคพีเอ็นในฐานะของโรงเรียนสอนดนตรีภายใต้ ชื่อเคพีเอ็น มิวสิค อะคาเดมี แต่อันที่จริงแล้วเรายังมีองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของบุคคลอีกมากมาย อาทิ บริษัทฝึกอบรมบุคลากรสำหรับองค์กรต่างๆ, สถาบันกวดวิชา, สถาบันสอนภาษาจีน, บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ด้านการศึกษาแบบ E-Learning ฯลฯ ซึ่งการร่วมทุนกับอับราจครั้งนี้ ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการเพิ่มศักยภาพทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว หากยังมีเรื่องขององค์ความรู้ การเปิดโลกทัศน์ อีกทั้งเครือข่ายพันธมิตรที่เพิ่มมากขึ้น” นายณพกล่าว

เด็กนักเรียน

โดยเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของ “เคพีเอ็น อะคาเดมี” คือ อยากจะพัฒนาองค์ความรู้ของคนไทยให้สามารถแข่งขันกับชาติอื่นๆได้อย่างทัดเทียมกัน ตั้งเป้าต้องการเป็นแบรนด์ผู้นำในด้านองค์ความรู้ต่างๆ ที่นำเสนอให้กับผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา, ดนตรี, กีฬา, เทคโนโลยี และการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร และเมื่อนำความแข็งแกร่งของทั้ง 2 บริษัทมารวมกันจะทำให้เกิดแรงผลักดันทางธุรกิจอย่างมาก สามารถสร้างการเติบโตได้ทันที ซึ่งเราประมาณการว่าน่าจะมียอดการเติบโตได้ถึง 20% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้านี้

สำหรับ อับราจ แคปปิตอล เอเซีย เป็นบริษัทกองทุนประเภท Private Equity ชั้นนำขนาดใหญ่ที่มีขนาดกองทุนมากกว่า 250,000 ล้านบาท หรือประมาณ 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ได้ลงทุนไปมากกว่า 200 บริษัททั่วโลก ครอบคลุมทั้งธุรกิจการศึกษา, การดูแลสุขภาพ, โลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยจะเน้นลงทุนในประเทศที่กำลังเติบโตทั่วโลก อาทิ ตะวันออก– กลาง, แอฟริกา, เอเชีย, ละตินอเมริกา เป็นต้น

นายณพ ณรงค์เดช

โดยในสายตาของ “อับราจ” มองไทยว่าเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มีสัญญาณอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยมีขนาดของจำนวนประชากรที่ค่อนข้างใหญ่ รวมถึงรายได้เฉลี่ยต่อคนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ยังคาดการณ์ว่าจากนี้จนถึงปี 2030 อัตราการเติบโตถึง 2 ใน 3 ของธุรกิจโลกจะมาจากตลาดกลุ่มนี้ เพราะจะมีประชากรที่มีรายได้เพิ่มขึ้น (ระดับชนชั้นกลาง) อีกกว่า 1,000 ล้านคน

“เราเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์ของอับราจ แคปปิตอล เอเซีย จะสามารถช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของเคพีเอ็น อะคาเดมี ให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโอกาสการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆในอนาคต” นายณพกล่าวทิ้งท้าย

นับเป็นก้าวสำคัญของเคพีเอ็น อะคาเดมี ในการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ครั้งนี้บนเวทีการค้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้