วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อนกเหล็กปะทะนกเล็ก

โดย

ปัจจุบันการเดินทางโดยเครื่องบิน นับว่าเป็นการเดินทางที่มีความปลอดภัย เนื่องจากแต่ละบริษัทผู้ประกอบการ ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น คอมพิวเตอร์ของระบบนำร่อง อากาศยานแบบใหม่ที่มีความปลอดภัยมากกว่าเดิม เครื่องยนต์และองค์ประกอบของชิ้นส่วนบางอย่างที่ก้าวล้ำ รวมถึงการคัดเลือกนักบินมากความสามารถเป็นเครื่องช่วยในการสร้างความมั่นใจยามเดินทางในอากาศ นักบินจะต้องได้รับการฝึกและมีประสบการณ์ทางการบินเป็นอย่างดีมาแล้ว เพราะแต่ละสายการบินพาณิชย์ จะมีหลักว่าความปลอดภัยของผู้โดยสาร คือ หลักการสำคัญในการดำเนินการบิน แต่ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุแล้ว ก็คือ เหตุที่อุบัติขึ้นได้โดยไม่คาดคิด

การเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบิน เกิดได้จากปัจจัยสำคัญๆ ได้แก่ ปัจจัยทางเครื่องยนต์ ปัจจัยจากมนุษย์ ได้แก่ นักบิน รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมอากาศยาน หรือเจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน ฯลฯ และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพอากาศแปรปรวน และปัญหาการปะทะของนก (รวมทั้งค้างคาว) กับเครื่องบิน ปัญหาการปะทะ หรือการชนของนกกับเครื่องบิน (bird strike) ทำให้เกิดอุบิติเหตุทางการบินนั้น เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในแต่ละปี จนนับครั้งไม่ถ้วน มากกว่าอุบัติเหตุอันมีสาเหตุมาจากเครื่องบินชนกัน หรือเครื่องขัดข้องหลายเท่าตัว ความเสียหายในลักษณะดังกล่าว คือ การสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่ามหาศาล นับตั้งแต่การสูญเสียชีวิต ค่าซ่อมเครื่องบิน การเสียเวลาในการซ่อม ทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง

สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางการบิน เนื่องจากนกชนกับเครื่องบินนั้น มีรายงานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2455 เป็นต้นมา และเกิดขึ้นในหลายประเทศของโลก เช่น อินเดีย เนปาล สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไนจีเรีย ฮ่องกง ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น สวีเดน อิสราเอล อิหร่าน และประเทศไทย ชนิดของเครื่องบิน มีตั้งแต่ DC 3 / DC 6 / DC 9 / DC 10 / Dakota Lockheed / Boeing / Airbus รุ่นต่างๆ และยังรวมถึงอากาศยานแบบปีกหมุน หรือ Helicopter อีกด้วย

ปัญหาเรื่องประชากรนก จึงเป็นปัญหาใหญ่ของท่าอากาศยานในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานเมืองกาฐมาณฑุ (Kathmandu) ประเทศเนปาล เพราะนอกจากจะเป็นท่าอากาศยานที่ยากต่อการนำเครื่องบินลงจอด เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้หุบเขาแล้ว ยังมีฝูงนกแร้งจำนวนมากบิน กีดขวางการขึ้น-ลงของเครื่องบิน บางครั้ง นักบินจำเป็นต้องบินวนรอจนกว่าฝูงนกเหล่านั้นจะบินหนีไป ชาวเนปาลมีความเชื่อที่ไม่กล้ากำจัดนกแร้ง จึงยังทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาทางการบินอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็ได้ให้ความสนใจในเรื่องนกชนกับเครื่องบินเป็นอย่างมาก และตลอดเวลาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการภายในประเทศและระหว่างประเทศขึ้น เพื่อร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุทางการบิน เนื่องจากนกในบริเวณท่าอากาศยาน และจัดให้มีการประชุมระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ ซึ่งคาดว่าจะได้ผลดีในแต่ละประเทศ (ประเทศไทยเคยได้รับเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ตึกสหประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ.2526) และหลายประเทศก็ได้กำหนดมาตรการต่างๆ สำหรับป้องกันอุบัติเหตุการบิน อันเนื่องมาจากนก

จากการประชุมคณะกรรมการอุบัติเหตุเนื่องจากนก (Bird Strike Committee) ของทวีปยุโรป ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 นั้น นับว่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากมีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมถึง 130 คน จาก 27 ประเทศ ในที่ประชุมนี้ได้มีการนำเสนอบทความต่อที่ประชุมถึง 54 บทความด้วยกัน ซึ่งแต่ละบทความต่างก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และได้รวบรวมตัวอย่างอุบัติภัยเนื่องจากนกที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจดังนี้

ในปี พ.ศ. 2538 สายการบินของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนนก จำนวนถึง 10,000 ครั้ง และมีรายงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งบรรดาประเทศในทวีปยุโรปด้วยกันต่างก็มีประสบการณ์ การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประสบเหตุมากกว่าที่ประเทศอังกฤษถึง 2 เท่า สันนิษฐานว่า สาเหตุเกิดจากต้นหญ้าบริเวณสนามบินแห้งตาย เนื่องจากฤดูร้อนอันยาวนาน ทำให้ฝูงนกสามารถบินลงมาสู่พื้นดินได้ง่ายขึ้น

ในปี พ.ศ. 2538 นับเป็นปีที่มีอุบัติเหตุของเครื่องบินอันเกิดจากการชนกับนกครั้งรุนแรงหลายครั้ง เช่น เกิดขึ้นกับเครื่องบิน Falcon 20 ที่ Le Bourget อีกครั้งหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเครื่องบิน Boeing 707 ที่รัฐอะแลสกา ครั้งนี้มิได้ชนกับฝูงนกขนาดเล็ก แต่ชนกับฝูงห่าน ส่วนเครื่องบินขับไล่ F15 ในอิสราเอล ก็ได้ชนกับฝูงนกจนเกิดอุบิติเหตุเช่นกัน ทั้งหมดนี้รวมมีผู้เสียชีวิตถึง 36 คน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้เปิดเผยว่า มีเครื่องบินทหารอย่างน้อย 4 เครื่อง ได้รับความเสียหาย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และรายล่าสุด คือ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2539 เครื่องบิน Robin ได้ชนกับนกแร้ง และนกได้ติดเข้าไปในเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ดับและตก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ซึ่งขณะรายงานในที่ประชุมอุบัติเหตุครั้งนี้กำลังถูกสอบสวนหารายละเอียดอยู่

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดให้มีการประชุมของคณะกรรมการอุบัติภัยเนื่องจากนก (Bird Strike Committee) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2539 โดยมีรายงานถึงอุบัติเหตุจากการที่เครื่องบินขับชนฝูงนกว่ามีเกิดขึ้นทั้งหมดถึง 6,159 ครั้ง ภายในปี พ.ศ. 2536-2538 ในจำนวนนี้มีถึง 979 ครั้ง ที่สร้างความเสียหายให้แก่เครื่องบิน เฉลี่ยเป็นเงินประมาณปีละ 35.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทำให้เสียเวลาเฉลี่ย 40,000 ชม. สรุปเหตุการณ์ภายใน 3 ปี มีตัวอย่างนกที่เป็นเหตุดังนี้

- นกนางนวล (gulls) บินชนเครื่องบินร้อยละ 30 ของอุบัติเหตุทั้งหมด เฉลี่ยความเสียหาย 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

- ห่าน (geese) บินชนเพียงร้อยละ 7 แต่เฉลี่ยความเสียหายครั้งละ 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

- นกพิราบ (pigeon) เพียงตัวเดียวบินชน สร้างความเสียหาย 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

- กลุ่มนกเหยี่ยว (birds of prey) บินชนร้อยละ 11 สร้างความเสียหาย 2.7 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ

- นกไม่ทราบชนิด หรือสายพันธุ์ บินชน สร้างความเสียหาย 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินชนกับนก ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

- 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2516 เครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งชนกับนกในขณะที่บินอยู่ในน่านฟ้าของสาธารณรัฐโกตดิวัวร์ (มีเมืองหลวงชื่อกรุงยามุสซุโกร) ผลของการชนกันระหว่างนกกับเครื่องบิน ทำให้เครื่องยนต์เครื่องหนึ่งดับ ใช้การไม่ได้ เครื่องบินต้องหาทางร่อนลงจอด โชคดีที่จอดได้อย่างปลอดภัย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้พิสูจน์ว่า ขนนกที่ติดอยู่ในเครื่องบินนั้น เป็นขนของนกแร้งรัพเพลจริง (นกแร้งรัพเพล บินได้สูงถึง 11,277 เมตร หรือ 37,000 ฟุต)

- เมษายน พ.ศ. 2538 ที่ London Ontario เครื่องบิน Helicopter Bell 222 ขณะที่บินอยู่ที่ระดับความสูง 1,000 ฟุต ได้มีนกตัวหนึ่งบินสวนเข้าไปในห้องนักบิน นักบินได้พยายามนำเครื่องลงจอด ทั้งๆ ที่ทัศนวิสัยไม่ดีนัก โดยนักบินและผู้โดยสารปลอดภัย

- กันยายน พ.ศ. 2538 ที่สนามบิน Dulles รัฐวอชิงตัน เครื่องบิน Boeing 757 ได้ขับชนกับฝูงห่าน (Canada geese) ทำให้เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องและปีกเครื่องบินเสียหาย

- กันยายน พ.ศ. 2538 เครื่องบิน Boeing 707 ตกที่รัฐ Alaska มีผู้เสียชีวิต 24 คน เหตุเกิดหลังจากเครื่องบินวิ่งขึ้นไม่นาน ได้ชนกับฝูงห่าน (Canada geese) เช่นกัน ทำให้เครื่องยนต์ด้านซ้ายทั้งคู่ดับ

- มกราคม พ.ศ. 2540 เครื่องบิน Boeing 747 ต้องบินกลับมาลงที่ท่าอากาศยานออสเตรเลีย (Australian Airport) หลังจากที่บินไต่ความสูงขึ้นไปได้ไม่นาน เนื่องจากชนกับห่าน (Magpie goose) หนัก 2.5 กก. เพียงตัวเดียว ทำให้เครื่องยนต์ดับ 1 เครื่อง และอีกเครื่องได้รับความเสียหาย แต่นักบินก็ได้พยายามนำเครื่องกลับมาลงได้อย่างปลอดภัย

- 15 มกราคม พ.ศ. 2551 เกิดเหตุเครื่องบินชนเข้ากับฝูงนก เครื่องบินโดยสาร Airbus A 320-200 ของสายการบิน US Airway ได้ชนกับฝูงนกบนท้องฟ้า ก่อนที่เครื่องบินจะตกลงสู่ผืนน้ำในแม่น้ำฮัดสัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างน้อย 78 คน แต่ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงรายเดียวที่ขาหักทั้งสองข้าง

เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.31 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเครื่องบินลำนี้ทะยานออกจากสนามบินลาการ์เดีย ในนครนิวยอร์ก เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองชาร์ล็อต รัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้ไม่ถึง 1 นาที ก็พุ่งชนกับฝูงนกบนท้องฟ้า ทำให้เครื่องยนต์ของเครื่องบินดับทั้งสองข้าง เป็นผลให้นักบินตัดสินใจบังคับควบคุมเครื่องบินให้ร่อนลงแม่น้ำฮัดสัน ที่ไหลระหว่างรัฐนิวยอร์กกับรัฐนิวเจอร์ซีย์

ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุอยู่ใกล้กับถนนสายที่ 48 ในย่านกลางเมืองแมนฮัตตัน ทีมกู้ภัยสามารถช่วยผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 155 คน บนเครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นเรือชูชีพได้ทั้งหมด ก่อนที่เครื่องบินจะจม ซึ่งมีผู้โดยสารรายหนึ่งขาหักทั้งสองข้างและอีกอย่างน้อย 78 คนได้รับบาดเจ็บ แต่ส่วนใหญ่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานการบินแห่งรัฐ (เอฟเอเอ) ชี้ว่า เครื่องยนต์ของเครื่องบินลำเกิดเหตุได้หยุดทำงานไป หลังจากประสบเหตุชนกับฝูงนก แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันในรายงานนี้

เป็นที่ชัดเจนว่า นักบินสามารถทำงานได้อย่างเชี่ยวชาญในการนำเครื่องบินลงสู่แม่น้ำ และได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนได้ออกจากเครื่องบินแล้วทั้งหมด สำหรับนักบินที่เชื่อว่าเป็นผู้ควบคุมเครื่องบินลำเกิดเหตุนี้ คือ กัปตันเชสลีย์ บี.ซัลเลนเบอร์เกอร์ อายุ 58 ปี ทำงานให้กับสายการบินยูเอส แอร์เวย์ส มานานถึง 29 ปีแล้ว และยังเปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของตนเองด้วย

- 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556 สายการบิน American Airlines เครื่องบินแบบ Boeing 777-200 หมายเลขเครื่องที่จดทะเบียน N790AN เที่ยวบินที่ AA-289 ออกเดินทางจากสนามบิน Chicago O'Hare รัฐ Illinois สหรัฐอเมริกา เดินทางไปยังสนามบินนคร Shanghai ประเทศจีน โดยมีผู้โดยสารบนเที่ยวบินนั้น จำนวน 236 คน และลูกเรือกว่าอีก 15 คน

ขณะที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับความสูงอยู่ที่ความสูง 5000 ฟุต หลังจากบินขึ้นมาจากสนามบิน Chicago นักบินได้รายงานให้หอควบคุมการบินทราบว่า เครื่องบินได้บินชนนกประมาณ 2-3 ตัว และจำเป็นที่จะต้องบินกลับไปลงยังสนามบิน Chicago ในทันที และให้ทางสนามบินเตรียม emergency unit ไว้ด้วย เนื่องจากเครื่องบินต้องลงจอดแบบ overweight landing

หลังจากนั้นประมาณ 25 นาที เที่ยวบินดังกล่าวก็ได้ลงจอดอย่างปลอดภัย โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น เครื่องบินสำรองแบบ Boeing 777-200 หมายเลขเครื่องที่จดทะเบียน N799AN ได้เดินทางถึงสนามบินปลายทางเมือง Shanghai อย่างปลอดภัย โดยล่าช้ากว่ากำหนดการเดินทางเดิมถึง 4 ชั่วโมง 45 นาที

-13 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เครื่องบินของสายการบิน Jetblue เครื่องบินแบบแอร์บัส A320-200, หมายเลขเครื่องที่จดทะเบียน N709JB เที่ยวบินที่ B6-721 ออกเดินทางจากสนามบิน JFK มหานคร New York ประเทศสหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าสู่สนามบินเมือง Nassau ประเทศบาฮามาส

ขณะที่เครื่องบินกำลังวิ่งขึ้นจากสนามบิน โดยเครื่องบินกำลังไต่ความสูงอยู่ที่ 500 ถึง 700 ฟุตเหนือพื้นดิน นักบินได้รายงานให้ทางหอควบคุมการบินทราบว่า เครื่องบินได้บินชนนกที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าน่าจะตกลงไปยังพื้นทางวิ่ง โดยให้ทางเจ้าหน้าที่รีบดำเนินการตรวจสอบ เครื่องบินลำดังกล่าวได้ทำการไต่ระดับความสูงต่อไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 20,000 ฟุต

หลังจากนั้นนักบินได้ตัดสินใจนำเครื่องบินกลับมาลงจอดที่สนามบิน JFK เพื่อทำการตรวจสอบความเสียหาย เพื่อความปลอดภัยต่อการบินเที่ยวบินนั้น โดยเที่ยวบินดังกล่าวได้กลับมาลงจอดเป็นเวลา 35 นาที หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เครื่องบินลำนั้นได้ให้บริการต่อ หลังจากที่เข้ารับการตรวจเช็กว่ามีความปลอดภัย และเดินทางถึงสนามบินเมือง Nassau ประเทศบาฮามาส โดยล่าช้าจากกำหนดการเดิม 2 ชั่วโมง

- 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เกิดเหตุเครื่องบิน Airbus A320-200 ของสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD3188 บินจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องบินโดยสารลำดังกล่าว พุ่งชนวัตถุบางอย่าง ที่คาดว่าเป็นนกชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ ขณะกำลังร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช จนเป็นเหตุให้ปีกเครื่องบินด้านซ้ายยุบ ได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 100 คน ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบิน FD3189 ที่จะเดินทางโดยเครื่องบินลำเดียวกันจากนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องรอการตรวจสอบความปลอดภัยทางการบินของเครื่องบินลำดังกล่าวอย่างละเอียด

นางสิรินารถ จุลเกลี้ยง เวรฝ่ายอำนวยการบิน ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกัปตันว่า เครื่องบินมีความเสียหาย โดยเฉพาะบริเวณปีกด้านซ้าย โดยสันนิษฐานว่าชนกับนกขนาดใหญ่ ขณะลดระดับเพื่อร่อนลงจอดยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช จึงจำเป็นต้องรอการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด ก่อนอนุญาตให้นำเครื่องบินกลับไปยังกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ภาคพื้นได้เข้าตรวจสอบตลอดแนวรันเวย์ และใกล้เคียง ไม่พบซากนก หรือวัตถุแปลกปลอมใดๆ ด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์แอร์เอเชีย ชี้แจงว่า หลังจากเที่ยวบิน เอฟดี 3188 ให้บริการด้วยเครื่องบิน Airbus A 320-200 มีผู้โดยสารจำนวน 151 คน ลูกเรือ 4 คน กัปตันและนักบินรวม 2 คน เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 06.50 น. และลงจอดที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชอย่างปลอดภัยเมื่อเวลา 08.00 น.

ทั้งนี้ กัปตันได้ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องก่อนขึ้นบินตามปกติ และพบว่ามีรอยนกชนที่สันปีกเครื่องบินด้านซ้าย พิจารณาในเบื้องต้นไม่ได้รับความเสียหายในการให้บริการ แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จึงให้ทีมวิศวกรบินจากกรุงเทพฯ ไปทำการเพื่อตรวจซ่อมเบื้องต้น ตามคู่มือการซ่อมอากาศยาน และตรวจสอบด้านความปลอดภัย ก่อนให้เครื่องจะทำการบินกลับ ทำให้เที่ยวบิน FD3189 ที่กำหนดการเดิม บินออกจากนครศรีธรรมราช เวลา 08.30 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 09.40 น. ต้องล่าช้าออกไป ประมาณ 11.00 น.ในวันเดียวกัน โดยเที่ยวบิน นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ มีผู้โดยสารทั้งสิ้น 147 คน

ฝ่ายสื่อสารองค์กร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชน กรณีเกิดเหตุนกบินชนเครื่องบินแอร์เอเชีย ก่อนลงจอดที่สนามบินนครศรีธรรมราช เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จนปีกได้รับความเสียหาย ทำให้ไม่สามารถนำผู้โดยสารเที่ยวถัดไปเดินทางกลับจากนครศรีธรรมราชมายังกรุงเทพฯ ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมาสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD3188 เส้นทางกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ได้นำผู้โดยสาร จำนวน 151 คน ลูกเรือ 4 คน กัปตันและนักบินรวม 2 คน เดินทางออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 06.50 น. และเดินทางลงจอดถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เวลา 08.00 น. ปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ตามหลักการทำการบินปกติ

หากจะมีการทำการบินในเที่ยวต่อไป นักบินจะต้องทำการตรวจสอบสภาพความพร้อมของเครื่องก่อนออกบิน ซึ่งนักบินตรวจสอบพบว่า มีรอยนกชนที่สันปีกเครื่องบินทางด้านซ้าย เบื้องต้นไม่พบว่ามีความเสียหายในการให้บริการ แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จึงขอให้ทีมวิศวกรของแอร์เอเชีย เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพมหานคร มายังสนามบินนครศรีฯ เพื่อร่วมตรวจซ่อมและความปลอดภัยอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเป็นไปตามคู่มือการซ่อมอากาศยาน ซึ่งภายหลังการตรวจสอบพบว่า ปีกเครื่องบินมีความปลอดภัยและสามารถทำการบินได้ตามปกติ จึงอนุญาติให้เครื่องทำการบิน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอการตรวจสอบความปลอดภัยบริเวณปีกจากวิศวกร ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ได้ส่งผลกระทบทำให้เที่ยวบิน FD3189 ซึ่งเป็นเที่ยวบินขากลับที่จะเดินทางออกจากนครศรีธรรมราช มายังกรุงเทพฯ ต้องล่าช้าออกไปประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยกำหนดการออกเดินทางถูกเลื่อนจากเวลา 08.30 น. เป็น 11.00 น. ของวันที่ 10 มิ.ย.แทน

จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้ประเทศต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องนกชนกับเครื่องบิน ได้พยายามหามาตรการสำหรับป้องกันอุบัติเหตุจากการบินเนื่องจากนก สำหรับประเทศไทยนั้น มีสถิติเครื่องบินชนนกที่ท่าอากาศยานต่างๆ อย่างสูงเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นการชนบนทางวิ่ง ขณะวิ่งขึ้น และขณะวิ่งลง เครื่องบินเสียหายโดยเฉพาะที่ล้อเครื่องยนต์ ใบพัด และส่วนหัว ในแต่ละปีบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจการบิน ต้องเตรียมงบประมาณเพื่อซื้ออะไหล่ และค่าซ่อมเครื่องบินสำหรับการสูญเสียเนื่องจากนกเป็นจำนวนมากพอสมควร

ดังนั้น ในปี พ.ศ.2527 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) จึงได้รับการสนับสนุนจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และกรมการบินพาณิชย์ ให้ทำการศึกษาเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุทางการบินเนื่องจากนก ในบริเวณท่าอากาศยานกรุงเทพ เชียงใหม่ และหาดใหญ่

จากการศึกษาวิจัย วท.ได้เสนอแผนงานให้การกำจัดนกให้มีประสิทธิผล ได้แก่

1. การจัดการในระยะสั้น เป็นการกำจัดนกโดยวิธีกลและใช้สารเคมี จะมีผลต่อการกำจัดนกในสภาพถิ่นที่อยู่ต่างกัน การใช้สารไล่นก จะมีผลต่อการลดประชากรนกที่อาศัยตามอาคาร ต้นไม้ใหญ่ การดักด้วยตาข่าย จะมีผลต่อการกำจัดค้างคาวในเวลากลางคืน

การใช้ย่าฆ่าหญ้า จะมีผลต่อนกที่หากินตามสนามหญ้า นกเอี้ยงสาริกา นกเด้าดิน นกเขา การใช้เสียงดังไล่และการสร้างสิ่งกีดขวางชั่วคราว เพื่อไม่ให้นกที่ชอบอยู่เป็นฝูงอยู่รวมกลุ่มกันได้ การใช้เสียงดังไล่และรบกวนตลอดเวลาจะมีผลต่อนกน้ำต่างๆ ในแหล่งน้ำทางทิศเหนือและทิศใต้ของท่าอากาศยาน การล่านกจะมีผลกำจัดนกขนาดใหญ่ เช่น เหยี่ยว อีกา

2. การจัดการในระยะยาว เป็นการป้องกันโดยถือหลักของระบบนิเวศวิทยาจัดการสิ่งแวดล้อมภายในและโดยสนามบิน เพื่อไม่ให้สนามบินเป็นแหล่งดึงดูดนก โดยมีการจัดสภาพดินและชนิดหญ้า ปลูกหญ้าชนิดเดียวกัน ไม่มีดินโล่งตัดหญ้าให้สั้นตลอดเวลา ไม่ให้มีเมล็ดหญ้า เช่น การจัดการสนามกอล์ฟ ดินเลน จะลดประชากรนกชายเลน นกกินแมลง นกกินสัตว์หน้าดิน นกกินเมล็ดพืช เช่น นกหัวโต นกแอ่นทุ่ง นกนางแอ่น นกเอี้ยงสาริกา และนกเขา

นอกจากปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางการบินเนื่องจากนกแล้ว นกยังเป็นสัตว์ที่ทำความเสียหายในเรื่องอื่นๆ ได้อีก เช่น ทำลายโบราณสถาน ศาสนสถาน และอาคารบ้านเรือน ตัวอย่างในกรุงเทพฯได้แก่ การที่ฝูงนกพิราบทำความเสียหายแก่พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ฯลฯ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ หน่วยราชการต้องใช้ตาข่ายดักจับที่ท้องสนามหลวง เพื่อนำไปปล่อยในที่ไกลๆ และขอร้องไม่ให้ผู้ใจบุญซื้ออาหารเลี้ยงนก เพราะจะทำให้นกจากที่อื่นๆ ย้ายถิ่นมาสมทบด้วย เป็นการเพิ่มประชากรนกโดยไม่ตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่านกจะทำความเสียหายให้แก่อากาศยานและสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์บ้างในบางครั้ง แต่คุณประโยชน์ของนกต่างๆ ก็ยังมีอยู่มากมาย เช่น ช่วยกำจัดแมลง ศัตรูพืชช่วยกระจายพันธุ์พืช ช่วยให้ระบบนิเวศเกิดความสมดุล และที่สำคัญที่สุด คือ หากปราศจากเสียงร้องและสีสันอันสวยงามของนกแล้ว โลกนี้จะยังน่าอภิรมย์อยู่อีกหรือ.

เอกสารประกอบบทความจาก
หนังสือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมการบินพลเรือน
THAI AERO

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

เมื่อเครื่องบินชนเข้ากับนกที่ความเร็วสูง อันตรายจากแรงปะทะที่เพิ่มเป็นทวีคูณ ในย่านความเร็ว 400-600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้แต่นกกระจอกตัวเล็กๆ ที่โดนดูดเข้าไปในเครื่องยนต์ก็ยังทำให้เครื่องเทอร์โบแฟนถึงกับหยุดทำงานไปเลยก็มี... 12 มิ.ย. 2557 14:56 ไทยรัฐ