วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จุฬาฯ เปิดเวทีถกประโยชน์ 'ทีวีดิจิทัล' ชี้เป็นโอกาสของทุกคน!'

นิเทศ จุฬาฯ จัดเวที 'ทีวีดิจิทัล โอกาสทองของใคร?' ชี้ โอกาสเป็นของทุกคน ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และสังคม รวมถึงเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผลงาน ระบุ อยากให้มี Policy Maker กำหนดทิศทาง และวาดภาพภูมิทัศน์รายการทีวียุคดิจิทัล...

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.57 ภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา เรื่อง "ทีวีดิจิทัล โอกาสทองของใคร?"

รศ.ดร.ดนุชา คุณพนิชกิจ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคของทีวีดิจิทัลนั้น ผลประโยชน์จะตกไปอยู่ที่ "ใคร" นั้นกว้างมาก ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมคนดูพบว่า แม้จะมีจำนวนช่องมากขึ้น แต่จำนวนคนดูที่จะดูช่องเดิมๆ ซ้ำๆ กันมีอยู่จำนวนมาก และยังไม่มีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ผลิตรายการว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตรงนี้ได้หรือไม่

ด้าน รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม ที่ระบุว่า ยุคทีวีดิจิทัลนั้น แน่นอนว่า เป็นโอกาสทองของประชาชนที่จะมีทางเลือกเยอะขึ้น ผู้ผลิตเองก็มีพื้นที่แสดงผลงาน ผู้ประกอบการที่ก่อนหน้านี้อาจเข้าตลาดไม่ได้ ตอนนี้ก็เข้ามาได้หมด ทั้งรายเล็ก ใหญ่ แต่ทั้งนี้ ตลาดจะรับผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเท่านั้น ผู้ประกอบอาชีพประเภท เมกอัพ ซาวนด์ เอนจิเนีย ช่างแสง ช่างภาพ อาร์ตดีไซเนอร์ ก็จะมีสิทธิ์รุ่งมากเช่นกัน นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดแรงงานเอง แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ไม่อยากให้คิดว่าเป็นโอกาสเสียทีเดียว เพราะอาจจะมีบางช่องที่ประกอบธุรกิจไม่สำเร็จ รวมถึงนักโฆษณาที่กระจายงบประมาณ เพราะมีคนแบ่งเยอะขึ้น รวมถึงความยากลำบากของการตรวจสอบโฆษณาที่ลง ผ่านทางช่องทีวี

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม content provider อาชีพนี้น่าจะมีโอกาสมากขึ้น ในการจะเป็นคนนำเนื้อหาของแต่ละช่องไปสู่ช่องอื่นๆ

รศ.ดร.พนา ยังกล่าวอีกว่า Public Policy นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าศึกษา เพราะจะช่วยให้การกำหนดนโยบายต่างๆ สอดคล้อง กับสังคม ประชาชน และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ จะช่วยให้ภาพวาดของภูมิทัศน์รายการโทรทัศน์ในประเทศชัดขึ้น

สอดคล้องกับ อ.สุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โอกาสทองในยุคทีวีดิจิทัลนั้น เป็นโอกาสให้ทั้งผู้ผลิต และผู้ชม โดยผู้ผลิตก็จะมีโอกาสพัฒนาเนื้อหา หรือรูปแบบการนำเสนอได้อย่างหลากหลาย ภายใต้พื้นที่เพิ่มมากขึ้น คือ 24 ช่อง และในอนาคตก็จะเป็น 48 ช่อง ขณะเดียวกันผู้ชมก็จะมีโอกาสรับชมความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สิ่งที่ท้าทายสำหรับคนทำงานสื่อ คือ การวางภูมิทัศน์ของเนื้อหารายการของทุกช่องว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร มีกรอบดำเนินการอย่างไร จะสามารถตอบสนองคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่ หรือการเข้ามาของทีวีดิจิทัลนั้น เป็นพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งอาจจะทำให้ธุกิจไปไม่รอด อย่างไรก็ตาม เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทองในการสร้างรายการที่สร้างสรรค์ และช่วยพัฒนาสังคม

อ.สุภาพร ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า เมื่อจำนวนช่องเพิ่มมากขึ้น การรู้เท่าทันสื่อนั้น เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะทั้งผู้ผลิต ผู้กำกับดูแล หรือองค์กรอิสระ และคนดู จะต้องร่วมมือกันขัดเกลาเนื้อหา เพราะช่องทางที่มีจำนวนมาก อาจทำให้การติดตามตรวจสอบทุกอย่างนั้นไม่ครอบคลุม นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับการมีผู้กำหนดนโยบายหรือวางนโยบายในส่วนตรงนี้ ให้เป็นประโยชน์กับทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และสังคมส่วนรวม

"การรู้เท่าทันสื่อนั้น ประชาชนคือคนสำคัญในการกำหนด แต่ทีนี้ก็เหมือนฟุตบอล มีคนเล่น มีกรรมการ และมีคนดู สามส่วนต้องไปด้วยกัน จะผลักภาระไปที่ฝ่ายใดไม่ได้ ถ้าคนดูเข้าใจเชียร์แต่ทีมตัวเอง โดยไม่สนใจถูกผิด เพราะเป็นทีมรัก มันก็จะไปไม่รอด ซึ่งการดูแลสื่อวันนี้ ปฏิเสธเรื่องการดูแลสื่อไม่ได้ แต่ถ้าปริมาณสื่อขนาดนี้ดูไม่ไหว แต่ถ้าวันนึงสังคมเรียกร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น รสนิยม การดูหมิ่น เหยียดหยามผ่านสื่อว่าทำไม่ได้ ไม่ยอมรับ สื่อก็จะปรับเปลี่ยนเอง ขณะเดียวกันสื่อเองก็มีความเท่าทันส่วนหนึ่งอยู่แล้ว แต่อาจกระบวนการผลิตที่มีปัจจัยหลากหลาย เช่น เวลา ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็อาจจะทำให้บางอย่างเป็นไปง่ายๆ หรือเผลอไผลไปบ้าง นอกจากนี้ ยังต้องช่วยกัน ส่งเสริมการกำกับดูแลตัวเองให้มากเช่นกัน" อ.สุภาพร กล่าว.