วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดราม่าใน Social Media ภาพสะท้อนสังคมไทย?

หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านมาได้เกือบ 2 สัปดาห์ สภาพการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไปเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แม้ว่ามาตรการการห้ามออกจากเคหสถานในระหว่าง 00.01-04.00 น. ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศก็ตาม

ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองก็เริ่มคลี่คลาย ส่วนหนึ่งมาจากการคุมเข้มของ คสช.ที่มีต่อประชาชนส่วนหนึ่งที่พยายามออกมาแสดงตนคัดค้านการรัฐประหารตามย่านการค้าต่างๆ ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ เป็นต้น ทำให้ข่าวสารด้านการเมืองลดความสำคัญลงบ้าง จนทำให้ข่าวประเภทอื่นๆ มีพื้นที่ในการถูกนำเสนอเพิ่มมากขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงพบว่า เริ่มมีข่าวสารประเภทอื่นๆ นอกจากข่าวการเมืองเข้ามาแทรกพื้นที่สื่อต่างๆ มากขึ้น ทั้งในสื่อดั้งเดิมอย่าง หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ หรือสื่อใหม่อย่างเว็บไซต์ข่าว แต่มีข้อน่าสังเกตคือ ข่าวเหล่านี้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด มีต้นกำเนิดมาจาก Social Media หรือสื่อสังคมออนไลน์นั่นเอง

สำหรับใครก็ตามที่ติดตามหรือใช้ Social Media เป็นประจำ คงจะทราบดีว่า เรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับการกล่าวขวัญหรือพูดถึงมากๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram หรือแม้กระทั่ง Youtube จะถูกเรียกว่า “ดราม่า” ซึ่งมักจะต้องมีมิติของความขัดแย้งจากความชอบหรือไม่ชอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นคู่กรณีเสมอ

ตัวอย่างเรื่องราวที่เป็น Talk of the Town หรือ ดราม่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่กรณีการประกวดนางงามในรายการมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เพื่อหาตัวแทนสาวไทยไปประกวดนางงามจักรวาล หรือมิสยูนิเวิร์ส โดยผู้ที่ได้รับเลือกเป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในด้านรูปร่าง

จนกระทั่งต่อมา ผู้ใช้ Social Media ได้พากันขุดคุ้ยถึงพฤติกรรมในอดีตที่ตัวผู้ชนะการประกวดได้เคยแสดงไว้ใน Social Media ต่างๆ ทั้ง Twitter และ Facebook ซึ่งมีทั้งการแสดงพฤติกรรมและการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม จนในที่สุด ผู้ชนะการประกวดคนดังกล่าว ต้องประกาศสละตำแหน่ง เพื่อให้รองอันดับ 1 ขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยให้เหตุผลว่า ไม่สามารถทนแรงกดดันจากสังคมได้

เหตุการณ์ “ดราม่า” ต่อมาก็เป็นเรื่องของดาราชายยอดนิยมที่ไปโพสต์ข้อความไม่สุภาพถึงแม่ของดาราหญิงที่เป็นเพื่อนกันผ่านแอพพลิเคชั่น “Line” จนเป็นเหตุให้แม่ของดาราหญิงต้องออกมาอธิบายต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยได้พาดพิงถึงหลายฝ่าย ซึ่งข่าวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในโลกออนไลน์จำนวนมาก

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่กลายมาเป็น “ดราม่า” ในช่วงสัปดาห์นี้ นั่นคือ กรณีที่เจ้าของ Fanpage คนรักแมวใน Facebook ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนในโลกออนไลน์ จนทนไม่ได้ ต้องประกาศปิดหน้า Fanpage ไป 1 วัน ก่อนจะกลับมาเปิดใหม่แล้วเขียนอธิบายถึงเหตุผลในการปิด พร้อมทั้งชี้แจงข้อวิจารณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ติดตามอยู่เข้าใจ

ทั้งนี้ แม้ว่าทั้ง 3 เหตุการณ์จะมีต้นตอมาจาก Social Media แต่เมื่อมีการพูดกันมากๆ จนกลายเป็น Talk of the Town จึงไม่พ้นที่สื่อกระแสหลักอย่างเว็บไซต์ข่าวต่างๆ จะต้องนำมาเสนอเพื่อให้เห็นถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง รวมทั้งที่มาที่ไปของเรื่องเพื่อให้ประชากรออนไลน์ได้ทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน

จากปรากฏการณ์เช่นว่านี้ ทำให้มีคำถามตามมาว่า เหตุใดเรื่องราวเหล่านี้ จึงได้รับความสนใจจากประชากรออนไลน์อย่างมากมายมหาศาล มากกว่าข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อชีวิตคนมากกว่า

คำตอบในเรื่องนี้ สามารถอธิบายได้เป็นหลายเหตุผล ประเด็นแรก อาจเป็นไปได้ว่า ประชากรออนไลน์ยังอยู่ในภาวะเครียดกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 เดือน จนกระทั่งมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ความวิตกกังวลว่า การรัฐประหารครั้งนี้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายมากขึ้น เช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 หรือไม่ ก็น่าจะยังมีอยู่

ดังนั้น ประชาชนผู้เสพสื่อจึงต้องการจะบริโภคข่าวสารที่ไม่เครียดจนเกินไป ยิ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวกับดาราหรือคนที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น

ประเด็นต่อมา น่าจะมีสาเหตุมาจากการเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media ที่นับวันจะมีคนเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook ที่มีคนไทยไปลงทะเบียนใช้แล้วกว่า 28 ล้านบัญชี หรือ Twitter ที่มีคนไทยลงทะเบียนใช้อีกกว่า 4.5 ล้านบัญชี และ Instagram อีกเกือบ 2 ล้านบัญชี

ขณะที่ จำนวนยอดขายโทรศัพท์แบบ Smart Phone ที่สามารถเข้าถึง Social Media ก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกลง หรือตัวเครื่องมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่หลากหลายและรวดเร็วขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยที่สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ เสพข่าวสารผ่านการแนะนำของเพื่อนหรือคนรู้จัก ผ่าน Social Media มากขึ้นนั่นเอง

เหตุผลประเด็นสุดท้าย น่าจะมาจากค่านิยมในการเสพข่าวของคนไทย ที่นิยมบริโภคข่าวสารที่มีลักษณะของความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวของผู้ที่มีชื่อเสียง รวมทั้งมีความสนใจในเรื่องใกล้ตัวหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะสนใจข่าวสารที่เป็นเรื่องการเมืองหรือเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและเข้าใจยาก

ดังนั้น แนวโน้มของพฤติกรรมการเสพข่าวสารของคนไทยในโลกออนไลน์ จึงน่าจะสะท้อนถึงสภาพสังคมไทยโดยส่วนรวมที่ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ซับซ้อน มากกว่าเรื่องราวทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ ที่แม้จะมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็จริง แต่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ถูกคณะรัฐประหารต่างยุคต่างสมัยทำให้ “สิ้นสุดลง” ครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งฉบับล่าสุดนี้ด้วย...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

12 มิ.ย. 2557 17:56 ไทยรัฐ